คดีอาบอบนวดวิคตอเรียซีเครทถึงฎีกา ศาลพิพากษายืนรอดข้อหาค้ามนุษย์แต่ไม่รอดข้อหาธุระจัดหา สั่งจำคุกป๋าติ๊ก ป๋ากบ พร้อมพวกรวม 5 คน คนละ 50 ปี และปรับจำเลยที่ 5 หจก.อมรินทร์ ออนเซน 3,978,666 บาท ส่วนจำเลยที่ 7 บจก.เดวิส ซิลเวอร์สตาร์ ถูกปรับ 3,970,666 บาท และให้จ่ายค่าสินไหมทดแทนโจทก์ร่วมที่ 2-3 คนละ 8 หมื่นบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องที่ห้องพิจารณา 608 ศาลอาญา เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 29 ม.ค. ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีค้ามนุษย์ในสถานอาบอบนวดวิคตอเรีย ซีเครท พนักงานอัยการฝ่ายคดีค้ามนุษย์ 1 เป็นโจทก์ และเด็กสาวผู้เสียหายรวม 3 คน เป็นโจทก์ร่วมยื่นฟ้องนายศรัทธาธรรม แจ้งฉาย หรือป๋าติ๊ก ผู้จัดการสถานบริการอาบอบนวดวิคตอเรีย ซีเครท นายบุญทรัพย์ อมรรัตนาศิริ หรือป๋ากบ นายชัยณรงค์ อันสุข หรือ ป๋าสง่า นายเอกณพัชร์ จารุวัฒน์ปฐมกุล หรือป๊อป หจก.อมรินทร์ ออนเซน น.ส.ศศิธร วิระเทพสุภรณ์ หุ้นส่วนผู้จัดการ และบริษัทเดวิส ซิลเวอร์สตาร์ จำกัด มีนายศรัทธาธรรม หรือป๋าติ๊ก ผู้มีอำนาจในบริษัท เป็นจำเลยที่ 1-7 ความผิดฐานร่วมกันสมคบตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เพื่อค้ามนุษย์ในการค้าประเวณี ความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ 2551 มาตรา 4 6 9 10 และ 52 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี 2539 มาตรา 4 9 และ 11 พ.ร.บ.คนเข้าเมือง 2522 มาตรา 64 พ.ร.บ.สถานบริการ 2509 มาตรา 14 และ 27 และ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 282 และ 283 ทวิกรณีเมื่อระหว่างเดือน ธ.ค.2560 ถึงวันที่ 12 ม.ค.2561 พวกจำเลยสมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปค้ามนุษย์ โดยวางแผนแบ่งหน้าที่กันทำเป็นธุระจัดหาหญิงสาวชาวไทย 2 คน และสาวเมียนมา 7 คนอายุกว่า 15 ปีแต่ไม่เกิน 18 ปี เพื่อการค้าประเวณี เพื่อสนองความใคร่ผู้อื่น อัยการยื่นฟ้องคดีเมื่อวันที่ 11 เม.ย.2561 ชั้นพิจารณาจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า นายศรัทธาธรรม จำเลยที่ 1 นายบุญทรัพย์ จำเลยที่ 2 นายชัยณรงค์ จำเลยที่ 3 นายเอกณพัชร์ จำเลยที่ 4 พนักงานเชียร์แขกมีความผิดฐานเป็นธุระจัดหาฯให้จำคุกคนละ 15 ปี 12 เดือน ส่วน น.ส.ศศิธร หุ้นส่วนผู้จัดการ หจก.อมรินทร์ออนเซน จำเลยที่ 6 ให้จำคุก 7 ปี 6 เดือน และให้ยกฟ้องจำเลยทั้งหมดในข้อหาค้ามนุษย์ด้วย สำหรับ หจก.อมรินทร์ ออนเซน จำเลยที่ 5 และ บจก.เดวิส ซิลเวอร์สตาร์ จำเลยที่ 7 ที่เป็นนิติบุคคลให้เช่าสถานที่พิพากษายกฟ้องจำเลยยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เพิ่มโทษเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 และ 2 คนละ 68 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 และ 4 คนละ 62 ปี 8 เดือน จำคุก จำเลยที่ 6 รวม 68 ปีปรับ 8,000 บาท และให้ปรับจำเลยที่ 5 จำนวน 3,978,666 บาท กับจำเลยที่ 7 จำนวน 3,970,666 บาท ตามกฎหมายให้ลงโทษจำคุกได้สูงสุดคนละ 50 ปี พร้อมทั้งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเด็กสาวผู้เสียหายที่ 2 และ 3 คนละ 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง จำเลยยื่นฎีกาศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้เสียหายมาสมัครงานเป็นพนักงานของอาบอบนวด ไม่ได้มีเจตนามาค้า ประเวณี แต่ถูกกลุ่มจำเลยพูดจาโน้มน้าวและขู่บังคับจนต้องจำยอมค้าประเวณี นอกจากนี้ยังได้ข้อเท็จจริงจากพยานโจทก์หลายปากว่า เจ้าหน้าที่ล่อซื้อบริการเข้าจับกุมตรวจค้นพบถุงยางอนามัยใช้แล้วและที่ยังไม่ได้ใช้ รวมถึงเจลหล่อลื่นจำนวนมาก ทั้งในสถานบริการและบริเวณที่ทิ้งขยะ พยานโจทก์เหล่านี้เบิก ความตามความจริงไม่มีเจตนากลั่นแกล้งพวกจำเลยส่วนที่พวกจำเลยขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ ศาลฎีกาเห็นว่าการกระทำของพวกจำเลยมีเรื่องร้ายแรงเสียหายต่อสังคม จำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้คดีตลอดไม่สำนึกในการกระทำของตัวเอง พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักให้เชื่อถือเป็นข้ออ้างลอยๆฟังไม่ขึ้น สำหรับเงินชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วมและผู้เสียหาย เนื่องจากมีการแก้กฎหมายอัตราดอกเบี้ยตามกระทรวงการคลังร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษพวกจำเลย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้นพิพากษาแก้ให้ปรับอัตราดอกเบี้ยจากร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 7.5 ต่อปีนับตั้งแต่วันฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คือ ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 2 3 4 และ 6 คนละ 50 ปี ปรับจำเลยที่ 5 จำนวน 3,978,666 บาท และปรับจำเลยที่ 7 จำนวน 3,970,666 บาท ให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 2 และ 3 คนละ 80,000 บาทอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่