“ดีเอสไอ” หอบสำนวนการสอบสวนคดีสแกนม่านตา 6 กล่อง 10 แฟ้ม รวมกว่า 5,000 แผ่น ส่ง ป.ป.ช.พิจารณาดำเนินการหลังสอบสวนร่วมกับคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกระทรวงดีอี พบข้าราชการการเมืองและข้าราชการประจำมีความผิดตามมาตรา 157 กราวรูด รวม 6 คน อาทิ “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” อดีต รมว.ดีอี “วัลลภ รุจิรากร” อดีตเลขานุการ รมว.ดีอี รวมทั้ง “วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ” ประธานกรรมการ ก.ล.ต.ปัจจุบัน อดีตปลัดกระทรวงดีอีขณะเกิดเหตุก็โดนด้วย ส่วนผู้บริหารบริษัทเอกชนที่เกี่ยวข้องมีรายละเอียดพฤติกรรมอยู่ในสำนวนการสอบสวนหมดแล้ว รอ ป.ป.ช.พิจารณาดำเนินการต่อไปที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 4 ก.พ. คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นำสำนวนคดีการลงนามเอ็มโอยูระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กับบริษัท Prime Opportunity Fund VCC Singapore เมื่อเดือน มี.ค.2567 เกี่ยวโยงกับการเก็บข้อมูลสแกนม่านตาคนไทยกว่า 1.2 ล้านคน เพื่อแลกกับเหรียญคริปโตเคอร์เรนซีสกุลเวิลด์คอยน์ พบความผิดปกติการลงนามเอ็มโอยูที่มีกระบวนการเร่งรัด ใช้เวลาร่างเพียง 2-3 วัน ไม่ผ่านกระบวนการตรวจสอบทางกฎหมายจากสำนักงานอัยการสูงสุด และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พบว่ามีฝ่ายการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง 6 คน สำนวนคดีที่ดีเอสไอนำส่งให้ ป.ป.ช.ครั้งนี้ มีจำนวน 6 กล่อง 10 แฟ้ม มีเอกสารเกี่ยวข้องกว่า 5,000 แผ่น จะนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ว่าจะดำเนินการสอบสวนต่อเอง หรือจะส่งกลับไปให้ดีเอสไอดำเนินการต่อให้จบที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 148/2568 ดำเนินการตรวจสอบกรณีธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโตเคอร์เรนซี สกุลเวิลด์คอยน์ (Worldcoin) เรียกสอบปากคำพยานบุคคล ขยายผลเปิดปฏิบัติการตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับบริษัทที่ดำเนินการโครงการสแกนม่านตา มีความเชื่อมโยงกับการจัดทำเอ็มโอยู (MOU) ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กับกองทุน Prime Opportunity Fund VCC ประเทศสิงคโปร์ นอกจากนี้ยังมีชื่อบริษัทที่มีความสัมพันธ์กับโครงการ TIDC (Thailand International Digital Business & Finance Centre) ตามที่ถูกระบุไว้ในเอ็มโอยูจากการตรวจสอบของคณะพนักงานสอบสวนพบว่า การดำเนินการโครงการสแกนม่านตาพบความผิดปกติในการบริหารโครงการและการแบ่งผลประโยชน์จากเหรียญคริปโตเคอร์เรนซีที่ได้รับจากต่างประเทศ มีมูลเข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 14 นอกจากการสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษแล้ว ยังมีผลการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกระทรวงดีอี มีนายฉันทานนท์ วรรณเขจร ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายก รัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีบันทึกความเข้าใจสำหรับโครงการนำร่องสู่การพัฒนาศูนย์กลางธุรกิจดิจิทัลของประเทศไทย ตามคำสั่งแต่งตั้งของนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ชี้ให้เห็นถึงพฤติการณ์ความผิดปกติเร่งรัดจัดทำเอ็มโอยูและให้การยืนยันดังนี้1.การลงนามเอ็มโอยูที่ไม่ได้รับความเห็นชอบ เนื่องจากนายประเสริฐ จันทรรวงทอง (ตำแหน่งในขณะนั้น รมว.ดีอี) มาเซ็นลงนามให้ความเห็นชอบย้อนหลังในวันที่ 29 มี.ค.67 ทั้งที่ผ่านพิธีลงนามเอ็มโอยู เมื่อวันที่ 27 มี.ค.67 มาแล้ว ลักษณะเหมือนรู้ เห็นเป็นใจกัน เพราะในหลักการราชการไม่สามารถทำได้ ต้องให้ความเห็นชอบก่อน 2.กรณีอัยการสูงสุดตั้งข้อสังเกตว่า สินทรัพย์ของเอ็มโอยูอาจทำให้รัฐบาลเสียเปรียบด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP) เนื่องจากในเอ็มโอยูระบุชัดเจนว่า ทรัพย์สินทางปัญญาทั้งหมดที่เกิดจากโครงการจะเป็นของผู้พัฒนา (Developer) เพียงฝ่ายเดียว 100 เปอร์เซ็นต์ ลักษณะเช่นนี้จำเป็นต้องนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี แต่ปรากฏว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องได้จัดพิธีลงนามเอ็มโอยูขึ้น โดยไม่ได้มีการปรับเอ็มโอยูแต่อย่างใด3.เรื่องกฎหมายโครงการนำร่อง (Sandbox) เพราะกฎหมายมีการระบุเจาะจงพื้นที่ ต้องไปทำเป็นตัวกฎหมายก่อนแล้วค่อยมาเขียนโครงการนำร่อง แต่ปรากฏว่าโครงการถูกเขียนขึ้นมาก่อน 4.การจัดทำเอ็มโอยูดังกล่าวเกิดขึ้นในเวลาเพียง 3 วันซึ่งไม่เคยมีมาก่อน ถือว่าเร่งรัดผิดปกติ ปกติแล้วกระบวนการจะต้องอยู่ในระยะเวลาประมาณ 3-6 เดือน อีกทั้งเรื่องดังกล่าวต้องเข้าสู่กองกฎหมายกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะหน่วยงานเจ้าของเรื่อง แต่เรื่องนี้กลับเข้าไปยังกองการต่างประเทศของกระทรวงฯ เป็นต้นผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า จากผลการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงพยานหลักฐานการสอบสวนของดีเอสไอพบว่า เรื่องดังกล่าวมีข้าราชการฝ่ายการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทรวงดีอีรวม 6 คนเข้ามาเกี่ยวข้องกับเอ็มโอยู ตามกฎหมายแล้วหากสำนวนคดีพบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐหรือฝ่ายการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ดีเอสไอต้องนำสำนวนพร้อมรายละเอียดพฤติการณ์แจ้งไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อรับไปดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2561 เป็นอำนาจของ ป.ป.ช.ในการไต่สวนเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่รัฐ กระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมหลังจากนี้จะเป็นการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ว่าจะรับไปดำเนินการเองทั้งหมด หรือจะส่งส่วนใดส่วนหนึ่งกลับมายังดีเอสไอให้ดำเนินการ ส่วนกรณีนายโอภาส เฉิดพันธุ์ กรรมการบริษัททีไอดีซี เวิล์ดเวิร์ส จำกัด และกรรมการบริษัทเอ็มวิชั่น จำกัด (มหาชน) บุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับเอ็มโอยูและการสแกนม่านตา รายละเอียดความเกี่ยวข้องของนายโอภาสจะรวมอยู่ในสำนวนนี้เช่นเดียวกับที่ส่งไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาไต่สวนข้อเท็จจริงว่า การกระทำใดของนายโอภาสเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 14 หรือไม่สำหรับบุคคล 6 คนที่ถูกคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แจ้งพฤติการณ์ไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช.ว่า มีความเกี่ยวข้องกับเอ็มโอยู ประกอบด้วย 1.นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ตำแหน่งในขณะนั้น) 2.นายวัลลภ รุจิรากร (ตำแหน่งในขณะนั้น เลขานุการ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) 3.นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ประธานกรรมการ ก.ล.ต. (อดีตปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมขณะเกิดเหตุ) 4.นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ (รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมขณะเกิดเหตุ) 5.ผอ.กองการต่างประเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ 6.เจ้าหน้าที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทั้งหมดมีพฤติการณ์ตามฐานความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่