หนังสือชุดสามก๊ก...“กวนอู” (สมชาย จิว เขียน แสงดาว พิมพ์ พ.ศ.2569) เล่มล่า...สำหรับผมมีหนังสือกวนอูหลายเล่ม ย้อนไปนับ...ไม่ไหว แต่เล่มนี้ทุกหน้าผมเจอแง่มุมลึกเร้น แปลกใหม่... ต้องอ่านไปเรื่อยๆในบทที่ 6 กวนอูจริงเจ็ดเท็จสาม ผมสะดุดตอน...กวนอูไม่ได้แซ่กวนสมชาย จิว เริ่มต้นว่า เรื่องแซ่กวนอู ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แซ่กวน ชื่ออู ก็ดูจะเป็นที่รับรู้เป็นร้อยๆปีแต่เรื่องแซ่ “กวน” ก็มามีปัญหาเอาจนได้ เมื่อมีคนขี้สงสัยตั้งคำถามขึ้นมาคนขี้สงสัยคนนั้นชื่อว่า เหมาเจ๋อตงเป็นประธานเหมาเจ๋อตง ผู้ก่อตั้งประเทศจีนใหม่นั่นเอง บรรพบุรุษของเหมาเจ๋อตง เป็นคนมณฑลหูหนาน ดินแดงเกงจิ๋วในยุคสามก๊กนั้น ส่วนใหญ่อยู่ที่หูหนาน แม้ปัจจุบันเกงจิ๋วจะขึ้นอยู่กับมณฑลหูเป่ย จึงไม่แปลกที่เหมาเจ๋อตงจะมีความสนใจในสามก๊กมีอยู่ครั้งหนึ่งในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ ค.ศ.1954 ประธานเหมา ถามหวังฟาง ผู้อำนวยการกรมรักษาความปลอดภัยสาธารณะมณฑลเจ้อเจียงในเวลานั้นว่า“คุณรู้ไหม กวนอูไม่ได้แซ่กวน”หวังฟางขมวดคิ้วเมื่อได้ฟัง กวนอูจะไม่ได้มีแซ่ “กวน” ได้อย่างไรกัน ประธานเหมาจึงเล่าเรื่องที่มาที่ไปของแซ่กวนของกวนอูให้หวังฟางฟัง เรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวกันกับในหนังสือสมัยเต้ากวงฮ่องเต้ราชวงศ์ชิง เรื่อง “บันทึกเบ็ดเตล็ดคืนถิ่น” ของเหลียง จังจวี้ ที่ว่า“แต่เดิมกวนอูไม่ใช่แซ่กวน เมื่อยังเยาว์ดื้อรั้นรุนแรง ยากควบคุม บิดามารดาจึงกักบริเวณไว้ในห้องที่สวนหลัง กวนอูพังหน้าต่างหนีออกมาได้ยินเสียงร่ำไห้ที่กำแพงตะวันออกเป็นหญิงสาว และชายชราผู้เป็นพ่อคร่ำครวญอยู่สอบถามจึงได้ความว่า หญิงสาวถูกน้าชายนายอำเภอบีบคั้น ไปเป็นนางบำเรอกวนอูโกรธจัดจึงบุกเข้าจวนนายอำเภอ สังหารน้าชายนายอำเภอและหลบหนีไป เมื่อถึงด่านถงกวน เห็นประตูด่านแขวนภาพประกาศจับตนจึงไปล้างหน้าที่ริมน้ำเมื่อส่องใบหน้าตนบนน้ำกลับเห็นว่าหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มเมื่อจะผ่านด่าน ถูกนายด่านถามชื่อ จึงเผลอชี้ไปที่ด่าน (กวน แปลว่าด่าน) แล้วว่า เป็นแซ่ตน...”ถ้าเชื่อตามที่เหลียงจังจวี้เล่ามาแล้ว กวนอูเดิม แซ่ใดกันแน่ ในหนังสือของเหลียงจังจวี้ไม่ได้เล่าไว้แต่ในหนังสือเกี่ยวกับงิ้วในสมัยราชวงศ์ชิง ระบุว่าแซ่ที่แท้จริงของกวนอูคือแซ่ “เฝิง” นาม “เสียน”เมื่อไปสอบถามกับหนังสือ “ต้นตระกูลเฝิงในประเทศจีน” ก็บันทึกไว้ว่า กวนอูแต่เดิมแซ่เฝิง เมื่อหลบหนีความผิด พอถูกนายด่านถงกวนถามชื่อแซ่ จึงใช้คำว่า “กวน” ที่แปลว่า “ด่าน” เป็นแซ่มองขึ้นไปบนฟากฟ้าเห็นนกที่โบยบินสลัดขนหล่นร่วงลงมา ก็ใช้คำว่า “อู” ที่แปลว่า “ขนนก” เป็นชื่อเรื่องกวนอูเปลี่ยนแซ่ยังเป็นที่ถกเถียงจนถึงทุกวันนี้ เพราะทฤษฎีนี้ส่วนใหญ่มาจากเอกสารชั้นหลัง โดยเฉพาะในสมัยราชวงศ์ชิงแต่เมื่อกลับไปหาจดหมายเหตุสามก๊กของเฉินโซ่ว กลับไม่มีตรงไหนบันทึกเรื่องกวนอูเปลี่ยนแซ่เอาไว้เลยมีหลายคนที่จดหมายเหตุสามก๊กบันทึกการเปลี่ยนชื่อแซ่ไว้ เหตุใดจะไม่บันทึกการเปลี่ยนชื่อแซ่ของกวนอูเล่า และหากเฉินโซ่วจะหลงลืมจริงบันทึกประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการของราชวงศ์วุ่ยหรือจิ้น ก็ไม่มีกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้เช่นเดียวกันสมชาย จิว จบเรื่องกวนอูไม่ได้แซ่กวนแค่นี้...คนอ่านอย่างผมได้ความคิดว่า นี่คือเสน่ห์ของประวัติศาสตร์ แตกหน่อขยายกอได้ไปเรื่อยๆ แต่ความจริงชื่อกวนอู หรือชื่อ เฝิงเสียน...คงไม่สำคัญเท่าเขาทำอะไร ตอนมีชีวิตเขาเป็นนักรบผู้ยิ่งใหญ่ ตอนตายเป็นเทพเจ้าตรงกันข้ามกับนักรบระดับนำรุ่นหลังๆบางคนยังไม่ตาย...ชาวบ้าน ก็ขนานนามเต็มปากว่าโจร.กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม