ท่านเลขาธิการสภาพัฒน์ ดนุชา พิชยนันท์ เปิดโต๊ะแถลงข่าวเมื่อวันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ ซึ่งตรงกับ “วันไหว้” ส่งท้ายปีเก่าตามธรรมเนียมจีน สรุปข้อใหญ่ใจความได้ว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 เติบโตอย่างน่าชื่นใจเกินกว่าที่สภาพัฒน์คาดหมายไว้ในตอนแรกทั้งนี้ จากการแถลงเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว สภาพัฒน์คาดว่าไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 จะเพิ่มในอัตราที่ไม่สูงนัก ทำให้ค่าเฉลี่ยการเพิ่ม GDP ตลอดปี 2568 จะอยู่ที่ร้อยละ 2 และยังคาดหมายต่อไปว่าปี 2569 ทั้งปีหรือปีนี้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวในช่วงร้อยละ 1.2-2.2 (มีค่ากลางอยู่ที่ร้อยละ 1.7 เท่านั้น)ทำให้เมื่อมอง ณ จุดนั้นน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะหดตัวลงจากปี 2568 ซึ่งก็โตไม่มากนักอยู่แล้ว...ลงไปอีก ทำให้ สื่อต่างประเทศบางสำนักตั้งฉายาประเทศไทยว่า “คนป่วยแห่งเอเชีย”ที่ไหนได้หลังจากการรอดูตัวเลขล่าสุดที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงนำมาบวกลบคูณหารวานนี้...สภาพัฒน์ กลับพบว่า GDPไตรมาส 4 ของปี 2568 สามารถขยายตัวดีเกินคาดถึงร้อยละ 2.5 ทำให้เฉลี่ยทั้งปี 2568 GDP ประเทศไทยสามารถเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 2.4มากขึ้นกว่าร้อยละ 2 ที่เคยคาดไว้ถึง 0.4 เปอร์เซ็นต์ และในขณะเดียวกันจากตัวเลขล่าสุดอัตราเพิ่มของปี 2569 ที่เคยคาดว่าน่าจะเพิ่มเฉลี่ยที่ร้อยละ 1.7 ก็เพิ่มเป็นร้อยละ 2 ถ้วนๆ...ดีกว่าที่เคยคาดไว้ เช่นกันผมขออนุญาตไม่ลงรายละเอียดไปมากกว่านี้ ท่านที่สนใจว่าตัวเลขการลงทุนเป็นเท่าไร? ภาครัฐเท่าไร? ภาคเอกชนเท่าไร? เข้าดูได้ในเว็บไซต์ของ สภาพัฒน์ ซึ่งจะมีรายละเอียดครบถ้วนอย่างที่ผมเคยกราบเรียนไว้...ในประเทศไทยเรามีสำนักพยากรณ์เศรษฐกิจมากมายหลายสำนัก ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน แต่สำนักอื่นๆพยากรณ์แล้วก็ผ่านไป อย่างเก่งก็อาจจะกลับมาดูผลย้อนหลังแบบกว้างๆบ้างเท่านั้นต่างกับ สภาพัฒน์ ที่มี กองใหญ่ อยู่กองหนึ่ง ทำหน้าที่จดบันทึก และเก็บข้อมูลอย่างละเอียดยิบเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์มวลรวม, ผลิตภัณฑ์ประชาชาติ, รายได้ประชาชาติ ย้อนหลังไปเป็นปีๆ หลายๆปีด้วยซํ้า...จึงมีความช่ำชองเชี่ยวชาญและเข้าใจในทุกๆองค์ประกอบของ GDP ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ที่ใกล้เคียงกับ “ความเป็นจริง” มากกว่าทุกสำนักในประเทศไทยรายงานของ สภาพัฒน์ จึงเป็นรายงานที่ควรค่าแก่การเชื่อถือ และยอมรับว่าสะท้อนภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยได้มากกว่าทุกๆสำนักที่แถลงกันมา รวมทั้งรายงานล่าสุดแน่นอนความสำเร็จส่วนหนึ่งมาจากนโยบายการเงินการคลัง และโครงการหลายๆโครงการของ “รัฐบาลอนุทิน 1” จากทีมงาน เศรษฐกิจที่มี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นหัวหน้าคณะไม่ว่าจะเป็นนโยบายระยะสั้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างคนละครึ่งพลัส, เที่ยวดีมีคืน, การเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมไปถึงการเร่งการลงทุนภาครัฐที่มีการเบิกจ่ายงบประมาณอย่างรวดเร็ว และการปลดล็อกการลงทุนผ่านมาตรการบีโอไอฟาสต์พาส ฯลฯสำคัญที่สุดคือการพูดถึงมาตรการระยะปานกลาง และระยะยาวที่เน้นถึง เสถียรภาพ ทางการคลังของท่านรองนายกฯ และรัฐมนตรีคลัง อย่างเป็นขั้นเป็นตอน นับเป็นการสร้าง “เครดิต” และ ความเชื่อมั่น ให้แก่นักลงทุนต่างประเทศอยู่ตลอดและทันทีที่สภาพัฒน์แถลงตัวเลขล่าสุด ท่านรองนายกฯ และรัฐมนตรีคลังก็กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “จากเดิมไทยถูกมองเป็นผู้ป่วยแห่งเอเชีย...แต่ในฐานะหมอเอก...ผมยืนยันว่าวันนี้คนป่วยออกจากไอซียูแล้ว...ต่อไปคือจะทำอย่างไรให้คนป่วยกลับมาเข้มแข็งขึ้น ...เราก็ต้องออกกำลังกายให้พร้อมวิ่งได้อย่างเต็มศักยภาพ”แต่ก็นั่นแหละ ข้อเสียอย่างหนึ่งของประเทศไทยเราก็คือ “บุญมี” แต่มัก “มีกรรม” มาบัง...ในขณะที่บุญของเศรษฐกิจของเรากำลังจะเฟื่องฟู ก็กลับมีกรรมทางการเมืองการเลือกตั้งเข้ามาแทรกซ้อนเอาละวันนี้ยังอยู่ในรัศมีตรุษจีนเราพูดเรื่องดีๆเพื่อเป็นมงคลกันก่อน ส่วนเรื่องไม่เป็นมงคลนั้นเอาไว้หลังตรุษจีนค่อยพูดถึงก็แล้วกันขอบคุณอีกครั้งนะครับท่านเลขาธิการสภาพัฒน์ สำหรับข่าวดีที่ท่านนำมามอบให้แก่คนไทยต้อนรับปีใหม่ม้าทองคำ."ซูม"คลิกอ่านคอลัมน์ “เหะหะพาที” เพิ่มเติม