ทะเลสีดำทำลายการท่องเที่ยว... ตามกฎหมายจัดการอย่างไร? นับเนื่องมาจากคลิปว่อนจากฝรั่งต่างชาติที่ทนไม่ได้แชร์คลิปรถบรรทุกเทน้ำเสียสีดำลงบ่อพักน้ำบนหาดจอมเทียน เมืองพัทยา ซึ่งได้ถูกประกาศให้เป็นพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม โดยมีน้ำเสียสีดำทะลักไหลลงทะเล ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวทำในโครงการ “ปรับปรุงภูมิทัศน์ชายหาดจอมเทียน”...ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาโดยที่โครงการอยู่ระหว่างการวางระบบท่อระบายน้ำและบ่อพักน้ำ เพื่อรองรับปริมาณฝนและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่ อาจารย์สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อม บอกว่า บทลงโทษตามกฎหมาย หนึ่ง...พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2535 (ฉบับที่ 14) ถือเป็นกฎหมายหลักที่ควบคุมการกระทำในทะเลโดยตรงมาตรา 119 ทวิ ห้ามเท ทิ้ง หรือทำให้น้ำมัน เคมีภัณฑ์ หรือสิ่งปฏิกูลใดๆ ลงในแม่น้ำ ลำคลอง บึง อ่างเก็บน้ำ หรือทะเลสาบที่เป็นทางสัญจรหรือใช้ประโยชน์ร่วมกันบทลงโทษ จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และต้องชดใช้เงินค่าใช้จ่ายในการขจัดมลพิษหรือชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้น สอง...พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ 2535 เน้นการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษจากบนบกที่ปล่อยลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ...การฝ่าฝืนปล่อยน้ำเสียเกินมาตรฐานน้ำทิ้ง (มาตรา 80,104) เจ้าของแหล่งกำเนิดมลพิษ เช่น โรงแรม อาคารขนาดใหญ่ ไม่บำบัดน้ำเสียให้ได้มาตรฐานก่อนปล่อยออกบทลงโทษ จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ การชดใช้ค่าเสียหาย ตามมาตรา 96 ผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการขจัดมลพิษทั้งหมดและค่าสินไหมทดแทนที่เกิดจากการรั่วไหล เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัย, การกระทำของรัฐ หรือความผิดของผู้ได้รับอันตรายเอง...มาตรา 99 หากทำลายหรือก่อให้เกิดมลพิษต่อทรัพยากรธรรมชาติในเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับย้ำว่า...โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ชายหาดจอมเทียนมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากและพัฒนาพื้นที่การท่องเที่ยวภายใต้นโยบาย Neo Pattaya โดยวางท่อระบายน้ำขนาดใหญ่ยาวกว่า 3,528 เมตร เพื่อรวบรวมน้ำจากพื้นที่สูงและระบายลงสู่ทะเลได้อย่างรวดเร็วครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่โค้งดงตาลไปจนถึงแยกถนนชัยพฤกษ์ ระยะทางรวม 3.5–3.7 กม.นี่อาจเป็นหนึ่งในภาพปัญหาซ้ำๆซากๆแบบไทยๆ ความเป็นจริงต้นตอใหญ่ของปัญหาคือโครงสร้างการจัดการที่ “แยกส่วน”...ประเทศไทยมีกฎหมายสิ่งแวดล้อมกระจายอยู่ใน 13 กระทรวง ต่างคนต่างถือใบอนุญาตคนละใบ กรมโรงงานดูอย่างหนึ่ง กรมควบคุมมลพิษดูอย่างหนึ่ง ท้องถิ่นดูอีกอย่างหนึ่ง พอเกิดเหตุขึ้นมาทีไร สิ่งที่เห็นคือการ “โยนกลอง” หรือเกี่ยงความรับผิดชอบ เพราะเป้าหมายแต่ละกระทรวงไม่เคยถูกมัดรวมเป็นเนื้อเดียวกัน ทั้งยั้งเปลี่ยนรัฐบาลที...นโยบายก็เปลี่ยนไปตามกระแสการเมืองอาจเปรียบประหนึ่งได้ว่าระบบตรวจสอบ “ตาบอด”...ต้องรอให้ชาวบ้านดมกลิ่นถึงจะรู้?ปัจจุบันการติดตามมลพิษของไทยยังอยู่ในยุค “Wait and See”...คือรอให้ประชาชนทนไม่ไหวออกมาร้องเรียน หรือเป็นข่าวใหญ่โต หน่วยงานรัฐถึงจะลงพื้นที่ หากที่ไหนชาวบ้านเงียบ มลพิษก็แอบปล่อยกันไป...ระบบการติดตาม (Monitoring) ที่ควรจะเป็นแบบเรียลไทม์ตามมาตรฐานสากลกลับทำได้เพียง “พิธีกรรม”ตรวจวัดตามวาระที่บริษัทเป็นคนส่งรายงานเอง ซึ่งมักจะ “สวยหรู” กว่าความเป็นจริงเสมอตอกย้ำจุดอ่อนการจัดการสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยที่ผ่านมา โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายที่ยังหย่อนยานและขาดประสิทธิภาพจนทำให้ขาดความเชื่อถือจากประชาชน...ผู้ยากไร้ผิดเสมอ อีกทั้งการสร้างจิตสำนึกแก่ประชาชนก็มักจะไม่ต่อเนื่อง ส่วนใหญ่นิยมจัดเป็นครั้งคราวหรือจัดอีเวนต์เป็นครั้งคราวแล้วก็เลิกรากันไป...เมื่อถึงเวลาค่อยว่ากันใหม่ ส่วนการยกย่องผู้ประกอบการที่ทำพื่อสังคมและชุมชนยังมีน้อยเกินไป...อย่างมากก็แค่ให้รางวัลยกย่อง แต่การที่จะส่งเสริมแบบมีผลกระทบสูงยังไม่ค่อยมีเช่น การนำไปใช้เพื่อการลดหย่อนภาษีหรือให้สิทธิพิเศษด้านภาษีเพื่อเป็นแรงจูงใจ เป็นต้น ทุกวันนี้...จึงเกิดการทำโชว์ภาครัฐมากกว่าการทำให้เกิดความยั่งยืนที่สำคัญ...ขาดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างทั่วถึง ในกระบวนการอนุมัติอนุญาตหลายโครงการจัดทำเป็นเพียงพิธีกรรมให้ครบองค์ประกอบว่ามีการทำตามกฎหมายแล้วเพียงเพื่อให้โครงการสามารถผ่านการอนุญาตจากส่วนกลางได้ จึงเป็นสาเหตุให้เกิดความขัดแย้งของชุมชนในพื้นที่?เหลียวมอง...ประเทศพัฒนาแล้วเขาทำอย่างไร? ในขณะที่ไทยยังวนเวียนอยู่กับการ “ขอความร่วมมือ” แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วเขาใช้ “กลไกกฎหมายและเศรษฐศาสตร์” เป็นตัวขับเคลื่อน...ระบบคานอำนาจ อย่างในสหรัฐฯมีหน่วยงาน US EPA ที่มีอำนาจล้นมือในการ “ลงโทษ” แม้โครงการนั้นจะเป็นของรัฐหรือยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจก็ตาม โดยแยกอำนาจขาดจากหน่วยงานที่ทำหน้าที่ “ส่งเสริมการลงทุน” กฎหมาย PRTR เปิดข้อมูลสารพิษสู่สาธารณะ ในยุโรปและญี่ปุ่นประชาชนมีสิทธิ์รู้ว่าโรงงานข้างบ้านปล่อยสารเคมีอะไรบ้าง กี่ตันต่อปี ข้อมูลเหล่านี้ถูกเปิดทั้งหมด...ไม่ใช่ความลับทางราชการเหมือนบ้านเรานอกจากนี้ยังบังคับทำประกันภัยมลพิษ ใครทำธุรกิจเสี่ยงต้องซื้อประกัน หากเกิดน้ำเสียหรือสารเคมีรั่ว บริษัทประกันจะเป็นคนจ่ายค่าเยียวยาชาวบ้านทันที ไม่ต้องรอฟ้องร้องสิบปี และบริษัทประกันนี่แหละจะเป็นคนเข้มงวดตรวจสอบผู้ประกอบการยิ่งกว่าเจ้าหน้าที่รัฐเสียอีก!เพื่อส่งต่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนสู่รุ่นลูกรุ่นหลานสืบไป...ถึงเวลาแล้วหรือยัง? ที่เรา (คนไทย) จะหยุดใช้ระบบ “วัวหายล้อมคอก” แล้วหันมาสร้างระบบ “คอกที่แข็งแรง” ตามมาตรฐานโลกเสียที.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม