ถอดบทเรียน “ญี่ปุ่น” สยบไฟป่า! อาจารย์ สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อม เปิดประเด็นการจัดการไฟอย่างเป็นระบบชวนให้ติดตามพื้นที่ประมาณ 2 ใน 3 ของ “ประเทศญี่ปุ่น” เป็นป่าไม้ แม้ว่าสภาพอากาศส่วนใหญ่จะมีความชื้นสูง แต่ในช่วงฤดูหนาวที่แห้งแล้งและมีลมแรง มักเกิดไฟป่าได้ง่าย โดยเฉพาะในช่วงต้นปีจนถึงฤดูใบไม้ผลิกลยุทธ์ที่สำคัญของญี่ปุ่นในการป้องกันและรับมือกับไฟป่า เริ่มจากญี่ปุ่นใช้เทคโนโลยีที่หลากหลายเพื่อตรวจจับไฟป่าให้เร็วที่สุด นับหนึ่ง...ใช้ข้อมูลจากดาวเทียม เช่น NASA และ MODIS เพื่อระบุ “จุดความร้อน” และส่งพิกัดไปยังเจ้าหน้าที่ดับเพลิงโดยตรงผ่านอีเมลต่อเนื่องด้วยการเฝ้าระวังทางอากาศโดยนักบินของสายการบิน Japan Airlines (JAL) มีโครงการ “Sky Eco Project” ซึ่งจะคอยรายงานหากพบเห็นควันไฟขณะบินผ่านพื้นที่เสี่ยง นอกจากนี้ยังมีหน่วยบินลาดตระเวนด้วยเฮลิคอปเตอร์เป็นประจำจากนั้นก็...ใช้ระบบทำนายความเสี่ยง ญี่ปุ่นได้พัฒนาโมเดลระบบ AI ที่แสดงระดับความเสี่ยงในการเกิดและแพร่กระจายของไฟป่าแบบเรียลไทม์ โดยประเมินจากความชื้นในดินและทิศทางลม...มีการนำ AI มาใช้ร่วมกับกล้องหมุน 360 องศาบนหอคอยเฝ้าระวัง เพื่อตรวจจับควันและไฟป่าได้อย่างรวดเร็วภายใน 1-2 นาทีแน่นอนว่า...มีความแม่นยำสูงกว่าสายตามนุษย์สอง...การจัดการพื้นที่และแนวป้องกันไฟก่อนเกิดไฟป่า เริ่มจากการตัดสาง เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการตัดสางต้นไม้ในป่าปลูกเพื่อลดความหนาแน่นและกำจัดกิ่งไม้ที่แห้งตายซึ่งเป็นเชื้อไฟชั้นดี ถัดมา...การทำแนวกันไฟ มีการใช้เครื่องจักรทันสมัยในการเปิดพื้นที่เป็นแนวกันไฟเพื่อหยุดยั้งการลุกลามของไฟและ...จัดทำป่าป้องกัน โดยรัฐบาลมีการกำหนดพื้นที่ป่าบางส่วนให้เป็น “ป่าป้องกัน” เพื่อทำหน้าที่เป็นแนวการป้องกันภัยธรรมชาติ รวมถึงการชะลอการลุกลามของไฟป่า สาม...โครงสร้างพื้นฐานและการตอบโต้เหตุฉุกเฉิน เริ่มจากหน่วยงานรับผิดชอบ การดับเพลิงดำเนินการโดยหน่วยดับเพลิงท้องถิ่นภายใต้การดูแลของสำนักงานจัดการอัคคีภัยและภัยพิบัติ (FDMA) หากเป็นเหตุใหญ่จะมีการขอนำหน่วยงานอื่นเข้าช่วย เช่น กองกำลังป้องกันตนเอง (JSDF)ถัดมา...นวัตกรรมอุปกรณ์ ญี่ปุ่นมีการพัฒนาโฟมดับเพลิงสูตรสบู่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งช่วยประหยัดน้ำและมีประสิทธิภาพในการแทรกซึมลึกลงไปถึงถ่านที่คุอยู่ใต้ดินได้ดีกว่าน้ำเปล่า และมีอุปกรณ์เคลื่อนที่เร็วในพื้นที่ภูเขาที่เข้าถึงยาก จะมีการใช้รถจักรยานยนต์ดับเพลิงและอุปกรณ์ฉีดน้ำแบบสะพายหลังเพื่อเข้าถึง “จุดเกิดเหตุ” อย่าง “รวดเร็ว”สี่...ญี่ปุ่นมีกฎหมายห้ามการเผาในที่โล่งอย่างเด็ดขาด ผู้ที่ฝ่าฝืนเผาป่าหรือเผาขยะในที่โล่งอาจได้รับโทษหนัก เช่น จำคุกสูงสุด 5 ปี หรือปรับสูงสุด 10 ล้านเยน (ประมาณ 2.4 ล้านบาท) สำหรับบุคคลทั่วไป และอาจสูงถึง 300 ล้านเยน สำหรับนิติบุคคลห้า...การรณรงค์และจิตสำนึกชุมชน ผ่านแคมเปญระดับชาติ เริ่มจากมีการจัดกิจกรรมรณรงค์ประจำปีเพื่อเตือนนักท่องเที่ยวและชาวบ้าน โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน โดยเน้นเรื่องการดับกองไฟให้สนิทและการระวังเรื่องก้นบุหรี่ถัดมา...การจัดการ “ยามายากิ (Yamayaki)” ในบางพื้นที่ญี่ปุ่นมีประเพณีการเผาหญ้าเพื่อรักษาระบบนิเวศ แต่จะทำภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวดโดยอาสาสมัครที่ผ่านการฝึกอบรม และมีการทำแนวกันไฟไว้ล่วงหน้าเสมอนอกจากนี้ อาจารย์สนธิ ยังหยิบยกกรณีศึกษาในสหรัฐอเมริกา ลดการเผาวัชพืช ลดการใช้สารเคมี ลดฝุ่น PM 2.5 ด้วยนวัตกรรมรถไถพรวนและพ่นไฟ...“กำจัดวัชพืช” โดยไม่ต้องใช้สารเคมี ด้วยรถแทรกเตอร์พ่นเปลวไฟจากก๊าซโพรเพนให้อุณหภูมิสูงถึง 100 องศาน่าสนใจว่าวิธีนี้...มีประสิทธิภาพในการกำจัดถึง 100% สำหรับหญ้าสูงไม่เกิน 4 นิ้ว“smart farming”...เห็นมากับตาหลายปีก่อน การกำจัดวัชพืชและแมลงศัตรูพืชก่อนการหว่านเมล็ดพันธุ์ในประเทศสหรัฐอเมริกา...ไม่ใช้ยาฆ่าหญ้าและสารเคมีแต่...ใช้การไถกลบและใช้ความร้อนจากก๊าซโพรเพนอุณหภูมิสูงเผาวัชพืชฆ่าแมลงต่างๆ หลังจากนั้นพักดินไว้ 5 ถึง 7 วันจึงทำการหว่านไถ ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ หยอดเมล็ดได้เลย....หัวใจสำคัญเน้น “ลวก” ไม่ใช่ “เผา”...เป้าหมายคือการทำให้เซลล์พืชแตกสลายด้วยความร้อนสะสม แค่พ่นไฟผ่านใบช้าๆให้ใบเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้มหรือเหี่ยวลง ไม่จำเป็นต้องเผาจนเป็นเถ้าถ่าน โดยใช้ก๊าซสะอาดคือก๊าซ Propane หรือ Butane เป็นเชื้อเพลิงจะเป็นการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ทำให้ปล่อยมลพิษน้อยกว่ามาก“การลงทุนอาจสูงในระยะแรก แต่ระยะยาวถือว่าคุ้มค่า ปลอดภัย ยั่งยืน ไม่เบียดเบียนสังคมและสิ่งแวดล้อม”อย่างที่พอจะรู้กันดีอยู่แล้วว่า “ฝุ่น PM 2.5” ในภาคเหนือบ้านเรามีค่าสูงมากและเกิดขึ้นเป็นเวลานาน น่ากังวล ส่งผลให้ประชาชนมีความเสี่ยงสูง...ฝุ่นจิ๋วพิษ PM 2.5 ทำให้เซลล์ในปอดกลายพันธุ์ได้ผู้ที่สัมผัสมากๆ ในระยะยาวมีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้เกิดการกลายพันธุ์ของยีน EGFR (Epidermal Growth Factor Receptor) ในปอดซึ่งเป็นโปรตีนที่ช่วยสร้างเนื้อเยื่อทดแทนเซลล์ที่เสื่อมไป...จนเซลล์โตแบบควบคุมไม่ได้ กลายเป็นมะเร็งปอดในที่สุด PM 2.5 นับเป็นความเสี่ยงที่จะคร่าชีวิตคนทั่วโลกกว่า 2.5 แสนคนต่อปี สภาวะฝุ่นจิ๋วพิษที่ปกคลุมประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงเรื่องลมฟ้าอากาศ แต่คือเรื่องของ “การบริหารจัดการ”... “รัฐบาล” ต้องเลือกจะเร่งแก้ที่ต้นตอหรือปล่อยให้ประชาชนรอวันตาย?คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม