“กองปราบฯ” บุกทลายแก๊งเงินบุญตรวจค้น 11 จุด ใน 5 จังหวัด รวบผู้ต้องหา 11 คน แอบอ้างเบื้องสูงตุ๋นเหยื่อภายใต้สโลแกน “ลงทุน 1 พันได้คืน 1 ล้าน” ยึดทรัพย์สินมีค่าจำนวนมากมูลค่ากว่า 250 ล้านบาท แฉหลังเหยื่อแห่แจ้งความตำรวจเข้าตรวจสอบพบเส้นเงินหมุนเวียนในแก๊งทะลุ 600 ล้านบาท เหยื่อส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ บางคนถึงขนาดสูญเงินเก็บบั้นปลายชีวิตทั้งหมดที่ห้องแถลงข่าวชั้น 2 กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 3 ก.พ. พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป. พ.ต.อ.สุริยศักดิ์ จิราวัสน์ ผกก.3 บก.ป. และ พ.ต.ต.วัตรสัณห์ เนตรหาญ สว.กก.3 บก.ป. ร่วมกันแถลงผลการจับกุมขบวนการหลอกลวงประชาชนในรูปแบบโครงการ “เงินบุญ” ลุยค้น 11 จุด 5 จังหวัด ได้แก่ จ.มหาสารคาม จ.สิงห์บุรี จ.ปทุมธานี จ.นนทบุรี และ จ.สุราษฎร์ธานี จับกุมผู้ต้องหา 11 คน ประกอบด้วย น.ส.พรพรรณ สมแก้ว อายุ 40 ปี หัวหน้าขบวนการ นางกาญจนา หมายดี อายุ 57 ปี มือขวา น.ส.จิรวดี สืบสุนทร อายุ 56 ปี น.ส.ศุภากร ฟักโสภา อายุ 49 ปี นางธัญมน แป่นจำนัก อายุ 64 ปี นายณัฐศักดิ์ เผือกคำ อายุ 56 ปี นางปราณี บุญราก อายุ 44 ปี นางลำไย พังแก้ว อายุ 59 ปี นางวรวิทย์ ตั้งติลานนท์ อายุ 62 ปี นางจิราพร อมรพันธ์ อายุ 65 ปี และนายปฐวี จิตวรรณา อายุ 39 ปี ทั้งหมดเป็นผู้ต้องหาหมายจับศาลอาญา ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ข้อหาร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง ข้อหาร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ และข้อหาสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินพร้อมตรวจยึดของกลางจำนวนมาก อาทิ รถยนต์ 4 คัน รถจักรยานยนต์ 1 คัน โฉนดที่ดิน 22 ฉบับ อาวุธปืนพกกึ่งอัตโนมัติ 3 กระบอก โทรศัพท์มือถือ 21 เครื่อง สมุดบัญชีธนาคาร 110 เล่ม บัตรเอทีเอ็ม 12 ใบ เครื่องประดับเพชร-ทอง และทรัพย์สินอื่นๆรวมกว่า 206 รายการ มูลค่าประมาณ 250 ล้านบาทพล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป.เผยว่า เมื่อปลายปี 2568 มีผู้เสียหายจำนวนมาก ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมตัวเข้าแจ้งความพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ป.ว่า ถูกหลอกให้ร่วมลงทุนในโครงการที่เรียกว่า “เงินบุญ” อ้างผลตอบแทนสูงผิดปกติ ภายใต้แนวคิด “ลงทุน 1,000 บาท ได้คืน 1,000,000 บาท” ขบวนการดังกล่าวสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการแอบอ้างโครงการหลวงและโครงการสำคัญของรัฐ ก่อนใช้กลอุบายต่างๆ หลอกล่อให้โอนเงิน เมื่อถึงกำหนดกลับไม่จ่ายผลตอบแทน ทำให้ผู้เสียหายสูญเงินจำนวนมาก บางรายถึงขนาดหมดเนื้อหมดตัว“หลังรับแจ้งสั่งการให้ พ.ต.อ.สุริยศักดิ์ จิราวัสน์ ผกก.3 บก.ป. นำทีมสืบสวนสอบสวนขยายผลจนพบว่าขบวนการนี้เป็นเครือข่ายหลอกลวงที่วางแผนแบ่งหน้าที่กันอย่างเป็นระบบ ใช้แอปพลิเคชันไลน์เป็นช่องทางหลัก ตั้งกลุ่มในชื่อ “ลงทุนเงินบุญ” เปิด-ปิดกลุ่ม เปลี่ยนชื่อกลุ่มบ่อยครั้ง ภายในกลุ่มมีการประชุมผ่านเสียงและข้อความ เพื่อกดดันเร่งเร้าให้สมาชิกโอนเงินซ้ำอย่างต่อเนื่อง” ผบก.ป.กล่าวด้าน พ.ต.อ.สุริยศักดิ์ จิราวัสน์ ผกก.3 บก.ป.เผยว่า กลุ่มผู้ต้องหานี้มี น.ส.พรพรรณ สมแก้ว เป็นหัวหน้าขบวนการ นางกาญจนา หมายดี เป็นมือขวา แอบอ้างหลอกลวงว่า มีเงินจากรัฐบาลไทยไปฝากไว้ที่ธนาคารโลกจำนวนมหาศาล กำลังจะหมดอายุถ้าไม่รีบดำเนินการจะสูญเงินทั้งหมด โครงการที่ตั้งขึ้นมานี้จะร่วมระดมทุนเพื่อเป็นค่าเดินเรื่องติดต่อกับหน่วยงานสำคัญ เช่น ศาลโลก กระทรวงการต่างประเทศ และศาลไทย ถ้าได้เงินมาแล้วจะมีผลตอบแทนในอัตราที่สูง เช่น ลงทุน 1 พันได้คืน 1 ล้าน เมื่อแบ่งผลตอบแทนให้แล้ว เงินที่เหลือรัฐบาลจะนำไปลงทุนก่อสร้างรถไฟฟ้า และสาธารณูปโภคต่างๆในประเทศให้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังใช้ถ้อยคำเร่งด่วน เช่น งานด่วน งานลับ งานช่วยผู้ใหญ่ กำหนดเงื่อนไขว่าหากไม่โอนเงินจะเสียสิทธิ หรือไม่ได้รับเงินคืน หากผู้เสียหายตั้งข้อสงสัยจะถูกลบออกจากกลุ่ม หรือบล็อกการติดต่อทันที อีกทั้งยังเปิดโปรโมชันใหม่หลอกให้โอนเงินเพิ่มไม่สิ้นสุด“จากการสืบสวนพบว่ากลุ่มผู้ต้องหามุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้สูงอายุและผู้เกษียณอายุราชการที่มีเงินเก็บบั้นปลายชีวิต ทำให้มีผู้เสียหายหลายรายสูญเงินหลักล้านบาท ทั้งที่ในความเป็นจริงไม่มีการลงทุนเกิดขึ้น เงินทั้งหมดถูกโอนหมุนเวียนภายในเครือข่ายและนำไปใช้ส่วนตัว รวมถึงแปรสภาพเป็นทรัพย์สินต่างๆ จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบกลุ่มผู้ต้องหามีเงินหมุนเวียนรวมสูงกว่า 600 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าความเสียหายเฉพาะคดีที่แจ้งความแล้วกว่า 6.5 ล้านบาท และยังมีผู้เสียหายที่อยู่ระหว่างการแจ้งความเพิ่มเติมอีกประมาณ 30 คน รวมความเสียหายกว่า 50 ล้านบาท ทั้งนี้ เชื่อว่ายังมีผู้เสียหายทยอยเข้าแจ้งความเพิ่มอีก หลังรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดแล้ว จึงขออำนาจศาลอาญาออกหมายจับทั้งขบวนการรวม 11 คน” ผกก.3 บก.ป.กล่าวจากการสอบสวน น.ส.พรพรรณ หัวหน้าแก๊งรับว่าเคยทำงานอยู่กับแก๊งหลอกลวงลักษณะนี้มาก่อน เมื่อเห็นช่องทางจึงออกจากขบวนการเดิมผันตัวมาตั้งขบวนการเอง ส่วนนางกาญจนาให้การว่า ได้รับการชักชวนจาก น.ส.พรพรรณให้มาร่วมด้วย ส่วนผู้ต้องหาที่เหลือส่วนใหญ่ให้การรับสารภาพ บางส่วนให้การปฏิเสธ โดยหนึ่งในแกนนำให้การว่า เข้าร่วมโครงการดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2551 และพัฒนารูปแบบการหลอกลวงมาอย่างต่อเนื่อง นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ป.ดำเนินคดีด้านนางติ๋ม (นามสมมติ) หนึ่งในกลุ่มผู้เสียหาย เผยว่า เข้าร่วมลงทุนโครงการดังกล่าวผ่านการชักชวนจากคนรู้จักที่เคยเข้าร่วมลงทุนไปประมาณ 4 แสนบาท สาเหตุที่ทำให้หลงเชื่อเพราะเห็นว่า มีการแอบอ้างชื่อบุคคลเบื้องสูง และผู้หลักผู้ใหญ่หลายคนทำให้ดูน่าเชื่อถืออ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่