โดนข่าวสงครามกลบพอดี ทั้งๆที่เป็นเรื่องใหญ่มากของประเทศไทยในการยกระดับทางกฎหมายจัดการกับอาชญากรเงินเทา กรณีที่ศาลอาญาได้อนุมัติตามสำนวนสืบสวนกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เสนอออกหมายจับนายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือ “เบน สมิธ” นักธุรกิจชาวแอฟริกาใต้ พร้อมภรรยาชาวไทยในคดีฉ้อโกงและสมคบฟอกเงิน จากกรณีที่มีผู้เสียหายที่เป็นนักลงทุนชาวต่างชาติได้เข้าร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ CIB ว่าถูกหลอกให้ร่วมลงทุนต่อเนื่องในหลายโครงการ ทั้งหุ้น อสังหาริมทรัพย์ เครื่องบินเจ็ต และธุรกิจพลังงาน โดยวิธีการสร้างความน่าเชื่อถือทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อถูกหลอกเงินไปกว่า 1,000 ล้านบาทไม่เซอร์ไพรส์แต่ออกจะผิดคาด ตรงข้อหาที่ “เบน สมิธ” ถูกออกหมายจับแค่คดีฉ้อโกง หักมุมกับพฤติการณ์ที่เป็นกระแสข่าวอื้อฉาว เข้าข่ายอาชญากรสแกมเมอร์ระดับโลก ถูกขึ้นบัญชีดำโดยสภาคองเกรส สหรัฐอเมริกา จ่อออกกฎหมายแบล็กลิสต์เครือข่ายที่ปรึกษาของ “ฮุน เซน” ผู้นำตัวพ่อกัมพูชา ที่ขนเงินเทามาฟอกในเมืองไทยและไม่พลาดฉวยลูกไหลเข้าทาง นายวิฑูรย์ เก่งงาน ทนายความของ “เบน สมิธ” รีบแถลงแก้ต่างให้ลูกความทันที อ้างหมายจับคดีฉ้อโกงเหมือนเป็นการตอกย้ำความบริสุทธิ์ของกุนซือหัวทองของผู้นำเขมร ไม่ได้มีพฤติการณ์เป็นอาชญากรสแกมเมอร์ แบบที่โดนกระแสโจมตี ทิศทางคดีบ่งชี้ว่า “เบน สมิธ” เป็นแค่เหยื่อทางการเมืองเรื่องมาถึงจุดเสี่ยงพลิกหักมุม ว่ากันตามรูปคดีที่ตำรวจ CIB ขอศาลอาญาออกหมายจับผู้ต้องหา สุดท้ายเลยถึงแม้ “เบน สมิธ” จะถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดจริง โทษมากสุดก็แค่คดีฉ้อโกง ไม่ได้ร้ายแรงเท่าคดีอาชญากรสแกมเมอร์ และพวกที่เบาใจ ก็คือขบวนการที่ถูกลากโยงมาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นบิ๊กเนมการเมือง หรือนักธุรกิจระดับแถวหน้าแต่อีกมุมมันก็เป็นวิถีปกติ วิสัยธรรมชาติของทนายความอาชีพต้องต่อสู้ให้ลูกความชนะคดีให้ได้ โดยไม่เลือกว่าต้องสู้คดีให้โจรชั่วร้าย อาชญากรเลวทรามตรงกันข้ามกับตำรวจ CIB ที่แม้แต่นายรังสิมันต์ โรม มือปราบสแกมเมอร์ของพรรคประชาชน ยังเอ่ยชื่นชมในความพยายามกัดติดคดีนี้ จนออกหมายจับ “เบน สมิธ” ได้สำคัญมันอยู่ตรงท่าทีของผู้นำ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ยืนยันเป็นนโยบายรัฐบาลในเรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์ ทุนเทา คอลเซ็นเตอร์ และการฟอกเงินผิดกฎหมาย ตามที่ได้มีนโยบายและข้อสั่งการ “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” หากเป็นสิ่งผิดกฎหมาย สร้างความเดือดร้อนให้กับประเทศ และระบบเศรษฐกิจต้องถูกดำเนินคดี.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม