ภาพเจ้าหน้าที่บุกค้นบ้านหรูแล้วเจอ “คลังแสง” ขนาดย่อม ทั้งกระสุน ระเบิด และแผนผังพิกัดสำคัญ ไม่ใช่แค่เรื่องตื่นเต้นในหน้าข่าว หากแต่เป็น “รหัสสัญญาณอันตราย” สำคัญที่บอกว่า “อาชญากรข้ามชาติ” ไม่ได้มองไทยเป็นแค่สวรรค์ของนักฟอกเงินอีกต่อไปหากเปรียบประเทศเป็นบ้าน วันนี้ “โจร” ไม่ได้แค่มาแอบกินข้าวหรือขโมยของแล้วไป แต่พวกมันกำลังขน “ฟืนและน้ำมัน” เข้ามาสะสมไว้ในห้องรับแขก เตรียมพร้อมจุดไฟเผาบ้านเราเมื่อไหร่ก็ได้ หากสังคมยังไม่ตื่นตัว ร้ายที่สุด...วันหนึ่งเราอาจตื่นมาพบว่ากลางกรุงเทพฯกลายเป็นสมรภูมิรบโดยที่เราไม่ทันตั้งตัว?มุมมองนักอาชญวิทยา นักวิชาการ ประชาชนตาดำๆ ประสานเสียงตรงกัน สถานการณ์นี้จำเป็นต้องไล่บี้ ตั้งข้อสังเกตถึงรูรั่วจาก “ต้นน้ำ” ไปจนถึง “ปลายน้ำ” ใครปล่อยให้เกิด?... ต้องมี “เจ้าภาพ” ที่ต้องรับผิดชอบเรียงตามลำดับความน่ากังวลใจร้ายแรง เริ่มจาก “อาวุธสงคราม” ไม่ได้งอกมาจากดินถ้าซีเรียลนัมเบอร์ตรงคลังไหน หน่วยงานคุมคลังอาวุธและยุทโธปกรณ์ คลังนั้นต้องตอบสังคมให้ได้ว่า “หนอนบ่อนไส้” คือใคร? ความบกพร่อง...ระบบการจัดเก็บและการตรวจสอบยอด ล้มเหลว จนเกิดการ “ขโมย” หรือ “จำหน่ายออก” โดยมิชอบหรือเปล่าถัดมา สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง...ปล่อยให้มังกรเทาถือวีซ่ามาอยู่ยาวๆ จนสร้างคลังแสงได้ยังไง? ระบบคัดกรองมีไว้กั้นคนดี หรือมีไว้เปิดทางให้ทุนสีเทา?ตั้งประเด็นสงสัยคนต่างชาติที่เข้ามาทำพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงระดับวินาศกรรม ไม่ได้เพิ่งเดินทางมาถึง แต่ต้องมีการพำนักระยะยาว สะท้อนความบกพร่องการตรวจสอบประวัติย้อนหลังและการติดตามพฤติกรรมชาวต่างชาติที่มีความเสี่ยงสูงหากบุคคลนี้มีประวัติอาชญากรรมในต่างประเทศหรือข้ามแดนมาแบบผิดปกติ ตม.คือด่านแรกที่ต้องตอบคำถามสังคม?ต่อเนื่องไปถึงตำรวจนครบาล (บช.น.) สายตรวจและสืบสวนท้องที่ทำอะไรอยู่? บ้านหลังใหญ่มีคนเข้าออกผิดปกติ มีของหนักขนย้าย แต่ทำไมกลายเป็นเสมือน “ตาบอด” เสียอย่างนั้น?สะท้อนช่องโหว่นโยบาย “เคาะประตูบ้าน” หรือ...การทำฐานข้อมูลประชากรแฝงในพื้นที่ไม่เข้มงวดพอ หากสายตรวจหรือตำรวจชุมชนสัมพันธ์ทำงานเชิงรุก ย่อมต้องพบความผิดปกติไม่มากก็น้อยอีกทั้งยังมีเรื่องเอกสาร (ปลอม) พาสปอร์ต...ไทใหญ่-เกาหลี-อเมริกัน ในร่างเดียว สะท้อนความน่ากังวลอย่างแรง การพบ “เอกสารปลอมหลากสัญชาติ” ทั้งบัตรไทใหญ่ พาสปอร์ตเกาหลี และอเมริกัน ในมือคนร้ายคนเดียว นี่คือเทคนิค “หน้ากากพันหน้า” ที่ใช้ตบตาเจ้าหน้าที่หรือเปล่าด้วยว่า...อยากกลมกลืนกับแรงงานชายแดน...ก็ใช้บัตรไทใหญ่ อยากหรูหราทำธุรกิจเช่าคอนโด...ก็ใช้พาสปอร์ตอเมริกัน หรืออยากหนีการตรวจสอบ...ก็แค่ “เปลี่ยนตัวตน” ไปเรื่อยๆ?สิ่งนี้สะท้อนว่า “มาเฟียข้ามชาติ” ไม่ได้มองกฎหมายไทยเป็นอุปสรรค แต่มองเป็น “ขนมหวาน” ที่เคี้ยวง่าย? เพราะฐานข้อมูลของรัฐไม่เคยเชื่อมกัน...