สงครามที่สหรัฐฯ-อิสราเอลไม่มีวันชนะ นายรัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ สมัยนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ เป็น รมว.ต่างประเทศ ในรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ฉายา “ทูตนอกแถว” ขยับมุมมองส่วนตัวสะท้อนสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่มีความรุนแรง จากการโจมตีของอิสราเอลและสหรัฐฯ และอิหร่านตอบโต้กลับตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. จนถึงปัจจุบัน พร้อมให้เหตุผลที่ไม่ชนะหากลากไปเรื่อยๆสุดท้ายกลายเป็นบทเรียนราคาแพงซ้ำรอยความล้มเหลวใน “อิรัก” และ “อัฟกานิสถาน” แม้ภายในอิหร่านมีการประท้วง ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลอิหร่าน หรืออิสราเอล-สหรัฐฯ ยังเห็นการเปลี่ยนระบอบปกครองอิหร่านแต่ด้วยอุดมการณ์ทางศาสนาและการเมืองในอิหร่านยังมีอิทธิพลมาก อุดมการณ์ประชาธิปไตยในอิหร่านไม่ได้ง่ายๆ ทางลงที่ดีช่วงเลือกตั้งกลางปีที่ใกล้เข้ามา สันนิษฐานว่าอาจยุติสงคราม โดยนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้เหตุผลถึงการถล่มฐานที่จะผลิตนิวเคลียร์ราบคาบ กำจัดภัยคุกคามหมดแล้ว เท่ากับบรรลุวัตถุประสงค์เพราะแรงจูงใจอยู่ที่ตัวเอนิเมชั่นและการเมืองภายในเพื่อสร้างกระแสให้ตัวเอง โยงไปถึงฐานเสียงหลักเป็น “กลุ่มศาสนา” เพื่อในการกลับมาของพระเยซู เมื่ออาณาจักรอิสราเอลกลับมายิ่งใหญ่ได้เหมือนเดิม โดยทำลายศัตรูได้ เช่นเดียวกับนายนายกรัฐมนตรีอิสราเอล ในแง่หนึ่งทำเพื่ออำนาจสร้างกระแสความนิยมให้ตัวเอง อ้างกับประชาชนถึงการกำจัดภัยคุกคามประเทศ แต่อีกส่วนหนึ่งก็เพื่อรักษาระดับฐานอำนาจของตนเองเอาไว้ จนปรากฏการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่นั้นเป็น “ดิสรัปชัน ฉีกระเบียบโลกเดิม” ถูกทำลายหรือเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก ถึงคาดการณ์ลำบากว่าจะลงเอยอย่างไร โดยมีหลายจากทัศน์ที่จะพัฒนาไปได้หลายประเทศวิตกทั้งในด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นกติกาให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ ถูกบ่อนทำลายมากขึ้น ทำให้โลกปั่นป่วน ทั้งสงคราม พลังงาน การค้า การลงทุน เศรษฐกิจ ความมั่งคั่ง ผลกระทบลามหนักมหาศาลทั่วโลก จนกลายเป็นภาระที่รัฐต้องหันกลับมาห่วงระเบียบโลกเพื่อตัวเอง สุดท้ายโลกตกอยู่ในภาวะถูกบีบให้เลือกข้าง เห็นได้จากหลายประเทศเข้าข้างสหรัฐฯ และอีกหลายประเทศต่อต้านสิ่งที่สหรัฐฯ โจมตีประเทศอื่น ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน ส่วนด้านมนุษยธรรมในอิหร่านอาจมองเป็นตัวน้อย เพราะท้ายสุดรัฐต่างๆ ห่วงผลประโยชน์ของตัวเองเป็นหลักต่างฝ่ายต่างส่งสัญญาณยกระดับความรุนแรงขยายวงกว้างขึ้น การส่งสัญญาณแบบนี้จะนำไปสู่ความรุนแรงและขยายวงกว้างอย่างไร นายรัศม์ บอกว่า ตอนนี้สถานการณ์ช่องทางการทูตแทบปิดสนิท คู่ขัดแย้งโดยตรงไม่มีการเจรจา ช่องทางที่เหลือมีเพียงมหาอำนาจอื่น อย่างจีนหรือยุโรปที่เข้ามาไกล่เกลี่ย หลายฝ่ายหวังให้สงครามจบลงโดยเร็วที่สุด “ช่องทางการทูตไม่ต่ำกว่า 2 สัปดาห์กว่าที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมแต่มันยาก ในเมื่อเป้าหมายของอิสราเอล-สหรัฐฯ ต้องการเปลี่ยนระบอบการปกครอง”เป็นช่วงความเป้นความตายของอิหร่านต้องสู้ยิบตา เหมือนต้อนรอกสู้ตายไปข้างหนึ่ง ไม่มีทางเลือก โดยพยายามสร้างความปั่นป่วนให้โลกมากที่สุด แรงกดดันกลับไปที่สหรัฐฯ เท่านั้น จะมั้นตราบใดที่สหรัฐฯ ไม่ประกาศหยุดโจมตี ย่อมไม่มีทางที่อิหร่านจะยอมง่ายๆ ไม่มีทางถอยให้อิหร่าน จนทุกประเทศต้องยอมหันมาบีบให้สหรัฐฯ หยุดโจมตีสงครามครั้งนี้ชาวโลกผวากับศาสนา สถานการณ์มีโอกาสบานปลายกระทบทั้งโลก นายรัศม์ บอกว่า โลกมุสลิมภายใต้องค์กร OIC เป็นการรวมตัวของประเทศอิสลามแต่ไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันที่จะลุกขึ้นมาต่อต้านขนาดนั้น อย่างมาเลเซียมีความเห็นอกเห็นใจอิหร่านพอสมควร อินโดนีเซียก็พยายามไม่ถึงกับเข้าข้างอะไรมาก แม้เป็นประเทศอิสลามที่ใหญ่ที่สุดในโลก ไม่เชื่อกลายเป็นสงครามศาสนาจีน รัสเซีย และเกาหลีเหนือเริ่มขยับอย่างไร นายรัศม์ บอกว่า มุมหนึ่งคงมองตาปริบๆ อย่าลืมว่า ทั้งจีนและรัสเซีย โดยเฉพาะรัสเซียเข้าทางรัสเซีย ได้ผลประโยชน์โดยตรงจากความขัดแย้งดังกล่าว สร้างรายได้มหาศาลจากน้ำมัน หลังถูกแซงก์ชันสงครามรัสเซีย-ยูเครน เช่นเดียวกับจีนอย่างน้อยสิ่งที่สหรัฐฯ ทำอยู่ ในแต่ละวันหมดเงินไปนับหมื่นล้านดอลลาร์ เกิดดูประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่าในสงครามยูเครนเกือบ 4 ปี ใช้ขีปนาวุธแพทริออตไป 800 ลูก แต่สงครามอิหร่านแค่ 2 สัปดาห์ หมดไป 800 ลูก ชี้ให้เห็นว่าทุ่มงบมหาศาล แต่ไม่ตั้งใจช่วยยูเครนจริงจีนรู้ว่าสงครามราคาแพง สหรัฐฯ ทุ่มทรัพยากรมหาศาลและสงครามยิ่งยืดเยื้อไปเท่าไหร่ มันคือความอ่อนแอของสหรัฐฯ ฝ่ายที่ได้ประโยชน์คือจีน ทั้งนี้จีน-รัสเซีย ครองอยู่-คงประคอง-แต่ปล่อยให้สหรัฐฯ ติดหล่มสงครามต่อไปจนอาจพังลงมาในด้านเศรษฐกิจ เป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ขึ้นมาของโลก สถานการณ์โลกกำลังบีบให้เลือกข้าง ในจังหวะเรือสัญชาติไทย เจอถล่มที่ช่องแคบฮอร์มุซที่ทางกระทรวงการต่างประเทศของไทยออกแถลงการณ์เน้นให้ “เคารพกฎบัตรสหประชาชาติและหลักการกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด” ประเทศไทยกำลังบอกต่อชาวโลกอย่างไร นายรัศม์ บอกว่า ถูกต้องแล้วท่าทีของไทยมีความระมัดระวังอย่างยิ่งที่ไม่เลือกฝ่าย ไม่เลือกข้าง ทั้งในถ้อยคำในแถลงการณ์ และระดับปลัดกระทรวงการต่างประเทศที่เชิญเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทยเข้าพบ (กรณีโจมตีเรือมูรี นารี) ไม่ใช่ รมว.ต่างประเทศของไทย หรือไม่ใช่คนในระดับรัฐบาลไทย ในเชิงการทูตบ่งบอกว่าไทยไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่มาก มันเป็นสัญญาณอย่างหนึ่งในการทูตว่าไทยพยายามคุมให้อยู่ ไม่ให้ขึ้นไปถึงระดับรัฐบาล เพราะไทยไม่ได้เป็นคู่สงคราม ไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งกับทั้ง 2 ฝ่ายสถานการณ์ตะวันออกกลางกำลังร้อนระอุ ปกติกระทรวงการต่างประเทศต้องวางยุทธศาสตร์ความมั่นคง เสนอสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพื่อกำหนด ยุทธศาสตร์ความมั่นคงในภาพใหญ่ รับมือความมั่นคงโลก นายรัศม์ บอกว่า ความท้าทายหลักไม่ได้อยู่ที่กระทรวงการต่างประเทศทำหน้าที่ของไทยต่อเวทีโลกไม่น่าห่วงเท่าไหร่ แต่อยู่ที่ไทยรับมือสภาวะผันผวนอย่างหนักของโลก ที่น่ากลัวเป็นภัยต่างๆ ที่ดิสรัปของเดิมให้ล่มสลาย เดิมมีปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชากระทบต่อเศรษฐกิจเละเป็นแสนล้านบาท คงอีกนานถึงแก้ปัญหานี้ได้ แต่ยังมีสงครามตะวันออกกลางเข้ามาอีก น่ากลัวเปิดวงกว้าง โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ขณะที่รัฐบาลชุดใหม่ยังไม่เรียบร้อยดี ต้องให้ความเป็นธรรมหวังเห็นฝีมือนำพาไทยให้รอดพ้นวิกฤติไปได้ ระหว่างจัดตั้งรัฐบาลที่มีสมาชิกสภาปรากฏเริ่มเกิดวิกฤติศรัทธาเลือกตั้ง สส. ล่าสุดวิกฤติศรัทธาเลือก สว. ที่ถาโถมเข้ามาหลังวิกฤติสงครามตะวันออกกลาง ห่วงประเทศไทยต่อ 3 วิกฤตินี้อย่างไร นายรัศม์ บอกว่า ประเด็นนี้ไม่เกี่ยวกับการต่างประเทศ แต่คดีเลือก สว. ไม่เป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ประเทศ โดยเฉพาะตามหลักนิติธรรม และยังมีปัญหาคอร์รัปชันที่ดัชนีตกต่ำมาก ไม่เป็นผลดีต่อการลงทุน ทั้ง “นิติธรรม-คอร์รัปชัน-ความโปร่งใส” มันพันกันหมด หวังว่าคงแก้ไขได้รอดูโฉมหน้า ครม. ก่อนดูการแถลงยุทธศาสตร์และนโยบายต่อรัฐสภาถึงเห็นทิศทางอนาคตของประเทศ นายรัศม์ บอกว่า คงได้เห็นฝีมือรับมือและพาประเทศก้าวไปทางไหนต่อสู้กับการเมืองความมั่นคงและสิ่งที่อาจเป็นข้อดีคือรัฐบาลมีเอกภาพ องค์กรอิสระสนับสนุน เสถียรภาพรัฐบาลค่อนข้างมั่นคงดีจุดการลงทุน แต่ยังไม่เห็นภูมิใจไทยมีวิสัยทัศน์บริหารประเทศ หวังเห็นวิสัยทัศน์นำพาประเทศไทยรอดพ้นวิกฤติ.ทีมการเมืองคลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม