แม้สถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา “ตกลงหยุดยิงชั่วคราว” ก่อนหันหน้ามาตั้งโต๊ะเจรจาภายใต้กรอบคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) “เป็นเวทีการจัดการความขัดแย้ง” แต่ในทางปฏิบัติทั้งสองฝ่ายยังตรึงกำลังทหารในพื้นที่เข้มข้นเช่นเดิม เพื่อรักษาความพร้อมทางยุทธการสำคัญทำให้บรรยากาศยังเต็มไปด้วย “ความเสี่ยงโอกาสเกิดเหตุปะทะ หรือการยั่วยุต่อกัน” ซึ่งอาจลุกลามเป็นการสู้รบรอบที่สาม โดยเฉพาะหากกลไกการเจรจาไม่สามารถทำงานได้ก็จะนำไปสู่การใช้กำลังอีกครั้ง ในเรื่องนี้ รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์ประจำสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ มองว่าการสู้รบรอบที่สามลักษณะการใช้กำลังขนาดใหญ่ตลอดแนวชายแดน 800 กิโลเมตร “มีโอกาสเกิดขึ้นได้ยากในระยะนี้” เนื่องจากกัมพูชามีความเสียหายทางทหารในการสู้รบรอบที่สองต้องใช้เวลาฟื้นฟูอย่างน้อยเป็นปี หรือหากเร็วสุดก็อาจจะใช้เวลาหลายเดือน ทำให้การรบแบบใกล้เคียงศึกรอบที่สองไม่น่าจะเกิดขึ้นในเร็วๆนี้ ถ้าหากจะเกิดการปะทะระยะนี้ “น่าจะเป็นแบบจำกัดพื้นที่” โดยกัมพูชาอาจเลือกโจมตีเฉพาะยุทธภูมิขนาดเล็กในพื้นที่เชิงสัญลักษณ์ เช่น บริเวณใกล้ปราสาทพระวิหาร ห้วยตามาเรีย เพื่อสร้างภาพความสำเร็จทางทหาร แม้จะไม่ใช่ชัยชนะจริงๆ ก็สามารถนำไปใช้สร้างผลทางการเมือง และเชิงทางจิตวิทยาในประเทศได้เช่นนี้โอกาสเกิดการปะทะยังมีอยู่ “เพียงแค่กัมพูชารอจังหวะ” สังเกตจากความเคลื่อนไหวในแนวหน้ามีความพร้อมฐานทหาร และการเสริมบังเกอร์สร้างการป้องกันพื้นที่เป็นพิเศษ “ทั้งประเมินกำลังความอ่อนแอของฝ่ายไทย” เพื่อเลือกพื้นที่ได้เปรียบในการเปิดปฏิบัติการแบบจำกัดวง เช่น แนวชายแดนอีสานใต้ หรือ จ.สระแก้วโดยเฉพาะช่วงใกล้การเลือกตั้ง “กัมพูชามักประเมินความเป็นเอกภาพระหว่างทหารกับฝ่ายพลเรือนไทยต่อการลดความสนใจในประเด็นชายแดน” เพื่อใช้เป็นช่องว่างชิงเปิดปฏิบัติการ แม้แนวทางนี้เคยถูกใช้มาแล้วแต่ที่ผ่านมาก็ไม่สำเร็จ เนื่องจากกองทัพไทยมีจุดยืน และขีดความสามารถในการตอบโต้ที่แข็งแกร่ง ดังนั้นหากกัมพูชายังคงเลือกเปิดปะทะแบบจำกัดพื้นที่ “ย่อมเสี่ยงเผชิญการโต้กลับอย่างรุนแรงจากฝ่ายไทย” ทำให้กัมพูชาอาจจะได้รับความเสียหาย หรือบอบช้ำด้านกำลังรบ และศักยภาพทางทหารมากยิ่งขึ้นจริงๆแล้วตอนนี้เป้าหมายหลักของกัมพูชาในการเผชิญหน้ากับไทย “มิได้จำกัดอยู่ที่คะแนนนิยมทางการเมืองอย่างเดียว” แต่ยังรวมถึงประเด็นด้านดินแดนด้วยเนื่องจากการปะทะสองรอบที่ผ่านมากัมพูชาสูญเสียพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญหลายจุด แม้แต่พื้นที่ปราสาทพระวิหารก็อยู่ในสภาพที่ฝ่ายไทยควบคุมพื้นที่โดยรอบได้สะท้อนว่า “กัมพูชาเป็นฝ่ายสูญเสียพื้นที่” โดยปัญหานี้ก็ไม่อาจหากลไกในการอ้างสิทธิ์กลับคืนมาได้ ทำให้พยายามถ่ายน้ำหนักไปในวงสู่ JBC แต่ฝ่ายไทยมีท่าทีให้รอการเลือกตั้ง และจัดตั้งรัฐบาลใหม่ก่อน ส่งผลให้ความหวังของกัมพูชาในการใช้กลไก JBC ทวงคืนพื้นที่ในเดือน ม.ค.2569 ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ตามที่ประเมินไว้“เมื่อกลไกทางการทูตเกิดขึ้นไม่ได้ ทางเลือกที่เหลือคือการปฏิบัติการทางทหาร แม้ว่าศักยภาพของกัมพูชาไม่อาจต่อกรกับไทยได้หากเลือกใช้ยุทธวิธีเปิดโจมตีในยุทธภูมิขนาดเล็ก แต่ก็สามารถนำผลการปะทะนั้นไปสื่อสาร หรือแปรสารให้สังคมกัมพูชารับรู้ในความสำเร็จทางจิตวิทยาและการเมืองในประเทศได้” รศ.ดร.ดุลยภาค ว่า ทว่าสัญญาณบ่งชี้สำคัญคือ “กัมพูชามีคำสั่งอพยพชาวบ้านออกพื้นที่ใกล้ชายแดนในหลายจุด” บางจุดลึกเข้าไปในประเทศ เช่น กรุงสำโรง ที่เคยถูกใช้เป็นคลังแสงจนถูกไทยโจมตีทางอากาศเสียหาย ดังนั้นการอพยพประชาชนล่วงหน้าจึงเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับการตอบโต้จากฝ่ายไทยหากเกิดการปะทะขึ้นอีกครั้งซึ่งแม้ในศึกรอบที่สอง “กัมพูชาจะสิ้นสภาพภัยคุกคามในระดับหนึ่ง” แต่อย่าลืมว่าความเสียหายนั้นมีโอกาสฟื้นตัวทั้งการจัดหาอาวุธเพิ่มเติม และการฟื้นฟูกำลังทางทหาร และยิ่งกว่านั้นกัมพูชาก็ได้ดึงมหาอำนาจภายนอกเข้ามากดดันไทย ซึ่งเป็นรูปแบบการเตรียมการในหลายมิติที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการรบในสนามอย่างเดียวเมื่อเป็นเช่นนี้ “ไทยจึงยังต้องเผชิญหน้ากับภัยคุกคามจากกัมพูชาไปเรื่อยๆ” แล้วอีกประเด็นสำคัญคือความแตกต่างด้านต้นทุนของกำลังพลจาก “ผู้นำฝ่ายกัมพูชาให้คุณค่าต่อชีวิตทหาร และระบบสวัสดิการต่ำกว่าฝ่ายไทย” ทำให้การสูญเสียจำนวนมากกลับไม่ได้ถูกมองว่าเป็นต้นทุนสูงในเชิงนโยบายตรงกันข้ามกลับเดินหน้าฟื้นฟูกำลัง “ใช้การสื่อสารโฆษณาชวนเชื่อ” ควบคุมการรับรู้ของประชาชนภายในประเทศ เหตุนี้ทำให้ไทยต้องเผชิญจิตวิทยาทางการสงครามไปเรื่อยๆ เพราะกัมพูชาจะไม่หยุดโดยง่ายแน่นอน ตอกย้ำเหตุผลสำคัญที่ “ประชาชนกัมพูชาไม่ลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาล” แม้ได้รับความเดือดร้อนไม่พอใจก็มาจากระบอบการปกครองที่ฝังรากลึกของฮุน เซน จนโครงสร้างกลไกควบคุมสังคมสืบทอดกันมากว่า 4 ทศวรรษ ทำให้การแสดงการต่อต้าน หรือการติดตามหาศพทหารสูญหายอาจถูกตั้งข้อหาเป็นภัยต่อรัฐหรือเป็นกบฏภายใต้บรรยากาศเช่นนี้ “ประชาชนกัมพูชาจึงเลือกที่จะไม่แสดงออก” แม้จะมีความพยายามจากกลุ่มฝ่ายค้าน หรือขบวนการต่อต้านบางส่วนอย่างเช่น “กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับสม รังสี หรือกลุ่มการเมืองอื่นๆ” แต่ว่าพลังของขบวนการเหล่านี้ยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะโค่นล้มระบอบฮุน เซน ได้อย่างแท้จริงสุดท้ายนี้การเตรียมรับมือของไทยควรดำเนินการไป 2 ยุทธศาสตร์ คือ 1.ยุทธศาสตร์ฟื้นฟูความสัมพันธ์ ส่วนใดพูดคุยได้ก็เดินหน้าไปตามกลไกที่มีอยู่ทั้งการประชุม RBC, JBC หรือความร่วมมือทวิภาคีอื่นๆ ประการที่ 2.ยุทธศาสตร์สกัดกั้นและป้องปรามกัมพูชา ไทยต้องใช้พลังทั้งการทหาร การข่าว และการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์โดยเฉพาะการรับมือกับสงครามข้อมูลข่าวสารให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นแล้วในเชิงความมั่นคงก็ต้องมีมาตรการป้องกันไม่ให้อาวุธหนักของกัมพูชา เช่น จรวด หรือปืนใหญ่ระยะไกลเข้ามาประชิดแนวชายแดน สร้างอันตรายต่อประชาชนเหมือนในอดีต รวมถึงการกำหนดระยะปลอดภัยในบางจุดยุทธศาสตร์ก็จำเป็นต้องผลักดันกำลังฝ่ายตรงข้ามออกไปให้ห่างจากพื้นที่เสี่ยงเพิ่มความมั่นคงระยะยาวจึงย้ำว่า “ผู้นำกัมพูชายังไม่ยุติทำสงครามกับไทยแน่นอน” ทำให้ไม่อาจวางใจได้เพียงคำพูดหรือสถานการณ์ที่ดูเหมือนสงบ “จำเป็นต้องมียุทธศาสตร์” เตรียมรับมือกับความขัดแย้งในอนาคตด้วย.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม