ผ่านพ้นการเลือกตั้งท้องถิ่นไปเรียบร้อยแล้ว“นายก อบต. และ ส.อบต.” ที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนต่างก็เข้ารับตำแหน่งเริ่มปฏิบัติหน้าที่ดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นทางการซึ่งการเข้ารับตำแหน่งนี้ “ไม่เพียงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในระดับท้องถิ่น” แต่ยังสะท้อนถึงบทบาทสำคัญของ อบต.ในฐานะกลไกหลักในการจัดบริการสาธารณะ และแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาคุณภาพชีวิต สาธารณสุข การศึกษา การจัดการสิ่งแวดล้อม หรือการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนในบริบทนี้ “นายก อบต.” จะเป็นผู้นำกำหนดทิศทางในการพัฒนาพื้นที่ให้ตรงกับความต้องการของประชาชน ภายใต้กลไกการกระจายอำนาจในการตัดสินใจ วางแผน และจัดสรรทรัพยากรจากศูนย์กลางไปสู่พื้นที่ให้มีศักยภาพ และอำนาจเพียงพอที่จะกำหนดทิศทางแก้ปัญหา และพัฒนาตนเองตามบริบทเฉพาะเพราะด้วยคนในพื้นที่มักจะมีความเข้าใจปัญหา บริบท และความต้องการได้ดีกว่าการสั่งการจากส่วนกลางอันสะท้อนผ่าน ศ.วุฒิสาร ตันไชย อดีตเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ที่มาบรรยายในหัวข้อความเปลี่ยนแปลงการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นตาม พ.ร.บ.กำหนดแผนปี 2542 ในหลักสูตรผู้นำเมืองรุ่นที่ 11 ว่า การกระจายอำนาจสมัยใหม่ “ไม่ใช่แค่ส่งคนไปแทนส่วนกลาง” แต่ยังให้อำนาจตัดสินใจและกำหนดทิศทางพัฒนาแก่พื้นที่กันเองเพื่อให้จัดการแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง “ไม่ใช่เป็นเพียงแขนขาของส่วนกลาง” แล้วการมอบอำนาจการบริหารจัดการก็ไม่จำกัดเฉพาะเทศบาล หรือ อบต.แต่ครอบคลุมภาคเอกชน และภาคส่วนอื่นภายใต้ พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 ซึ่งตราขึ้นตาม รธน.พ.ศ.2540 โดยเฉพาะ ม.284 กำหนดให้กระจายอำนาจภายใน 2 ปี ต้องครอบคลุม 3 เรื่อง คือ 1.การแบ่งภารกิจระหว่างรัฐกับท้องถิ่น 2.การจัดสรรรายได้ให้สอดคล้องกับภารกิจ 3.ตั้งคณะกรรมการไตรภาคีทั้งฝ่ายราชการ ผู้แทนท้องถิ่นและผู้ทรงคุณวุฒิ 36 คน โดยมีนายกฯหรือรองนายกฯเป็นประธาน เพื่อจัดทำแผนการแบ่งภารกิจถ่ายโอนจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาคสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นอกจากนี้ กฎหมายกำหนดให้รัฐจัดสรรรายได้ท้องถิ่นไม่น้อยกว่า 20% ในปี 2544 และเพิ่มเป็น 35% ในปี 2549 เท่ากับต้องเพิ่ม 15% ใน 5 ปีแต่เดิมก่อนปี 2542 “ท้องถิ่นมีรายได้เพียง 12% ของรายได้ของรัฐทั้งหมด” โดยกฎหมายกำหนดให้ปี 2544 ต้องมีรายได้ท้องถิ่นไม่น้อยกว่า 20% ทำให้ต้องเพิ่มขึ้นราว 8% ถือว่าเป็นการปรับโครงสร้างการคลังครั้งใหญ่ พร้อมกำหนดให้ถ่ายโอนบุคลากรไปกับภารกิจ และหากกฎหมายเป็นอุปสรรคต่อการถ่ายโอนก็ให้แก้ไข ดังนั้นการถ่ายโอนภารกิจต้องสอดคล้องกับ “งบประมาณ” หากโอนเงินมากแต่งานน้อยจะทำให้ท้องถิ่นมีเงินเกินภารกิจ “เกิดภาวะสำลักเงิน” แล้วส่วนกลางจะขาดงบเพราะโอนรายได้ 8% เพื่อให้ถึง 20% ในปี 2544สรุปว่าภารกิจที่มีการถ่ายโอน 245 ภารกิจ ครอบคลุม 50 กรมใน 17 กระทรวง “ยังคงมีความซ้ำซ้อน” ทำให้ต้องมีการแก้กฎหมายอีก 180 ฉบับ แล้วเมื่อกระจายอำนาจเสร็จก็ไม่ถูกแบ่งตามสังกัดกรมอีกต่อไป ทำให้การพัฒนาไม่ได้ยึดติดกับใครเป็นเจ้าของ หากแต่เน้นคุณภาพ และความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลักแม้ในช่วงแรกมีเสียงวิจารณ์ว่า “ท้องถิ่นขาดความสามารถ” เพราะใช้งบทำถนนเป็นหลัก แต่ในมุมพื้นที่การราดยางเป็นการแก้ปัญหาฝุ่นและคุณภาพชีวิตเพียงแต่ผู้วิจารณ์ไม่ได้เจอปัญหาจึงมองไม่เห็นความจำเป็นนี้อีกประเด็นคือ “เรื่องคอร์รัปชันท้องถิ่น” ซึ่งไม่อาจสรุปได้ว่าการกระจายอำนาจทำให้มากขึ้นหรือน้อยลง แต่ที่ชัดคือกลไกตรวจสอบทำงานมากขึ้น เพราะเมื่อกระจายอำนาจใกล้ประชาชน “การตรวจสอบก็ใกล้ตัว” ทำให้ร้องเรียนได้ง่ายขึ้น ดังนั้นการรับรู้คดีทุจริตอาจสะท้อนว่าระบบตรวจสอบและความโปร่งใสทำงานเข้มแข็งขึ้น ตัวอย่างกรณี “ตึก สตง.ถล่ม” การกระจายอำนาจทำให้คนย้อนกลับไปถามถึงวัสดุ โครงสร้าง และกระบวนการกำกับดูแล ทั้งที่ก่อนหน้านั้นแทบไม่มีใครตั้งคำถาม ในทำนองเดียวกับปัญหาการก่อสร้างถนนพระราม 2 ที่มีอุบัติเหตุ หรือวัสดุตกหล่นซ้ำๆ ก็ทำให้สังคมหันมามองเรื่องมาตรฐาน ความรับผิดชอบ และการตรวจสอบมากขึ้นจริงๆแล้วเรื่องท้องถิ่นทุจริตหากมาดูในช่วงปี 2550-2558 “คดีทุจริตของท้องถิ่นมีจำนวนมากก็จริงแต่ความเสียหาย 137 ล้านบาท” ขณะที่รัฐวิสาหกิจแม้คดีน้อยกว่ากลับเสียหาย 1 แสนล้านบาท และส่วนราชการคดีน้อยกว่าอีกแต่เสียหายสูงถึง 4 แสนล้านบาท ภาพนี้สะท้อนว่าจำนวนคดีไม่ได้เท่ากับขนาดความเสียหายเสมอไป เช่นนี้แม้ท้องถิ่นมีคดีมาก “แต่เป็นคดีมูลค่าไม่สูง” แต่หน่วยงานขนาดใหญ่มีคดีน้อยกว่าความเสียหายกลับสูงมาก ทำให้เห็นการเหมารวมว่า “ท้องถิ่นทุจริตอาจไม่เป็นธรรม” เพราะการทุจริตเป็นปัญหาในทุกระดับของระบบเพียงแต่กรณีท้องถิ่นถูกตรวจมากจากระบบการตรวจสอบของประชาชนเท่านั้นเองหากถามว่า “พอใจผลลัพธ์การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นหรือไม่” เรื่องนี้พอใจในการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น “แม้ปัญหาทุจริตยังมีอยู่ก็เป็นเรื่องปกติของทุกระบบ” แต่สิ่งที่เห็นชัดคือประชาชนได้รับประโยชน์มากขึ้นดูจากภาพรวมทางการคลังปี 2544 เป็นปีแรกที่ต้องจัดสรรรายได้ให้ท้องถิ่น 20.68% หรือ 1.59 แสนล้านบาทแต่ในปี 2568 ท้องถิ่นมีรายได้เป็น 29% หรือ 8.39 แสนล้านบาท โดยเงินนี้อยู่ในมือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกว่า 6,000 แห่งทั่วประเทศ เพื่อนำไปจัดบริการสาธารณะให้ประชาชน ดังนั้นเกือบ 1 ใน 3 ของรายได้สุทธิของรัฐบาลถูกกระจายในพื้นที่โดยตรง อันเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของกระบวนการกระจายอำนาจใน 25 ปีนี้ ทำให้เห็นผลพวงการถ่ายโอนภารกิจทั้งโรงเรียน สถานีอนามัย ถนน และการส่งเสริมอาชีพ ห้องสมุด สนามกีฬา สถานีขนส่ง ถูกถ่ายโอนไปเยอะในช่วงเวลา 20 กว่าปีที่ผ่านมานี้ส่งผลให้ท้องถิ่นก็มีเม็ดเงินที่มากขึ้นแบบนี้ในปัจจุบัน “อำนาจของท้องถิ่นขยายกว้างกว่าสมัยก่อนมาก” แล้วแนวโน้มในอนาคตก็ยังจะมีการมอบอำนาจในด้านสิ่งแวดล้อม เช่น คาร์บอนเครดิต เพื่อให้ท้องถิ่นรับผิดชอบมากขึ้นอีกด้วยสะท้อนบทบาทท้องถิ่น “ไม่ได้เป็นแค่ผู้ให้บริการพื้นฐาน” แต่เป็นกลไกในการบังคับใช้กฎหมายหลายด้านจนมีข้อกังวลว่าบางครั้งการมอบอำนาจนี้อาจเกิดจากส่วนกลางไม่ต้องการแบกรับภาระเลยผลักงานลงสู่ท้องถิ่นโดยที่ความพร้อมและทรัพยากรอาจยังไม่สมดุล ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญของการกระจายอำนาจระยะต่อไปฉะนั้นการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตอบโจทย์ประชาชนในพื้นที่มักเป็นปัจจัยสำคัญที่สะท้อนคุณภาพของการกระจายอำนาจ และความเข้มแข็งระดับท้องถิ่นในระยะยาว.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม