ย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่ปีก่อน คำว่า "โรมานซ์สแกม" อาจหมายถึงเพียงการนำรูปหนุ่มหล่อ...สาวสวยมาแอบอ้างทักแชต แต่ในปี 2569 นี้ มหันตภัย “รักออนไลน์” ได้วิวัฒนาการไปไกลจนน่ากลัว เมื่อมิจฉาชีพไม่ได้มาคนเดียว แต่มาพร้อมกองทัพ AI (Artificial Intelligence) ...ที่ฉลาดล้ำจนแยกไม่ออกว่า “คน” หรือ “บอต”อาชญากรรมไซเบอร์ประเภท โรมานซ์สแกม (Romance Scam) หรือการหลอกให้รักแล้วโอนเงิน ยังคงเป็นภัยเงียบที่มีความรุนแรงสูงในยุคนี้ ถึงแม้ว่าในประเทศไทยโรมานซ์สแกมไม่ได้มีจำนวนคดีสูงที่สุดเมื่อเทียบกับการหลอกซื้อของออนไลน์ แต่ยังคงเป็นคดีที่มีมูลค่าความเสียหายต่อรายสูงมากพลิกแฟ้มข้อมูลย้อนหลัง (2565-2567) มีการแจ้งความคดีโรมานซ์สแกมสะสมกว่า 4,500-5,000 คดี น่าสนใจว่า...แม้จำนวนคดีจะดูน้อยกว่าการหลอกลวงประเภทอื่น แต่เงินที่สูญเสียไปมักเป็นเงินเก็บทั้งชีวิต โดยเฉลี่ยเหยื่อแต่ละรายอาจสูญเสียตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลายล้านบาทแพลตฟอร์มยอดฮิต “เฟซบุ๊ก” ยังคงเป็นอันดับ 1 ที่มิจฉาชีพใช้เข้าหาเหยื่อ ตามมาด้วยแอปพลิเคชันหาคู่และไลน์ ประเด็นสำคัญมีว่าแนวโน้มต่อจากนี้มิจฉาชีพยกระดับเป็น “อุตสาหกรรมหลอกลวง” โดยใช้ AI เขียนสคริปต์พูดคุยเพื่อให้เหยื่อรู้สึกผูกพันเร็วขึ้น และใช้การ “หลอกลงทุน” ควบคู่ไปกับ “ความรัก”ในระดับสากล โรมานซ์สแกมถูกจัดเป็นหนึ่งในอาชญากรรมที่ “รายงานต่ำกว่าความเป็นจริง” เพราะเหยื่อมักรู้สึกอับอายอย่างในสหรัฐอเมริกา รายงานจาก FTC และ FBI ระบุว่ามูลค่าความเสียหายรวมพุ่งสูงกว่า 1.3-1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี โดยเหยื่อมีค่าเฉลี่ยความเสียหายต่อรายคิดเป็นเงินไทยอยู่ที่ 5 แสนบาท กลุ่มเสี่ยง...เป็นผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป เป็นกลุ่มที่สูญเสียเงินมากที่สุด เกือบ 40% ของเหยื่อทั้งหมด โดยเฉพาะกลุ่มคนโสด หย่าร้าง หรือเป็นม่าย และในสหราชอาณาจักร ในปี 2025 พบว่าคดีโรมานซ์สแกมเพิ่มขึ้นถึง 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมักเริ่มจากการทักทายผ่านโซเชียลมีเดียพุ่งเป้าสำรวจพฤติกรรมรูปแบบความเสี่ยงและกลโกงล่าสุด อย่างที่เกริ่นกล่าวไปแล้วว่ามิจฉาชีพในปัจจุบันไม่ได้แค่ส่งรูปปลอม แต่มีเทคนิคที่ซับซ้อนขึ้น รูปแบบกลโกงที่น่าสนใจ...“Deepfake Video Call” ใช้ AI ปลอมใบหน้าและเสียงขณะวิดีโอคอล ทำให้เหยื่อเชื่อสนิทใจว่าเป็นคนในรูปจริงๆถัดมา “Hybrid Scam”...หลอกให้รักก่อน แล้วจึงชวน “ลงทุน” ในแอปฯ เทรดเหรียญปลอม หรือ “Fake Emergency”...สร้างสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น ป่วยหนัก, ถูกกักตัวที่ด่านศุลกากรหรือต้องการเงินจ่ายค่าธรรมเนียมรับของขวัญ ที่สำคัญจะใช้ “Urgency Pressure”...กดดันด้วยเวลาเช่น “ถ้าไม่โอนตอนนี้ เราจะไม่ได้เจอกัน” เพื่อไม่ให้เหยื่อมีเวลาคิดผู้สันทัดกรณีคลุกคลีอยู่กับคดีลักษณะนี้ให้ข้อมูลว่า ในยุคนี้การใช้สื่อโซเชียล สังคมออนไลน์ต้องมีสติอยู่ตลอดเวลา ท่องไว้ให้ขึ้นใจ...ข้อสังเกตและวิธีป้องกันให้ห่างจากภัยไซเบอร์โรมานซ์สแกม หนึ่ง...รูปโปรไฟล์ดูดีเกินจริง มักใช้รูปคนหน้าตาดี ภูมิฐาน...ทหาร, หมอ, วิศวกร, นักธุรกิจต่างชาติ ให้เอะใจสงสัยไว้ก่อนถัดมา...ความรักที่รวดเร็ว บอกรักเร็วมาก ทั้งที่ยังไม่เคยเจอตัวจริง รวมถึงหาก เลี่ยงการเจอตัว มักอ้างว่าอยู่ต่างประเทศ หรือติดภารกิจสำคัญทำให้มาพบไม่ได้ ต้องยิ่งเอ๊ะให้มาก...ให้บ่อยๆไว้ก่อนและถ้าสุดท้าย...จบด้วยเรื่องเงิน ไม่ว่าจะคุยเรื่องอะไร แล้วสุดท้ายจะวกมาเรื่องการขอความช่วยเหลือทางการเงินหรือการลงทุน อันนี้ปักใจไปเลย เรากำลังเจอกับภัยไซเบอร์โรมานซ์สแกมชัวร์?ย้ำว่า...ในปีนี้ “โรมานซ์สแกม” ได้วิวัฒนาการจากเพียงแค่ “การหลอกให้รัก” กลายเป็นอาชญากรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงและมีการจัดการอย่างเป็นระบบในรูปแบบอุตสาหกรรมเต็มที่สุดๆ“มิจฉาชีพ” ยุคนี้ไม่ได้รอโชคชะตา แต่ยังใช้เครื่องมือเพื่อสร้าง “โอกาส” ในการเข้าถึงเหยื่ออย่างแม่นยำ...Emotion Engineering ใช้ AI วิเคราะห์ความสนใจและไลฟ์สไตล์ของเหยื่อจากโซเชียลมีเดีย เพื่อสร้างบทสนทนาที่ “โดนใจ” และสร้างความผูกพันทางอารมณ์ได้รวดเร็วกว่ามนุษย์ทั่วไป“โอกาสที่เหยื่อจะหลงเชื่อเพิ่มสูงขึ้นเมื่อมิจฉาชีพสามารถวิดีโอคอลด้วยใบหน้าและเสียงของบุคคลที่เหยื่อชื่นชอบหรือไว้ใจได้แบบเรียลไทม์ บวกกับการส่งข้อความที่ระบุรายละเอียดส่วนตัวของเหยื่อได้อย่างถูกต้อง...จากข้อมูลที่หลุดรั่วหรือการดูดข้อมูล ยิ่งเสริมส่งทำให้เหยื่อรู้สึกว่าบุคคลนี้รู้จักเราจริงๆ” การมี “เช็กลิสต์” ที่เข้มงวดคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด การตรวจสอบเบื้องต้น...ค้นหารูปภาพ อาจนำรูปโปรไฟล์ไปค้นหาใน Google Lens...เช็กประวัติในโซเชียลมีเดีย บัญชีเพิ่งสร้างใหม่ไม่นาน, มีเพื่อนน้อยมาก หรือกิจกรรมในไทม์ไลน์ดูไม่เป็นธรรมชาติ เช่น โพสต์รัวๆในวันเดียวแล้วเงียบไป หรือข้อมูลส่วนตัวขัดแย้งไหมลงลึกอีกหน่อยคือการตรวจสอบเชิงลึกด้วยคำถาม มิจฉาชีพ AI หรือคนหลอกลวง มักจะตกม้าตายเมื่อเจอคำถามที่ต้องใช้ “ความรู้เฉพาะถิ่น” หรือ “สถานการณ์สด”...ลองถามถึงร้านอาหารดังในย่านที่เขาอ้างว่าอยู่หรือถามสภาพอากาศ...เหตุการณ์ปัจจุบันในเมืองนั้นแบบเจาะจง มิจฉาชีพที่ใช้สคริปต์จะตอบสับสนหรือ...การพิสูจน์ตัวตนแบบเรียลไทม์ ขอให้เขาส่งรูปถ่ายที่ทำท่าทางเฉพาะ เช่น ชู 3 นิ้วพร้อมถือกระดาษที่เขียนชื่อคุณ...หรือการวิดีโอคอล แม้จะวิดีโอคอลได้ก็ให้สังเกตความผิดปกติของขอบใบหน้า หรืออาการกระตุกเมื่อเขานำมือมาบังหน้าความรักไม่ใช่เรื่องผิด แต่ในยุคที่ AI สั่งให้ “หน้าสด” กลายเป็น “หน้าสวย” และ “คนแปลกหน้า” กลายเป็น “คู่แท้” ได้เพียงไม่กี่นาที...“สติ” คือสิ่งเดียวที่จะปกป้องเงินในกระเป๋าของคุณได้ อย่าปล่อยให้ความเหงาเป็นช่องว่างให้โจรไซเบอร์เข้ามาทำลายชีวิต...ยุคนี้ “อย่าไว้ใจ...เทคโนโลยีที่เห็นผ่านหน้าจอ”ยึดหลัก 3 ไม่...“ไม่เชื่อ” (แม้เห็นหน้าในวิดีโอคอล)...“ไม่รีบ” (เมื่อมีการเร่งรัดเรื่องเงิน)...“ไม่โอน” (หากยังไม่เคยเจอตัวจริงในโลกออฟไลน์)คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม