นับตั้งแต่ สี จิ้นผิง เป็นประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อ ค.ศ.2013 เป็นต้นมา วลาดีมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีสหพันธรัฐรัสเซีย ได้พบปะพูดคุยกัน ทั้งเจอตัวจริงและประชุมผ่านวิดีโอ คอนเฟอเรนซ์ มากกว่า 40 ครั้ง ถือเป็นผู้นำประเทศที่พบกันบ่อยที่สุดคู่หนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองยุคใหม่สิ่งที่ทำให้สหรัฐฯและตะวันตกนั่งไม่ค่อยติด เพราะความสัมพันธ์ของปูตินและสี จิ้นผิง ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความสัมพันธ์ระดับรัฐต่อรัฐเท่านั้น แต่เป็นความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ใกล้ชิด จะเห็นว่าทั้งปูตินและสี จิ้นผิง มักเรียกกันและกันว่าเพื่อนเก่าหรือเพื่อนสนิทที่สุด ซึ่งนับวันดูจะแน่นแฟ้นขึ้นเรื่อยๆการที่ทั้งทรัมป์ผู้นำสหรัฐฯ และปูติน ผู้นำรัสเซีย ต่างต้องเดินทางมาเยือนปักกิ่งในเวลาไล่เลี่ยกัน คือการส่งสัญญาณว่าจีนคือมหาอำนาจผู้ทรงอิทธิพลที่โลกขาดไม่ได้ที่ลึกไปกว่านั้นคือ จีนแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารความสัมพันธ์กับคู่อริระดับโลกได้ในเวลาเดียวกัน ท่ามกลางภาวะสงครามในตะวันออกกลาง และความขัดแย้งในอูเครนจีนในยุคนี้คือ “เจ้าสำนัก” ที่นั่งอยู่บนยอดเขา ดูเสือสองตัวหรือมหาอำนาจขั้วอื่นๆวิ่งเข้ามาหาตน เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเองการที่จีนนั่งต้อนรับแขกอยู่กับบ้าน แต่สามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้ทุกเม็ด ทำให้จีนกลายเป็นผู้ชนะในเกมนี้อย่างแท้จริง จีนมีแต่ได้กับได้ตอนที่เจรจากับสหรัฐฯ จีนใช้ข้อตกลงซื้อสินค้าเกษตร หรือการเปิด-ปิดตลาดบางส่วนเป็นเครื่องมือต่อรองเพื่อลดแรงกดดันเรื่องกำแพงภาษีหรือการคว่ำบาตรทางเทคโนโลยีจากสหรัฐฯเมื่อเจรจากับรัสเซีย จีนได้ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินในราคากันเอง พลังงานเหล่านี้คือตัวขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมอันมหาศาลของจีนให้โตต่อได้อย่างมีเสถียรภาพ ปัจจุบันจีนกลายเป็นผู้ซื้อน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ที่สุดของรัสเซีย (เกือบร้อยละ 50 ของการส่งออกน้ำมันดิบของรัสเซีย)สิ่งสำคัญคือการที่รัสเซียต้องพึ่งพาจีน ทำให้อัตราการใช้เงินหยวนในการค้าขายระหว่างประเทศพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ช่วยเร่งให้ลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐฯหรือ De-dollarization เป็นไปตามความคาดหวัง ซึ่งการค้าระหว่างรัสเซียกับจีนตอนนี้ กว่าร้อยละ 90 เปลี่ยนมาใช้เงินหยวนและรูเบิลแทนดอลลาร์สหรัฐฯแล้วทั้งหลายทั้งปวง สมรภูมิทั้งในอูเครนและตะวันออกกลางจีนไม่เจ็บตัวเหมือนกับรัสเซียและอิหร่าน จึงเป็นหลักพิงให้กับพันธมิตรได้อย่างเข้มแข็งการประชุมผู้นำสูงสุดของรัสเซียและจีนครั้งนี้ โลกจับตาแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการยกระดับพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งเนื้อหาภายในคือการประกาศ “พิมพ์เขียวระเบียบโลกใหม่แบบหลายขั้ว” ซึ่งจีนและรัสเซียใช้ประกาศท้าทายระเบียบโลกเก่า ซึ่งนำโดยสหรัฐฯอย่างเป็นทางการหัวใจสำคัญของพิมพ์เขียวนี้คือ “ระเบียบโลกหลายขั้ว” ที่ระบุว่าโลกไม่ควรถูกผูกขาดหรือชี้ชะตาโดยชาติตะวันตกเพียงกลุ่มเดียว โดยเฉพาะสหรัฐฯและพันธมิตร ซึ่งบริกส์และองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้จะถูกผลักให้ขึ้นมาอยู่แถวหน้าเพื่อคานอำนาจกลุ่มจี 7 และนาโตหลังจากที่ปัจจุบันมูลค่าการค้าระหว่างจีน-รัสเซียเกือบทั้งหมดเปลี่ยนมาใช้เงินหยวนและรูเบิลแล้ว ในพิมพ์เขียวระบุแนวทางชัดเจนเรื่องโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่มีร่วมกัน เพื่อลดการพึ่งพาระบบ SWIFT ของตะวันตก ซึ่งจะมีการขยายโมเดลนี้ไปยังกลุ่มประเทศที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตอื่นๆด้วยทั้งสองประเทศต่างเร่งรัดและวางกรอบโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงการท่อส่งก๊าซ Power of Siberia 2 เพื่อลำเลียงพลังงานจากรัสเซียเข้าสู่ภาคเหนือของจีนอย่างมั่นคงในระยะยาว รวมทั้งร่วมมือในการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ และนวัตกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อป้องกันห่วงโซ่อุปทานของทั้งสองประเทศจากการถูกตะวันตกตัดขาดและประกาศก้องร้องบอกว่า “แต่ละประเทศมีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะเลือกเส้นทางการพัฒนาเมืองและเศรษฐกิจตามวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของตนเอง” โดยไม่มีใครมีสิทธิ์มาตักเตือนหรือคว่ำบาตรแม้แต่ไอ้ปื๊ด ลูกเจ๊น้องก้นซอยสองก็รู้ครับว่า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ระเบียบโลกที่สหรัฐฯเป็นผู้คุมกฎเพียงผู้เดียวได้จบลงแล้ว.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.comคลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม