“กระทรวงสาธารณสุข” ประเทศไทย ประกาศยกระดับมาตรการเฝ้าระวังทางสาธารณสุขครั้งสำคัญ โดยเพิ่ม “โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus Disease)” เข้าสู่บัญชีโรคติดต่ออันตราย ลำดับที่ 14 เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดและเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมโรคข้อมูลที่น่าสนใจ...สื่อต่างประเทศหลายสำนักนำงานวิจัยเกี่ยวกับฮันตาไวรัส ที่ถูกเผยแพร่ตั้งแต่ปี 2023 มารายงานอีกครั้ง งานวิจัยชิ้นนี้ผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญและตีพิมพ์ในวารสาร Viruses จัดทำโดยทีมนักวิจัยจากห้องปฏิบัติการสปีซ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จากการศึกษาชายวัย 55 ปี...ที่เคยติดเชื้อ “ฮันตาไวรัส” สายพันธุ์ “แอนดีส” มานานถึง 6 ปี ระบุว่าเชื้อไวรัสหายไปจากเลือด ปัสสาวะ และระบบทางเดินหายใจทั้งหมดแล้ว แต่ยังคงตรวจพบสารพันธุกรรมของไวรัสในน้ำอสุจินักวิจัยระบุว่า เชื้ออาจยังมีศักยภาพในการแพร่สู่ผู้อื่นได้นานถึง 71 เดือน หรือประมาณ 5 ปี 11 เดือน หลังติดเชื้อข้อมูลในงานวิจัยอธิบายว่า “อัณฑะ” ถือเป็นพื้นที่ปลอดภัยของเชื้อโรคบางชนิดเนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะไม่โจมตีอสุจิ เพื่อคงความสามารถในการสืบพันธุ์ นั่นทำให้ไวรัสบางชนิด เช่น ฮันตาไวรัส อีโบลาและซิกา สามารถหลบซ่อนอยู่ในอัณฑะได้ แม้ร่างกายจะกำจัดเชื้อออกจากอวัยวะส่วนอื่นแล้วก็ตามปัจจุบันมีโรคติดเชื้อมากกว่า 27 ชนิด ที่สามารถอาศัยอยู่ในอัณฑะและคงอยู่ในร่างกายเป็นเวลานาน แม้นักวิจัยจะย้ำว่ายังไม่เคยมีรายงานยืนยันอย่างเป็นทางการว่า ฮันตาไวรัสติดต่อผ่านเพศสัมพันธ์ได้จริง แต่ผลการศึกษาชี้ว่ามีความเป็นไปได้ทางชีวภาพที่ไวรัสอาจแพร่ผ่านน้ำอสุจิได้โดยผลการศึกษาชิ้นนี้ชี้ว่า แอนดีส ไวรัส มีศักยภาพในการติดต่อทางเพศสัมพันธ์เปิดแฟ้มรายงานการวิจัยชิ้นสำคัญเรื่อง “Presence and Persistence of Andes Virus RNA in Human Semen” ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนให้แก่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก“ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่ปกติแล้ว ไวรัสกลุ่มนี้มักจะเข้ามาทำลายร่างกายแล้วก็จากไป หรือไม่ผู้ป่วยก็เสียชีวิต แต่เคสนี้กลับพบว่าพันธุกรรมของไวรัสยังคงดื้อแพ่งฝังตัวอยู่ในน้ำอสุจิของผู้รอดชีวิตได้ยาวนาน” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หรือ “หมอดื้อ” บอกว่า กรณีนี้ เหมือนระเบิดเวลาที่ต้องถอดสลักอย่างระมัดระวัง เพราะประวัติศาสตร์โลกเคยมีบทเรียนเลือดจาก “อีโบลา” และ “นิปาห์” มาแล้วเปรียบเทียบร่างกายมนุษย์เหมือน “บ้านหลังหนึ่ง” แล้วเจ้าไวรัสแอนดีสคือ “โจร” ที่เคยขึ้นบ้าน...“การที่นักวิจัยตรวจเจอ RNA ของไวรัสในน้ำอสุจิยาวนาน 6 ปี เปรียบเหมือนเราไปเดินสำรวจในบ้านแล้วเจอรอยนิ้วมือหรือเศษเส้นผมของโจรทิ้งไว้ในห้องนอน แต่ไม่ได้แปลว่าตัวโจรยังนั่งถือมีดพร้อมจะปล้นเราอยู่ตรงนั้น”นี่คือหัวใจสำคัญที่สุดที่ต้องแยกให้ชัดเจนระหว่าง (1) การพบเศษซากพันธุกรรม (Viral RNA) กับ (2) การมีตัวไวรัสที่มีชีวิตพร้อมแพร่เชื้อได้จริง (Infectious Virus) ซึ่งในรายงานวิจัยฉบับนี้ ทีมวิจัยพยายามนำน้ำอสุจิดังกล่าวไปเพาะเชื้อในห้องแล็บแล้ว ผลปรากฏว่า “เพาะไม่ขึ้น” หรือยังไม่พบเชื้อที่มีชีวิตนั่นเองดังนั้นในทางกฎหมายและทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน จึง “ยังพิสูจน์ไม่ได้” ว่าไวรัสแอนดีสสามารถติดต่อผ่านทางเพศสัมพันธ์ ได้จริง แต่นักวิจัยจำเป็นต้องใช้คำว่า “มีศักยภาพในการติดต่อทางเพศสัมพันธ์” เพราะในทางชีววิทยามีความเป็นไปได้สูงมากสิ่งที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกังวลใจอย่างมาก คือพฤติกรรม ของเจ้าไวรัสแอนดีสตัวนี้ ดันไปละม้ายคล้ายคลึงกับอสุรกายรุ่นพี่อย่าง “อีโบลา (Ebola)” และ “ซิกา (Zika)” ซึ่งตามปกติแล้ว ร่างกายมนุษย์จะมีระบบภูมิคุ้มกันที่เปรียบเสมือน “ทหารยาม” คอยตรวจตราและไล่ฆ่าสิ่งแปลกปลอมแต่...ในร่างกายเรามีจุดยุทธศาสตร์พิเศษที่เรียกว่า Immune– privileged sites หรือ “เขตปลอดทหาร” ซึ่งได้แก่ ลูกอัณฑะ, สมองและระบบประสาทและดวงตา จุดเหล่านี้ระบบภูมิคุ้มกันจะเข้าไม่ถึงหรือมองไม่เห็น เพราะธรรมชาติสร้างมาเพื่อปกป้องเซลล์สำคัญไม่ให้ถูกทำลายเจ้าไวรัสแอนดีสจึงอาศัยช่องโหว่นี้ แอบเข้าไปตั้ง “เซฟเฮาส์” กบดานอยู่ในลูกอัณฑะของเพศชาย หลบยามได้อย่างปลอดภัย และอาจมีการแอบปล่อยตัวออกมาเป็นระยะ ซึ่งกรณีนี้เคยเกิดขึ้นจริง แล้วในประวัติศาสตร์ของ “อีโบลา” ที่ช่วงแรกแพทย์ตรวจเจอแค่เศษ RNA ในอสุจิ แต่เวลาผ่านไปกลับพบว่ามีตัวเป็นๆซ่อนอยู่จริงจนนำไปสู่การติดต่อทางเพศสัมพันธ์..เกิดการระบาดซ้ำ หลังจากคนไข้หายป่วยไปแล้วหลายร้อยวันนอกจากนี้ ไวรัสแอนดีสยังมีความน่ากลัวกว่าไวรัสในกลุ่มเดียวกัน ตัวอื่นๆตรงที่เป็นสายพันธุ์เดียวที่มีหลักฐานในอดีตบ่งชี้ว่า “สามารถแพร่จากคนสู่คนได้”...แม้จะยังไม่ชัดเจน 100% ก็ตาม พอมาเจอข้อมูลว่าชอบสิงสถิตในน้ำอสุจิอีก จึงทำให้นักวิชาการต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดหมอดื้อ บอกอีกว่า รายงานวิจัยชิ้นนี้กำลังเปิดประตูสู่ธีมใหญ่ของ “ไวรัสวิทยาสมัยใหม่” ที่ชี้ชัดว่าไวรัสอาร์เอ็นเอ (RNA Viruses) หลายชนิดในโลก เช่น อีโบลา, ซิกา, หัด (Measles-SSPE), นิปาห์รวมถึงแอนดีส อาจไม่ได้ทำงานแบบ “ชนแล้วหนี” อีกต่อไป แต่มันมีวิวัฒนาการในการหา “พื้นที่ปลอดภัย” ในร่างกายมนุษย์เพื่อฝังตัวเงียบๆ สู้รบกับภูมิคุ้มกันในระยะยาว และอาจก่อให้เกิดโรคย้อนหลัง หรือแอบปล่อยเชื้อออกมาเป็นระยะ...ในเชิงสาธารณสุขของประเทศไทย แม้ว่าเวลานี้จะยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะตราหน้าว่าไวรัสแอนดีสเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STI) แบบเต็มตัว แต่การป้องกันไว้ก่อน ถือเป็นทางออกที่ฉลาดที่สุดเหมือนเช่นในยุคแรกเริ่มของวิกฤติอีโบลา มาตรการที่สมเหตุสมผลในปัจจุบันคือ การตรวจมอนิเตอร์น้ำอสุจิของผู้รอดชีวิตอย่างต่อเนื่อง, การรณรงค์ให้ใช้ถุงยางอนามัยชั่วคราวสำหรับผู้ที่ หายป่วยใหม่ๆ และการเก็บข้อมูลระยะยาวของกลุ่มผู้ป่วย เพื่อไม่ให้ ประวัติศาสตร์ความพินาศทางสาธารณสุขกลับมาซ้ำรอยเดิม“ตื่นตัว...แต่อย่าตื่นตูม” ยังคงเป็นคาถาป้องกันโรคร้ายได้ทุกยุคสมัย.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม