มหันตภัยฝุ่น PM 2.5 คุกคามคุณภาพชีวิตคนไทยเป็นประจำทุกต้นปี แต่เป็นเรื่องที่ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมักตื่นตัวแค่ชั่วคราว หลังจากนั้นเรื่องก็เงียบหายเข้ากลีบเมฆ วนเวียนเป็นวัฏจักรเช่นนี้ทุกปี ยิ่งปีนี้มีกระแสวิวาทะเรื่องประกันสังคมเข้ามาแทรก ทำให้การให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาฝุ่นดูเงียบหายไปแต่ความรุนแรงของปัญหาไม่เคยลดลง ดูเหมือนวิกฤติหนักขึ้น โดยเฉพาะสถานการณ์ฝุ่นช่วงวันที่ 28 ม.ค.ที่ผ่านมา ที่พุ่งสูงเกินค่ามาตรฐาน อยู่ในระดับสีแดงที่มีผลกระทบอันตรายต่อสุขภาพในหลายพื้นที่ ผลสืบเนื่องจากการเผาพื้นที่นา ใน จ.นครนายก ควันลอยเข้ามาปกคลุม กทม.และจังหวัดใกล้เคียงได้รับผลกระทบหนักฝุ่น PM 2.5 ระลอกใหม่ปะทุปลาย เดือน ม.ค.2569 สภาพอากาศเมืองกรุงสามวันดีสี่วันไข้ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายวนเวียนสลับกันไปมา ประชาชนต้องขวนขวายเอาตัวรอด หาทางป้องกัน ดูแลสร้างความปลอดภัยให้ตัวเองตามยถากรรม ขณะที่ภาครัฐ ไม่เคยจัดการหรือจับกุมต้นตอมือเผา จัดการตัวผู้ก่อมลพิษได้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดข้อมูลจากศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ กรมควบคุมมลพิษ คาดการณ์สถานการณ์ฝุ่นล่วงหน้า 7 วัน ช่วงวันที่ 29 ม.ค. ถึงวันที่ 4 ก.พ.2569 พบว่า เกือบทุกภูมิภาคประเทศไทยมีแนวโน้มค่าฝุ่นเพิ่มขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศที่นิ่งและปิด เอื้อต่อการสะสมของฝุ่น ขอให้ประชาชนเตรียมรับมือและป้องกันตัวเองปัจจุบันการเผาขนาดใหญ่ในพื้นที่โล่งแจ้ง คือ สาเหตุหลักก่อค่าฝุ่นพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง แม้จะมีกฎหมายห้ามเผาในพื้นที่โล่งแจ้ง มีบทลงโทษรุนแรง จำคุก 20 ปี และปรับ 2 ล้านบาท แต่ทำไมคนไม่กลัว ปัญหาการเผายังคงเกิดขึ้นอย่างหนัก สะท้อนการบังคับใช้กฎหมายที่ยังไม่มีประสิทธิภาพการเผาพื้นที่การเกษตร คือปัญหาซ้ำซากที่ส่งผลกระทบต่อค่าฝุ่น PM 2.5 อย่างรุนแรง เหตุผลที่เกษตรกรยังใช้วิธีการนี้ เนื่องจากการเผาเป็นวิธีที่ต้นทุนต่ำสุด และรวดเร็วสุดในการกำจัดตอซังข้าว ข้าวโพด อ้อย เพื่อเตรียมดินในฤดูกาลถัดไป เพราะหากใช้วิธีเช่ารถไถ หรือเครื่องจักร จะมีค่าใช้จ่ายด้านต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นการแก้ปัญหาจึงไม่ใช่แค่ออกคำสั่งห้ามเผาอย่างเดียว แต่ต้องมีองค์ประกอบร่วมหลายมิติ ทั้งบทลงโทษเข้มข้น การให้เกษตรกรเข้าถึงเครื่องจักรได้ง่ายในการไถกลบ ตั้งจุดรับซื้อวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพิ่มขึ้น เช่น ฟางข้าว ซังข้าวโพด นำไปแปรรูปเป็นพลังงานสะอาด ต้องแก้ปัญหาครบวงจร ประเทศไทยจึงเป็นเขตปลอดการเผาได้อย่างแท้จริง.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม