เหตุความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัด ชายแดนภาคใต้ “ยังคงเป็นปัญหาความมั่นคงที่ยืดเยื้อมายาวนาน” กลายเป็นการสะสมความขัดแย้งเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนทั้งด้านความมั่นคง การเมืองและสังคมแม้รูปแบบในการก่อเหตุและระดับความรุนแรงนั้น “อาจจะปรับเปลี่ยนไปตามบริบทในแต่ละช่วงเวลา” แต่ว่าขบวนการก่อความไม่สงบก็ยังคงรักษาศักยภาพในการปฏิบัติการไว้ได้ในระดับหนึ่งทำให้สถานการณ์โดยรวมยังไม่สามารถคลี่คลายลงสู่ภาวะปกติได้แท้จริง “ประชาชน” ยังใช้ชีวิตท่ามกลางความหวาดระแวงอยู่เช่นเดิมภาวะนี้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อ “ความเชื่อมั่นของประชาชนในพื้นที่” ทั้งในด้านความปลอดภัยในการดำรงชีวิต การประกอบอาชีพ และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับรัฐ สะท้อนถึงความจำเป็นที่ฝ่ายรัฐต้องทบทวนปรับยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาซึ่งก่อนนี้ก็ได้พูดคุยกับ อดีตนายทหารกองทัพภาค 4 สน. เล่าให้ฟังว่าความจริงมวลชนในพื้นที่ 3 จชต. “บางส่วนต้องการยุติบทบาทลงแล้ว” เพราะประชาชนต้องการถอยออกจากความขัดแย้งและอยากใช้ชีวิตตามปกติ ทำให้ไม่ได้แสดงการสนับสนุนขบวนการ BRN อย่างที่เคยเป็นมาขณะเดียวกัน “อิทธิพลของการควบคุม” ด้วยการชี้นำมวลชนก็ไม่เข้มแข็งเหมือนในอดีต หากรัฐไทยสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตโดยไม่ต้องตกอยู่ท่ามกลางแรงกดดัน “มวลชนในพื้นที่ก็จะค่อยๆลดบทบาทในขบวนการ BRN ลง” เพราะขณะนี้ภายใน BRN ก็มีความแตกแยกเพิ่มมากขึ้นด้วย ตามที่พูดคุยกับคนรู้จักหลายคน “ต่างต้องการยุติบทบาท” เพียงแต่มีข้อจำกัดกังวลความปลอดภัย แม้แต่บรรดาแกนนำระดับสูงก็มีแนวคิดแตกแยกกัน เพราะหลายคนต่อสู้มาตั้งแต่อายุ 20 ปีจนอายุเข้าสู่ 50 ปี “พวกเขาต้องสูญเสียโอกาสในชีวิตไปมากมาย” แต่หลายคนก็ส่งลูกหลานเรียนจบแพทย์ หรือวิศวกรรมศาสตร์ก็มีทว่าสำหรับแกนนำบางส่วน “กลับไม่ได้รับผลตอบแทน” จึงมีแนวโน้มอยากยุติบทบาทเพียงแต่ก็ยังไม่กล้าเปิดตัวหรือถอนตัวตอนนี้เพราะยังขาดความมั่นใจต่อท่าทีของรัฐบาลที่มีต่อกลุ่มที่ไม่มีคดีหรือหมายจับติดตัวแต่ประเด็นเร่งด่วนที่ต้องทำคือ “รัฐบาลต้องจัดการกองกำลังติดอาวุธตามความผิด ป.วิ.อาญา” หากจัดการจุดนี้ได้จะช่วยคลี่คลายปัญหาเฉพาะหน้าได้ แต่ว่าในระยะยาวยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องทำควบคู่กันไปดังนั้นหากต้องการทำให้ “ขบวนการ BRN ยุติบทบาทไม่ใช่ เรื่องยากแล้ว” เพราะกำลังอ่อนลงทั้งในเชิงโครงสร้าง อิทธิพลต่อมวลชน และความเป็นเอกภาพของคนในบางส่วน เริ่มตั้งคำถามถึงการต่อสู้ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความขัดแย้งมานานแต่ไม่เห็นผลลัพธ์ใดๆ จนมวลชนในพื้นที่ลดลงจากความศรัทธาแรงสนับสนุนไม่เหมือนเดิมเพราะชาวบ้านต้องการความปลอดภัย และความมั่นคงในชีวิตมากกว่าความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ ทำให้เป็นโอกาสสำหรับฝ่ายรัฐไทยในการใช้มาตรการเชิงนโยบาย เพื่อดึงคนเหล่านี้ออกจากวงจรความรุนแรงหากมีแนวทางที่ชัดเจน จริงใจ และสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยในพื้นได้อย่างเป็นรูปธรรมจริงๆแล้ว “แกนนำระดับผู้ใหญ่ในขบวนการ BRN จำนวนไม่น้อยที่ไม่มีคดี” บางคนก็มีบทบาทสำคัญทางสังคม หรือมีตำแหน่งระดับสูงในจังหวัดก็ต้องการวางมือ และพร้อมจะออกมาเปิดตัวเช่นกัน “เพียงแต่ยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร” เพราะรัฐบาลไม่มีแนวทาง หรือหลักประกันในการปฏิบัติที่ชัดเจน เรื่องนี้หากรัฐบาลพิจารณานำแนวคิดนโยบาย 66/23 เป็นกรอบมาปรับใช้บริบทในพื้นที่ 3 จชต.โดยมองคนพื้นที่เป็นทรัพยากรมีคุณค่ากลับมาใช้ชีวิตปกติอย่างจริงใจจะเป็นก้าวสำคัญในการคลี่คลายปัญหาอย่างยั่งยืนเพราะหากย้อนไปดูนโยบาย 66/23 จะเห็นว่าสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในอดีตนั้นในวันนี้หลายคนกลายเป็นนักการเมือง หรือผู้นำในสังคม และก็ไม่เคยก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศแต่อย่างใดดังนั้นหากดึงแกนนำระดับบนมานั่งพูดคุยกันได้น่าจะเป็นประโยชน์อย่างมาก “โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล” เพียงแค่เปิดโต๊ะสนทนาอย่างจริงใจอาจนำไปสู่ทางออกที่คุ้มค่ายั่งยืนกว่าการใช้ความรุนแรง เพราะบุคคลเหล่านี้มีตัวตน มีเครือข่าย และรู้จักกันอยู่แล้วเพียงแต่ยังไม่มีพื้นที่ปลอดภัยให้พูดคุยกัน“บุคคลจำนวนมากไม่ได้มีหมายจับหรือไม่มีความผิดตาม ป.วิอาญาเพียงแต่อาจเข้าใจคลาดเคลื่อนจนเคยมีส่วนร่วมในกิจกรรมบางอย่างกับขบวนการ BRN เล็กๆน้อยๆ หากพิจารณาทางกฎหมายก็ไม่เข้าข่ายความผิดก็ได้ จึงจะทำอย่างไรให้บุคคลในขบวนการเหล่านี้กลับมาอยู่ในสังคมอย่างเปิดเผยเป็นที่ยอมรับ” อดีตนายทหารฯว่าปัญหามีอยู่ว่า “เงื่อนไขทางการเมืองถูกสะสมยาวนาน” ซึ่งนำไปสู่การใช้กองกำลังความรุนแรงกระทบต่อประชาชนใน 3 จชต.ต้องเผชิญความสูญเสีย และความเป็นอยู่ยากลำบาก ทำให้งบประมาณมหาศาลถูกส่งไปใช้กับค่าเยียวยา และค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล ด้านความมั่นคง ซึ่งล้วนมาจากภาษีประชาชนทั้งสิ้น เช่นนี้ปัจจุบันเรื่องการแบ่งแยกดินแดนแทบไม่มีอยู่ หรือหากมีก็ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนจริงจังเหมือนในอดีต เพราะแนวคิดนี้ยุติลงไปในทางปฏิบัติจาก “การไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน” สามารถพิสูจน์ได้ด้วยการเชิญ สส.ที่เป็นตัวแทนประชาชนใน 3 จชต.ทั้งผู้ที่ได้รับเลือกตั้ง และผู้ที่ไม่ได้รับเลือกตั้งที่ล้วนมีฐานเสียงกลุ่มมวลชนเพื่อมานั่งพูดคุยกันในประเด็นการแบ่งแยกดินแดนก็จะรู้เลยว่า “จะเอาหรือไม่เอา” สิ่งสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงของขบวนปฏิวัติที่ใช้กองกำลังติดอาวุธในการก่อการร้ายจนพื้นที่ถูกมองว่า “ไม่ปลอดภัย” ทำให้ฝ่ายรัฐไทยต้องส่งทหารเข้าตรึงกำลังเพิ่มขึ้นกลายเป็นว่าชาวบ้านยังต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัวเช่นเดิมเช่นนี้หากไม่อาจดึงคนกลับใจในขบวนการมาอยู่ในสังคมอย่างเปิดเผย “BRN ก็ยังเป็นองค์กรลับ” โดยอาจจะไม่รู้เลยว่าบุคคลนั่งพูดคุย หรือกินข้าวร่วมกันเป็นแกนนำระดับสำคัญ และจะทำให้ฝ่ายรัฐยังไม่อาจมองเห็นโครงข่ายที่แท้จริงจนเป็นเสมือนปิดตาต่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามที่เขามองเห็นความเคลื่อนไหวของรัฐได้ทั้งหมด ทำให้รัฐประเมินสถานการณ์คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง “นำไปสู่การตัดสินใจผิดพลาดหรือการจับกุมผิดตัว” ถูกนำไปใช้ในการโจมตีความชอบธรรม และบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนสูญเสียมวลชนไป ฉะนั้นบุคคลเหล่านี้ล้วนเป็นคนไทย “เพียงแต่มีพื้นเพเป็นชาวมลายู” สิ่งที่รัฐควรทำคือความเข้าใจ และการให้โอกาส เพราะหลายคนมีศักยภาพสูงมากเพียงแต่ไม่ได้รับโอกาสจากความเข้าใจผิดจนถูกดึงเข้าไปอยู่ในขบวนการตั้งแต่อายุยังน้อย...คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม