ไทยยกระดับมาตรการสกัดอีโบลา สั่งกักตัวผู้เดินทางจากดีอาร์คองโกและยูกันดา 21 วัน ที่สถาบันบำราศนราดูร หลังพบสถิติยอดเข้าไทยพุ่งผิดปกติ และพบปัญหาผู้เดินทางไม่ร่วมมือติดตามอาการที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัด สธ. เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 ว่า ที่ประชุมพิจารณาแนวทางยกระดับการควบคุมป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาจากเขตติดโรคติดต่ออันตรายในดีอาร์คองโก และยูกันดา เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของ 2 ประเทศดังกล่าวรุนแรงขึ้น ขณะเดียวกันมีผู้เดินทางจากหรือผ่าน 2 ประเทศนี้เข้าไทยเพิ่มมากขึ้น แม้ว่าเราจะไม่มีสายการบินบินตรงจากพื้นที่ดังกล่าวก็ตาม โดยข้อมูลวันที่ 21-26 พ.ค.2569 มีผู้โดยสารจาก 2 พื้นที่นี้เข้าไทยรวมแล้ว 100 ราย จากประมาณ 5-7 รายต่อวัน เพิ่มขึ้นเป็น 10 กว่ารายในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ล่าสุดเข้ามา 19 รายในวันเดียว โดยมาตรการก่อนหน้านี้ใช้วิธีการคุมไว้สังเกตอาการ และให้รายงานตัว 21 วัน แต่เนื่องจากจำนวนคนที่เข้ามามากขึ้น ผู้เดินทางมีการเปลี่ยนสถานที่พัก บางส่วนไม่ให้ความร่วมมือ ทำให้เกิดภาระในการติดตาม อาจทำให้เกิดการหลุดได้ จึงต้องยกระดับมาตรการให้มีผลทันที โดยให้ผู้เดินทางทุกคนที่ “ไม่มีอาการ” ต้องถูกกักกันให้กักตัว 21 วันในศูนย์กักกันโรคสถาบันบำราศนราดูร และประสานสายการบินให้ส่งผู้โดยสารจาก 2 พื้นที่ดังกล่าวลงจอดที่สนามบินสุวรรณภูมิแห่งเดียว มาตรการเราถือว่าเข้มกว่าที่องค์การอนามัยโลกกำหนด ส่วนจะใช้มาตรการนี้นานแค่ไหนจะดูจากสถานการณ์อีกครั้งด้าน นพ.เอนก มุ่งอ้อมกลาง รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ที่ผ่านมามีผู้มาจากพื้นที่เสี่ยงไม่ให้ความร่วมมือ 5 ราย ทำให้ต้องระดมเจ้าหน้าที่ติดตามตัว ใช้เวลา 5 วัน จึงติดตามครบ สร้างความยุ่งยากให้กับเจ้าหน้าที่ และทั้ง 5 รายไม่มีอาการใดๆ ผู้สื่อข่าวถามว่า ผู้เดินทางจาก 2 ประเทศมาไทยมีตัวเลขสูงขึ้นจนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจต้องการออกจากพื้นที่ระบาดมายังไทยหรือไม่ นพ.เอนกกล่าวว่า ยอมรับว่าตัวเลขที่เข้ามาไทยสูงขึ้นผิดปกติจริง จึงเป็นที่มาของการยกระดับมาตรการและเร็วๆนี้กรมควบคุมโรคจะออกประกาศห้ามคนไทยเดินทางไปยัง 2 ประเทศระบาด หากจำเป็นต้องเดินทางต้องเข้าสู่เกณฑ์ของไทย คือ เมื่อเข้ามาไทยต้องถูกกักตัว 21 วัน และค่าใช้จ่ายในการกักตัวต้องรับผิดชอบเองทั้งหมด.อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่