ถึงจะเป็นบทเรียนซ้ำซาก เป็นเรื่องวัวหายแล้วล้อมคอก แต่ก็จำเป็นที่รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องจะต้องร่วมกันหามาตรการแก้ไขปัญหาจากอุบัติเหตุขบวนรถไฟชนกับรถโดยสารประจำทาง ขสมก. ที่บริเวณจุดตัดทางรถไฟมักกะสัน กทม. ทำให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมากนอกจากช่วยเหลือเยียวยาครอบครัว ผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บ การดำเนินคดีอาญา สอบสวนทางวินัยกับพนักงานขับ รถไฟ รถเมล์ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงผู้บังคับบัญชาในแต่ละระดับชั้น ถึงแม้ว่าจะถามหาความรับผิดชอบระดับนโยบายในรัฐบาลแบบในต่างประเทศได้ยาก แต่ มาตรการต่างๆ ก็สมควรต้องเร่งดำเนินการจึงเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่ทางรัฐบาล โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม จะนำทีมออกมาแถลงถึงมาตรการต่างๆ โดยเฉพาะการเน้นให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยของรถไฟ ตามที่นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช. คมนาคม ระบุว่า กระทรวงคมนาคมได้มีแนวทางยกระดับแก้ปัญหาเรื่องนี้มากขึ้นโดยตามกฎหมายขนส่งทางรางจะเร่งการบังคับใช้มาตรฐานให้เทียบเท่าการบิน ยกเลิกการสุ่มตรวจ เปลี่ยนเป็นปูพรมตรวจสารเสพติดพนักงานขับรถไฟของ ร.ฟ.ท. ขสมก. และ บขส. 100 เปอร์เซ็นต์ แก้จุดตัด โดยเร่งสร้างจุดเชื่อมต่อกับทางรถไฟยกระดับ ใช้สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ เป็นสถานีปลายทางหลัก และยกเลิกสถานีหัวลำโพงส่วนรถไฟขนส่งสินค้าให้หยุดเข้าเมือง เปลี่ยนถ่ายสินค้าที่สถานีรอบนอกแล้วใช้รถบรรทุกขนาดเล็กวิ่งแทน ห้ามขบวนรถน้ำมันเข้าสู่กรุงเทพฯ ขบวนรถขนส่งที่จำเป็นให้วิ่งเฉพาะกลางคืน พัฒนา ถนนวงแหวนรอบที่ 3 ให้รถขนส่งสินค้าวิ่งเลี่ยงเมือง สร้างศูนย์เปลี่ยนรูปแบบขนส่งไปทางถนนและทางน้ำในพื้นที่ปริมณฑลอย่างไรก็ดี สิ่งที่กระทรวงคมนาคม ยังไม่ชัดเจน คือ ปัญหาจุดตัดทางรถไฟกับถนนทั่วประเทศ 2,600 กว่าจุด ที่เกิดอุบัติเหตุและความสูญเสียบ่อยครั้ง เพราะไม่มีการดูแลที่ทั่วถึง ทั้งที่จัดงบฯแก้ปัญหามาตลอด ทั้งเรื่องป้ายเตือนไม่ชัด ขาดสัญญาณ ไฟ เครื่องกั้น ทางลอด สะพานข้าม และ มีจุดตัดแบบทางลักผ่านอีกจำนวนมากดังนั้น วันนี้กระทรวงคมนาคม โดยนายพิพัฒน์ ควรจะใช้บทเรียนจากอุบัติเหตุครั้งนี้หามาตรการป้องกันแก้ปัญหาให้ครอบคลุม ที่สำคัญน่าจะถึงเวลายกเครื่องใหญ่การรถไฟแห่งประเทศไทยเสียที หลังจากที่แทบทุกรัฐบาลปล่อยให้เป็นหน่วยงานหมักหมมสารพัดปัญหา จนฉุดรั้งการพัฒนารถไฟของไทยมานานแสนนาน.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม