เมื่อความเชื่อมั่นกลับคืนมา บรรยากาศการค้าการลงทุนก็ดีตาม ตลอด 3 สัปดาห์หลังการเลือกตั้งซึ่งพรรคภูมิใจไทยชนะแบบถล่มทลาย และประกาศจะจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมั่นคง ตลาดหุ้นก็พุ่งทะยานไม่หยุด ดัชนีหุ้นไทยวันศุกร์ที่ 27 ก.พ. ปิดตลาดที่ 1,528.26 จุด มาร์เกตแคป 19 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 13% เมื่อเทียบกับวันศุกร์ที่ 6 ก.พ. ดัชนีหุ้นปิดตลาดที่ 1,354.01 จุด มาร์เกตแคป 17 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตามตลาดทุนไทยไม่ได้ยืนอยู่แค่เรื่องตัวเลขดัชนีขึ้นลง แต่ตลาดทุนเป็นกลไกหลักในการระดมทุนเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านเศรษฐกิจของประเทศ ขณะเดียวกันยังเป็นผู้กำกับดูแลให้ผู้ประกอบธุรกิจ ผู้ระดมทุน นักลงทุน และประชาชนทั่วไป อยู่ภายใต้กฎกติกาเดียวกัน ท่ามกลางโลกการลงทุนที่ขับเคลื่อนด้วยความเร็ว และผู้คนต่างเฟ้นหาข้อได้เปรียบจากการลงทุนที่ผ่านมาเราเคยพูดกันมากเรื่องการแก้ไขกฎหมาย เพิ่มกฎเกณฑ์ใหม่ๆ แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือประสิทธิภาพในการกำกับดูแลและการบังคับใช้กฎหมาย ถ้าออกกฎเข้ม แต่เวลามีคดีใหญ่กลับเงียบ หรือปล่อยให้ยืดเยื้อหลายปี ความเชื่อมั่นจะหายไปเรื่อยๆบทบาทของหน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุนในยุคปัจจุบันจึงต้องปรับการทำงานอย่างรอบคอบและรอบทิศ ฉับไวแม่นยำขึ้น เดินหน้าบังคับใช้กฎหมายจริงจัง และปรับกฎเกณฑ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อให้เกิดมาตรการในการป้องกัน และเป็นธรรมสำหรับทุกคน รวมถึงมีความคืบหน้าสอดคล้องกับความคาดหวังของสังคมการบังคับใช้กฎหมายต้องดำเนินการอย่างรัดกุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ กลไกในกระบวนการตรวจสอบมีหลายปัจจัยเกี่ยวข้อง ทั้งการรวบรวมพยานหลักฐาน ปริมาณข้อมูลที่ต้องพิจารณา และความซับซ้อนของการกระทำความผิด รวมถึงการเปิดโอกาสให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงแสดงพยานหลักฐาน ตามสิทธิอันพึงมีก่อนพิจารณาดำเนินการ หรือที่เรียกว่า Due Process of Lawรูปแบบการโกงในตลาดทุนไม่ได้ง่ายเหมือนเดิม บางคดีโยงกันหลายบัญชี ใช้บริษัทบังหน้า หรือโยกย้ายเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล ธุรกรรมซับซ้อนและข้อมูลจำนวนมหาศาล เทคโนโลยีอย่างระบบ AI ได้เข้ามาเป็นผู้ช่วยแกะรอยธุรกรรม วิเคราะห์รูปแบบพฤติกรรมที่ผิดปกติ อาทิ ตรวจจับการปั่นราคาหรือการใช้ข้อมูลภายใน ตรวจสอบข้อมูลการซื้อขายย้อนหลัง เพื่อร่นระยะเวลาในการตรวจสอบและเกิดความแม่นยำขณะเดียวกันในยุคที่ตลาดทุนเชื่อมโยงกันอย่างไร้พรมแดน การบูรณาการความร่วมมือใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานถือเป็นกุญแจที่ช่วยให้การใช้กติกามีความเข้มข้นขึ้น อย่างการให้เจ้าหน้าที่ก.ล.ต.เป็นพนักงานสอบสวนในคดีที่มีผลกระทบสูง (high impact) เพื่อทำงานร่วมกับตำรวจและดีเอสไอ โดยขณะนี้อยู่ในกระบวนการออกกฎหมาย จะเป็นเครื่องมือสำคัญตามจับแก๊งโกงหุ้น รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแลในต่างประเทศ เพื่อตรวจสอบการกระทำความผิดในตลาดทุนผ่านการติดตามเส้นทางการเงินผ่านบัญชีสินทรัพย์ดิจิทัล หรือบัญชีต่างแดนจากสถิติที่ ก.ล.ต.เปิดเผยออกมาจะเห็นว่า ช่วง 3 ปีที่ผ่านมาคดีความเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ ทั้งทางอาญา และมาตรการลงโทษทางแพ่ง มีจำนวนคดีที่แล้วเสร็จเพิ่มขึ้นจาก 18 คดีในปี 2566 เป็น 41 คดีในปี 2568 ขณะเดียวกันอายุเฉลี่ยของคดีตั้งแต่เริ่มตรวจสอบจนคดีแล้วเสร็จ ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 1.3 ปี โดยคดีที่ใช้เวลานานที่สุดอยู่ที่ 3.9 ปีแม้ตัวเลขมีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ยังคงต้องติดตามกันไปยาวๆ เพราะพฤติกรรมความผิดจะยกระดับความซับซ้อน และปรับเปลี่ยนรูปแบบอยู่เสมอ.ลมกรดคลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม