ขอหลบเรื่อง “สงครามตะวันออกกลาง” ที่ยังไม่คลี่คลายแถมส่อเค้าจะบานปลายทำให้ราคาน้ำมันพุ่งกระฉูดสะเทือนเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยแน่นอน...เอาไว้สักวันนะครับเหตุเพราะ ณ วันที่นั่งเขียนต้นฉบับวันนี้ซึ่งเป็นวันเสาร์ที่ 7 มีนาคม 2569 นั้น สำนักข่าวออนไลน์ทุกสำนัก รวมทั้งในสื่อสังคมออนไลน์ด้วย ต่างร่วมแรงร่วมใจกันเสนอภาพและข่าวข่าวหนึ่งที่เมื่อเห็นและอ่านจบแล้ว...ยอมรับว่าเกิดความรู้สึกหลายๆอย่างระคนกันมีทั้งรู้สึกเห็นอกเห็นใจ...ห่วงหาอาลัย วิตกกังวล...ฯลฯนั่นก็คือ ข่าวการสอบเข้าเรียนต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปี 2569 ของ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ซึ่งไปจัดสนามสอบที่ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ศูนย์แสดงสินค้าใหญ่แห่งหนึ่งของประเทศไทยเนื้อข่าวรายงานตอนหนึ่งว่า ยอดนักเรียนที่ไปสมัครสอบทั้งหมดรวม 13,895 คน ถือเป็นสถิติสูงสุดในรอบ 18 ปี แต่ในภาพประกอบข่าวเห็นแล้วก็รู้สึกขนลุก เพราะจำนวนผู้คนที่ไปยืนรออยู่หน้าห้องสอบนั้นแออัดยัดเยียดเบียดเสียดกันแน่นไปหมด เนื่องจากมีพ่อแม่ผู้ปกครองไปให้กำลังใจเด็กๆด้วยอาจจะมากพอๆกับเด็กเข้าสอบนั่นแหละ...สมมติเด็ก 1 คน มีผู้ปกครองไปให้กำลังใจ 1 คน ก็จะทำให้จำนวนผู้คนที่เมืองทองธานี ณ เช้าวันที่ 7 มีนาคม 2569 เพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าตัว รวมแล้วอาจกว่า 2 หมื่นคน ด้วยซ้ำ จากภาพที่ผมเห็นในสื่อสังคมออนไลน์ผู้คนมากมายขนาดนี้ไปแออัดในสถานที่เดียวกัน เวลาเดียวกัน วันเดียวกัน เห็นแล้วก็อึดอัดใจแทนเด็กๆที่จะต้องเข้าสอบเป็นอย่างยิ่ง รายงานข่าวขยายความตอนหนึ่งว่า จากผู้สมัครทั้งหมดจะรับเข้าเพียง 1,520 คน หรือคิดเป็นอัตราส่วนของการแข่งขัน 9 คนรับ 1 คน หรือกล่าวในฐานะผู้เข้าสอบก็คือ 1 ต่อ 9...ถือว่าหินโหดกว่าสมัยก่อนเยอะย้อนกลับไป 68 ปีที่แล้ว เมื่อมีนาคม 2501 ที่ผมมาสอบเข้าเตรียมอุดม จำได้ว่าเขาจะรับ 800 คน จากผู้สมัคร 5,000 กว่าคน หรือประมาณ 1 ต่อ 7 พวกเราเด็กบ้านนอกจากนครสวรรค์ยังพูดกันว่า เราจะต้องไปต่อสู้กับคน 7 คนเหมือนภาพยนตร์ไทยเรื่อง “1 ต่อ 7” ของ ส.อาสนจินดา ที่โด่งดังใน พ.ศ.นั้นเลยนะเนี่ย...อย่างไรก็ดี แม้การทำศึก 1 ต่อ 7 จะน่ากลัวในเชิงตัวเลข แต่ไม่น่ากลัวในทางปฏิบัติ เพราะยุคนั้นยังไม่มีศูนย์แสดงสินค้า ยังไม่มีศูนย์การประชุมใหญ่อย่างทุกวันนี้ ทางโรงเรียนเตรียมอุดมฯจึงกระจายนักเรียนไปนั่งสอบตามโรงเรียนต่างๆย่านปทุมวัน โดยส่วนหนึ่งจะนั่งสอบในโรงเรียนเตรียมอุดมฯนั่นเอง ที่เหลือก็ไปสอบที่ โรงเรียนสันติราษฎร์ บ้าง โรงเรียนของ กทม. ซึ่งยุคนั้นยังเรียกว่า โรงเรียนเทศบาลบ้าง การกระจายไปสอบตามโรงเรียนต่างๆอย่างที่ว่าก็ดีไปอย่าง เพราะมากสุดที่สอบในโรงเรียนเตรียมอุดมเองก็ประมาณ 1,000 คน ไปที่อื่นๆก็ 500 คนบ้าง 300 คนบ้าง...บรรยากาศจึงดูไม่น่ากลัวเหมือนไปที่ เมืองทองธานี ซึ่งมีคนเป็นหมื่นๆมารวมกัน และต้องไปเจอผู้ใหญ่หรือผู้ปกครองอีกเป็นหมื่นด้วย...ขอให้นึกภาพว่าเด็กต่างจังหวัดที่มาแบบหัวเดียวกระเทียมลีบ หรืออย่างเก่งก็เกาะกลุ่มกันมา 4-5 คน แบบสมัยผมจะรู้สึกสยองขวัญขนาดไหนเมื่อมาเจอผู้คนมืดฟ้ามัวดินแบบนี้แถมสัดส่วนยุคนี้ 1 ต่อ 9 ด้วย หนักเข้าไปอีก อาจเป็น 1 ต่อ 15 ด้วยก็ได้ เพราะอีก 6 คนที่เกินมาคือ พ่อแม่ผู้ปกครองหรือติวเตอร์ประจำตัวของคู่ต่อสู้เราที่แห่มาให้กำลังใจรอบๆเมืองทองด้วยความหนักหนาสาหัสเช่นนี้ ผมจึงขอแสดงความเห็นใจ และขอให้กำลังใจแก่เด็กๆทุกคนที่ไปสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาในปีนี้ไว้ ณ ที่นี่อีกครั้งหนึ่งและพรุ่งนี้...ในฐานะนักเรียนเตรียมอุดม “รุ่นก๋ง” หรือรุ่น “ปู่” ของรุ่นนี้ ผมขออนุญาตเขียนต่ออีกวันนะครับ เพื่อที่จะปลอบใจคนสอบ “ไม่ได้” และเพื่อแนะนำบางสิ่งบางอย่างแก่หลานๆ ที่ “สอบได้” ว่าควรจะใช้ชีวิตอย่างไร? หรือบำเพ็ญตนให้เกิด ประโยชน์แก่ประเทศชาติอย่างไร? ในฐานะที่หลานๆ (ดัน) เกิดมาเป็นคนเก่งของแผ่นดิน.“ซูม”คลิกอ่านคอลัมน์ “เหะหะพาที” เพิ่มเติม