ต่างคนต่างเก็บ ต่างคนต่างทำ โจรจึงเดินตัวปลิวเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนหน้าได้ไม่ซ้ำวันข้อสงสัยสุดท้าย...เรื่องอาวุธสงคราม วินาศกรรม และความมั่นคงระดับชาติ หน้าที่นี้หนีไม่พ้น สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ รับผิดชอบในเชิงนโยบายและข่าวกรองปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหน่วยงานเหล่านี้มีหน้าที่จับตา “กลุ่มเป้าหมาย” ที่กระทบต่อความมั่นคงระดับรัฐ หากแผนผังที่พบเกี่ยวข้องกับ “วินาศกรรม” หรือ “การเมืองระหว่างประเทศ”แต่...นักวิเคราะห์ข่าวกรองกลับไม่ได้รับสัญญาณเตือนล่วงหน้า แสดงว่าระบบการข่าวกรองข้ามชาติและการประสานงานกับอินเตอร์โพลหรือมิตรประเทศมีปัญหา?“Data Silos” หรือการที่ต่างคนต่างเก็บข้อมูลของตัวเองคือช่องโหว่สำคัญ ไม่มีการใช้การรวมข้อมูลที่เชื่อมข้อมูลอาวุธ ข้อมูลการเข้าเมือง ข้อมูลการเงิน (ปปง.) ฯลฯ เข้าด้วยกัน หากรัฐบาลต้องการล้างกระดาน “มังกรเทา” อย่างแท้จริง ต้องบังคับให้ทุกหน่วยงานแชร์ข้อมูลและใช้เอไอวิเคราะห์ประเมินความเสี่ยงเพื่อชี้เป้ากลุ่มเสี่ยงก่อนที่จะมี “คลังแสง” เกิดขึ้นในซอยบ้านใครอีกในวันที่คนทั้งประเทศกำลังตั้งคำถามว่า “งบประมาณและกำลังพลของหน่วยงานความมั่นคงมีไว้เพื่ออะไร?” นี่คือโอกาสทองที่จะแสดงผลงานว่าสามารถบูรณาการข้อมูล จัดการกลุ่มอิทธิพลข้ามชาติ และล้างบางคลังแสงเหล่านี้ได้จริง ไม่ใช่ปล่อยให้ไทยกลายเป็น “ซอฟต์พาวเวอร์ทางอาชญากรรม”...ที่ใครจะมาตั้งฐานรบ ปั่นป่วน สร้างความไม่มั่นคงก็ได้ตามใจชอบ“อาชญากรรมข้ามชาติและทุนสีเทา” ที่เข้ามาฝังตัวในไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน สร้างความเสียหายเชิงโครงสร้างที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในอดีตอาชญากรรมข้ามชาติอาจเป็นแค่การลักลอบหนีภาษี แต่ปัจจุบันพัฒนาสู่ระบบ “นอมินี” เต็มรูปแบบอาทิ ทุ่มเงินกว้านซื้ออสังหาริมทรัพย์และกิจการในราคาสูงเกินจริง ทำให้คนท้องถิ่นเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ยากขึ้น, การฟอกเงินระดับมหภาค...การไหลเข้าของเงินมหาศาลที่ไม่ได้มาจากการผลิตจริง แต่มาจากการพนันออนไลน์และคอลเซ็นเตอร์ ทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยกลายเป็นแหล่งฟอกเงินน่าสนใจว่า...ธุรกิจเหล่านี้อยู่นอกระบบภาษี 100% แต่ใช้ทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานของรัฐสร้างความเสียหายต่อระบบความมั่นคง การแทรกซึมในหน่วยงานรัฐ ทำให้ไทยกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ของอาชญากร ...สร้างความเสียหายทางสังคมและทรัพยากรมนุษย์ เกิดเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์มากมาย รอดพ้นกฎหมายด้วยอำนาจเงินและสร้างทัศนคติที่เลวร้ายว่า “โกงได้ถ้ามีเงิน”.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม