คำถามเริ่มดังมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าสงครามอิหร่านครั้งนี้จะมีผลกระทบเช่นไรต่อสภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยเนื่องจากสถานการณ์ดูท่าจะไม่จบลงง่ายๆเมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาแอนครูว์ เจ.วู้ด คอลัมนิสต์อาวุโสของนิตยสารการท่องเที่ยวสากลอินเตอร์แนชนัลของสวีเดนได้ประเมินทิศทางไว้อย่างน่าสนใจ ในเรื่องภาคการท่องเที่ยวที่จะเผชิญกับแรงกระแทกเช่นไรหากสถานการณ์การสู้รบยังดำเนินต่อไป"หากมองในเชิงบวกที่สถานการณ์ถูกจำกัดวงระหว่างประเทศคู่ขัดแย้ง ไม่ลุกลามบานปลายกลายเป็นสงครามใหญ่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือความปั่นป่วนที่ยังพอจะควบคุมได้แก้ไขสถานการณ์กันไปได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป สายการบินต่างๆ ก็จะมีภาระมากขึ้นในเรื่องค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและการบินอ้อมเส้นทาง"จากการประเมินเบื้องต้นเชื่อว่าในช่วงเวลา 2-3 เดือนข้างหน้า ราคาเที่ยวบินที่เพิ่มสูงขึ้นจะทำให้นักท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศที่ต้องเดินทางระยะไกลมีจำนวนน้อยลง และมีความเป็นไปได้ที่ไทยอาจเสียรายได้ไปประมาณ 45,000 ล้านบาท ในกรอบเวลาดังกล่าว ซึ่งหากเทียบกับค่าเฉลี่ยการใช้จ่ายเงินช่วงมาเที่ยวในเมืองไทยแล้วจะเท่ากับนักท่องเที่ยวต่างชาติหายไปราวๆ 900,000 ถึง 1 ล้านคนมูลค่าเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 2.7 ล้านล้านบาทต่อปี ในจำนวนนี้แบ่งเป็นจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.54 ล้านล้านบาทและการท่องเที่ยวภายในประเทศของคนไทย 1.17 ล้านล้านบาท ซึ่งการที่รายได้หายไป 45,000 ล้านบาท รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติหายไปประมาณ 3%แน่นอนว่าประเทศไทยมีสัดส่วนนักท่องเที่ยวที่มาจากเที่ยวบินระยะสั้นจำนวนมาก จีน 7.8 ล้านคน มาเลเซีย 4.9 ล้านคน อินเดีย 2.2 ล้านคน เกาหลีใต้ 1.9 ล้านคน รัสเซีย 1.7 ล้านคน แต่นักท่องเที่ยวที่มาจากเที่ยวบินระยะไกลก็มีจำนวนสูงเช่นกันอย่าง ยุโรป 6.5 ล้านคน ตะวันออกกลาง 1.1 ล้านคน ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ 1.5 ล้านคน ซึ่งปัญหาคือนักท่องเที่ยวจากยุโรป ตะวันออกกลาง และออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์มีแนวโน้มที่จะเที่ยวเมืองไทยนานกว่า และมีกำลังในการจับจ่ายใช้สอยมากกว่ากลุ่มเที่ยวบินระยะสั้นผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสงครามครั้งนี้ย่อมมาถึงไม่ช้าก็เร็ว สายบินมีผู้โดยสารน้อยลง ยอดจองโรงแรมลดลง โดยเฉพาะในแหล่งท่องเที่ยวหลักอย่างกรุงเทพฯ ภูเก็ต และพัทยา ธุรกิจที่เกี่ยวพันกับภาคการท่องเที่ยวจะต้องมีการปรับตัวเพื่อรับมือสถานการณ์“ตุ๊ ปากเกร็ด”คลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม