วันเสาร์สบายๆวันนี้ไปคุยประเด็นร้อนในสังคมไทยวันนี้กันนะครับ “ทำไมราคาน้ำมันไทยต้องไปอิงราคาสิงคโปร์” ผมได้รับคำชี้แจงมาหลายครั้ง วันนี้เลยสรุปมาเล่าสู่กันฟัง กลไกราคาน้ำมันที่ซับซ้อน เพราะเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีการซื้อขายเสรีในตลาดโลก ราคาจึงถูกกำหนดโดยกลไกอุปสงค์ (ความต้องการซื้อ) และอุปทาน (ความต้องการขาย) ในระดับสากล ไม่ได้ขึ้นอยู่กับประเทศใดประเทศหนึ่งโดยลำพัง การกำหนดราคาน้ำมันในประเทศ จึงต้องสอดคล้องกับราคาตลาดโลกเมื่อเกิดสงครามอ่าว เรือน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้เดือนกว่า เกิดการขาดแคลนน้ำมันทั่วโลก น้ำมันดิบทุกชนิดราคาพุ่งขึ้นเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลทันทีถ้า ไทยตั้งราคาน้ำมันในประเทศสูงกว่าราคาตลาดโลก จะก่อให้เกิดแรงจูงใจในการแสวงหากำไรจากส่วนต่างของราคา ผู้ค้าจากประเทศเพื่อนบ้านอาจเข้ามาซื้อน้ำมันในไทยแล้วนำออกไปจำหน่ายต่อ เกิดการไหลออกของน้ำมันจากระบบในประเทศ ทำให้ผู้บริโภคไทยต้องแบกรับภาระราคาน้ำมันที่สูงขึ้น มีความเสี่ยงที่น้ำมันจะขาดแคลน ถ้าตั้งราคาน้ำมันต่ำกว่าราคาตลาดโลก แม้จะช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนในระยะสั้น แต่ส่งผลกระทบต่อแรงจูงใจของผู้ผลิตและผู้นำเข้า ไม่คุ้มทุน ขณะเดียวกัน น้ำมันราคาถูกก็ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันในประเทศสูงขึ้น จะนำไปสู่การขาดแคลนน้ำมันในที่สุด ถ้ารัฐใช้งบประมาณเข้าอุ้ม ก็จะก่อให้เกิดภาระการคลังในระยะยาวการบิดเบือนราคาน้ำมัน ไม่ว่าในทิศทางใด ล้วนส่งผลเชิงลบต่อเสถียรภาพของระบบพลังงาน ทางเลือกที่เหมาะสมคือ กำหนดราคาให้สอดคล้องกับราคาน้ำมันในตลาดโลก ควบคู่กับ การใช้มาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุด เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการดูแลค่าครองชีพประชาชน และการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาวเหตุผลที่ต้อง “อิงราคาน้ำมันสิงคโปร์” ก็เพราะสิงคโปร์เป็น Trading Hub เป็น ศูนย์กลางการซื้อขายน้ำมันที่มีสภาพคล่องสูงที่สุดในภูมิภาคนี้ มีราคาเคลื่อนไหวสอดคล้องกับตลาดโลก การอ้างอิงราคา (Benchmark) ในตลาดสิงคโปร์ ทำให้ผู้ซื้อผู้ขายมีข้อมูลราคาที่โปร่งใสและเป็นธรรม ไม่สามารถตั้งราคาตามใจได้ ผู้ค้าสามารถเทียบราคานำเข้าจากสิงคโปร์ได้โดยตรง หากมีการควบคุมราคา จะมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงาน ไม่มีแรงจูงใจในการนำเข้า เมื่อเกิดวิกฤติโรงกลั่นอาจหยุดการผลิต เพราะขาดแคลนน้ำมันดิบจากตลาดโลกตลาดน้ำมันไทยเป็นตลาดเสรี จึงจำเป็นต้องใช้กลไกตลาดสากล และใช้ราคาตลาดสิงคโปร์เป็นแหล่งอ้างอิงอีกประเด็นร้อนในเวลานี้คือ “ค่าการกลั่น” ที่แพงเว่อร์เทียบกับช่วงก่อนสงครามอ่าว เดือน ก.พ.ลิตรละ 2 บาทกว่า เดือน มี.ค.ลิตรละ 7 บาทกว่า ต้นเดือน เม.ย.พุ่งขึ้นไปลิตรละ 17 บาทกว่า ค้ากำไรเกินควรหรือไม่ คำตอบจากกระทรวงพลังงานและโรงกลั่นน้ำมันก็คือ ค่าการกลั่นไม่ใช่กำไรสุทธิของโรงกลั่น แต่เป็น ส่วนต่างของราคาน้ำมันสำเร็จรูปกับน้ำมันดิบ โดยอ้างอิงตามดัชนีตลาดโลก การซื้อขายจริงหน้าโรงกลั่นต้องแข่งขันกับราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่นำเข้าจากต่างประเทศได้ค่าการกลั่นยังไม่ได้หักต้นทุนจริงที่เกิดขึ้น เช่น ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ (Crude premium ของประเทศส่งออกน้ำมันดิบ มีการบวกค่าพรีเมียมสงครามเข้าไปด้วย) ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ซึ่งปัจจุบันปรับเพิ่มขึ้น ภาษี และ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ เช่น ค่าพลังงาน ค่าซ่อมบำรุง ค่าเสื่อมราคา เงินลงทุนปรับปรุงคุณภาพน้ำมัน ต้นทุนทางการเงิน อัตราแลกเปลี่ยน ค่าบริหารความเสี่ยงด้านราคา เป็นต้นก็เป็นเหตุผลที่รับฟังได้ครับ ผมคิดว่ารัฐบาลควรเจรจากับโรงกลั่นทั้งของรัฐและเอกชน เพื่อหาทางลดค่าการกลั่นลงมา ไม่ใช่การใช้กฎหมายโบราณมาบังคับ แล้วโพสต์หาเสียงทันทีว่า มาทำงานวันเดียวก็ลดค่าการกลั่นลงมาได้ลิตรละ 2 บาท แต่ลดเฉพาะดีเซล สิ่งสำคัญที่รัฐต้องเร่งทำคือ สร้างคลังน้ำมันสำรองเพื่อความมั่นคงเพิ่มขึ้นให้เพียงพอ เนื่องจากโรงกลั่นมีข้อจำกัดถังจัดเก็บ ไม่ทำจะกลายเป็นปัญหางูกินหางในยามวิกฤติ.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม