วันเสาร์สบายๆวันนี้ไปคุยเรื่อง “การเลี้ยงลูกในศตวรรษที่ 21” กันนะครับ ผมเพิ่งอ่านบทความใน “การเงินธนาคารออนไลน์” ซึ่งแปลมาจากสำนักข่าวบลูมเบิร์ก หัวข้อน่าสนใจ “ทำไมการเลี้ยงลูกยุคใหม่ จึงให้ความรู้สึกเหมือนกลยุทธ์การลงทุนระยะยาว” ยิ่งอ่านก็ยิ่งเห็นจริง ผู้เขียนยกตัวอย่างภาพ “นกอินทรี” ที่ลูกชายวัย 6 ขวบวาดขึ้นมา ก่อนหน้านี้ยังวาดภาพตัวเองเป็นเส้นยุ่งๆแบบเด็กอนุบาลทั่วไป แต่ไม่นานมานี้ เขาเริ่มวาดภาพจำนวนมากที่เขาหลงใหล ทั้งภาพรถไฟ สะพาน ตึกระฟ้า สัตว์ต่างๆ ภาพเหล่านี้เต็มไปด้วยรายละเอียดเกินวัย ช่วงหลังเด็กคนนี้เริ่มเข้าใจเรื่องมิติอย่างน่าทึ่งภาพ “นกอินทรี” ตัวนี้ มีการแรเงาอย่างละเอียด ขนนกดูพลิ้วไหว ดวงตามีประกายบางอย่างที่ทำให้แม่ของเขารู้สึกหยุดนิ่ง ความภูมิใจเริ่มปะปนกับความกังวลในทันที หากลูกมีพรสวรรค์พิเศษจริง คำถามที่ตามมาคือ “หน้าที่ของพ่อแม่คืออะไร” ซื้อดินสอดีๆให้พร้อมกับคำชม หรือส่งเรียนศิลปะ พาไปนิทรรศการ พัฒนาความสามารถนั้นอย่างจริงจังคำถามนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความเป็นแม่ของเธอเท่าน้ัน แต่สะท้อนถึงสภาพการเลี้ยงลูกในศตวรรษที่ 21 พ่อแม่ยุคใหม่ โดยเฉพาะแม่ ถูกกดดันมหาศาล ให้ทุ่มทั้งเวลา เงิน และพลังงานให้กับลูก หลายคนถามตัวเองว่า “เราทำมากพอหรือยัง” และสิ่งที่น่าสนใจมากกว่าคือ “มากพอเพื่ออะไร” ทำให้ผู้เขียนย้อนกลับไปสำรวจว่า การเลี้ยงลูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร จนทำให้ “พรสวรรค์” ของเด็กคนหนึ่งทำให้คนเป็นแม่มีความรู้สึกทั้ง “ของขวัญ” และ “บททดสอบ” ไปพร้อมกันViviana Zelizer นักสังคมวิทยา อธิบายการเปลี่ยนแปลงนี้ในหนังสือ Pricing the Priceless Child ว่า เด็กค่อยๆกลายเป็นสิ่งล้ำค่าทางอารมณ์ และเป็นตัวแทนความหวังในอนาคต มากกว่าจะเป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจของครอบครัวเหมือนในอดีตโลกปัจจุบัน ตรรกะทางเศรษฐกิจได้หวนกลับมาสู่การเลี้ยงลูกอีกครั้ง เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบไป Nina Bandelj นักสังคมวิทยาเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียอธิบายว่า พ่อแม่ยุคใหม่เริ่มมองลูกผ่านกรอบทุนมนุษย์ (Human Capital) มากขึ้น เด็กถูกมองเป็นสินทรัพย์แห่งอนาคต ที่ต้อง สะสมทักษะ การศึกษา ประสบการณ์ และใบรับรอง เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในโลกเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนและเหลื่อมล้ำมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้ สะท้อนผ่านจากการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ทั้งจากภาครัฐและครอบครัว ไม่ว่าจะเป็น ค่าเล่าเรียน ค่ากวดวิชา กีฬา ดนตรี ภาษา และกิจกรรมเพิ่มคุณค่าต่างๆ พ่อแม่ถูกผลักดันให้มองตัวเองเป็นผู้จัดการโครงการชีวิตลูก และเริ่มมองการเลี้ยงลูกเป็นส่วนสำคัญของอัตลักษณ์ตัวเองอุตสาหกรรมการเลี้ยงลูกหลายพันล้านดอลลาร์ เติบโตขึ้นจากความรู้สึกนี้ ขายโอกาสให้พ่อแม่สร้างลูกผ่านกิจกรรมมากมาย ตั้งแต่ติวเตอร์ กีฬา ดนตรี ไปจนถึงคอร์สพัฒนาสมองเด็ก แม่จำนวนมากต้องเผชิญกับความเหนื่อยล้าและการชะงักของอาชีพDaniel Markovits ศาสตราจารย์จากเยล เขียนไว้ในหนังสือ The Meritocracy Trap ว่า ครอบครัวมืออาชีพจำนวนมากกำลังติดอยู่ในวงจรการแข่งขันที่กดดันสูง และสร้างความเครียดมหาศาลให้กับเด็ก ส่งผลให้อัตราความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และ การใช้สารเสพติดที่สูงขึ้นในกลุ่มเด็กชนชั้นสูง และนำไปสู่คำถามว่า “เรากำลังช่วยลูกจริงหรือไม่” เมื่อเราเปลี่ยนลูกตัวเล็กๆที่ต้องการบ้านและครอบครัวที่อบอุ่น เป็นโปรเจกต์การลงทุนระยะยาว เพื่อเลี้ยงลูกให้เป็นชนชั้นนำระดับโลก พ่อแม่จำนวนมากกลัวว่า หากตัวเองทำอะไรผิดพลาด ลูกอาจไม่มีโอกาสไปถึงความฝันทั้งที่ เป้าหมายของพ่อแม่ส่วนใหญ่ ไม่ใช่การมีลูกที่เก่งที่สุด แต่ต้องการครอบครัวที่อบอุ่น ต้องการให้ลูกกลับไปหาที่บ้าน งานวิจัยมากมายก็ยืนยันตรงกัน บ้านที่มั่นคงและการดูแลที่อบอุ่นสำคัญมากในเด็กปฐมวัยประโยคที่ผมอยากให้ พ่อแม่ในศตวรรษที่ 21 ต้องท่องให้ขึ้นใจคือ “ลูกฉันไม่ใช่โปรเจกต์การลงทุน” เพราะ เด็กไม่ใช่วัตถุดิบที่เราจะสร้างให้เป็นแบบใดก็ได้ แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องการพื้นที่ เวลา และสภาพแวดล้อมที่ดีในการเติบโต การไป เบียดเบียน การเล่น การนอน การมีเพื่อน เวลาว่าง สุดท้ายจะส่งผลเสียต่อลูกมากกว่าผลดี “ข่าวดังลูกไฮโซ” ที่เป็นข่าวอยู่เวลานี้ก็เห็นกันอยู่แล้ว.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม