เหตุโศกนาฏกรรมจาก “เครนลอนเชอร์ ใช้ก่อสร้างถล่มทับขบวนรถไฟใน จ.นครราชสีมา” ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 32 ราย บาดเจ็บอีก 66 ราย และเพียงหนึ่งวันถัดมาก็ได้เกิดเหตุเครนถล่มซ้ำ บนถนนพระราม 2 ทำให้รถยนต์ประชาชนถูกทับมีผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมอีก 2 รายความสูญเสียที่เกิดขึ้น “มิได้จำกัดอยู่เพียงชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนผู้เคราะห์ร้ายเท่านั้น” หากแต่ยังบั่นทอนความน่าเชื่อถือในการบริหารจัดการโครงการขนาดใหญ่ในการกำกับดูแล และควบคุมผู้รับเหมาให้ปฏิบัติตามมาตรฐานด้านความปลอดภัย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศหากมาว่ากันด้วยข้อกฎหมายในเรื่องนี้ “ผู้เสียหายมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย” โดยครอบคลุมถึงความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน ค่าเสียหายเชิงจิตใจ และค่าขาดประโยชน์จากการประกอบอาชีพได้จากบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างในฐานะผู้ละเมิดโดยตรง และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องตามฐานความรับผิดร่วมไม่เท่านั้นผู้เสียหายยังมีสิทธิเลือกใช้ช่องทางการฟ้องร้องได้ทั้งคดีแพ่ง และคดีปกครอง โดยการใช้สิทธิฟ้องร้องจะแยกต่างหากจากการได้รับเงินเยียวยา หรือการช่วยเหลือจากภาครัฐตามนโยบาย หรือระเบียบที่เกี่ยวข้องก็ได้ ทัศไนย ไชยแขวง อดีตอุปนายกฝ่ายต่างประเทศ สภาทนายความฯ บอกว่า เหตุการณ์เครนลอนเชอร์ถล่มในโครงการก่อสร้างของรัฐ “อันก่อ ให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชน” นับว่าเป็นโศกนาฏกรรมสร้างความสะเทือนใจให้กับสังคมอย่างรุนแรงในทางกฎหมายนั้น “ผู้เสียหายจะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากใครได้?” หากวิเคราะห์กรณีนี้เป็นที่ชัดเจนว่า “บริษัททำการก่อสร้างย่อมต้องรับผิดในสิ่งที่เกิดขึ้น” อันเป็นไปตาม ป.แพ่ง และพาณิชย์ ม.420 ว่าด้วยเรื่องละเมิด การจงใจ หรือประมาทเลินเล่อ ทำให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลอื่นต้องรับผิดในความเสียหายนั้นซึ่งผู้ที่อาจถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายคือ “เจ้าหน้าที่ หรือผู้ควบคุมเครน” ที่จงใจ หรือประมาทเลินเล่อจนเป็นเหตุให้เครนถล่มก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่น นอกจากนี้บริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างในฐานะนายจ้างยังต้องร่วมรับผิดจากการกระทำของลูกจ้างตาม ป.แพ่ง และพาณิชย์ ม.425 ว่าด้วยความรับผิดระหว่างนายจ้างและลูกจ้างประการถัดมาสังคมเริ่มตั้งคำถามมากขึ้นคือ “รัฐในฐานะผู้ว่าจ้างต้องรับผิดด้วยหรือไม่?” โดยเฉพาะกรณีเหตุลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งที่เป็นอุบัติเหตุสามารถป้องกันได้ เรื่องนี้หากจะพิจารณาถึงความรับผิดของรัฐก็ต้องดูโครงสร้างของการจัดจ้าง และการกำหนดเงื่อนไขในสัญญานำมาประกอบร่วมด้วยโดยเฉพาะเอกสารประกวดราคา (TOR) อันเป็นเอกสารที่รัฐในฐานะผู้ว่าจ้างกำหนดกรอบงาน และมาตรการให้เอกชนยื่นเสนอราคา เมื่อเงื่อนไขถูกบรรจุในสัญญาจ้างแล้วย่อมถือเป็นเงื่อนไขผูกพัน คู่สัญญาโดยตรงในกรณี TOR กำหนดมาตรการด้านความปลอดภัย หรือวิธีการป้องกันอันตรายต่อสาธารณะไว้ และผู้รับจ้างได้จัดทำแผนความปลอดภัยตามกรอบที่รัฐกำหนด ก่อนถูกนำมารวมเป็นส่วนหนึ่ง ของสัญญาจ้าง เช่นนี้ย่อมถือได้ว่ารัฐในฐานะผู้ว่าจ้างมีส่วนร่วมออกแบบ กรอบของมาตรการด้านความปลอดภัยตามสัญญานั้นแล้ว หากต่อมาสามารถพิสูจน์ได้ว่า “มาตรการไม่รัดกุม ไม่ได้มาตรฐาน หรือมีความบกพร่องในสาระสำคัญ” จนเป็นเหตุให้เกิด อุบัติเหตุ ภยันตราย หรือความไม่ปลอดภัย เช่นนี้เงื่อนไขในสัญญา ข้อนั้นอาจถูกมองว่าเป็นความประมาทเลินเล่อของรัฐในฐานะผู้ว่าจ้าง และต้องรับผิดร่วมกับผู้รับเหมาต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วยตอกย้ำบทเรียนที่ต้องทบทวนว่า “อุบัติเหตุเครนถล่ม” ไม่ควร ถูกมองเพียงความผิดพลาดของผู้ปฏิบัติงาน หรือเป็นเหตุสุดวิสัยที่ไม่มีใครต้องรับผิด แต่ต้องถูกนำมาทบทวนทั้งระบบตั้งแต่การกำหนดเงื่อนไขในสัญญา การจัดทำ TOR การคัดเลือกผู้รับจ้างไปจนถึงการ ควบคุมงาน และบังคับใช้มาตรการความปลอดภัยจริงจังด้วยโครงการก่อสร้างของรัฐจำนวนมาก “ตั้งอยู่ในชุมชนพื้นที่ สาธารณะ” มักมีความเสี่ยงต่อความเสียหายจากอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสมอ และไม่ได้กระทบเฉพาะตัวโครงการแต่ยังส่งผลต่อประชาชนทั่วไป “รัฐในฐานะผู้ว่าจ้าง” จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของสาธารณชนไม่น้อยไปกว่าความคุ้มค่าในเชิงงบประมาณถัดมามีประเด็นต่อว่า “กรณีนายกฯประกาศจะบอกเลิกสัญญา กับบริษัทรับเหมา” ถ้าวิเคราะห์ในทางกฎหมายแล้วการบอกเลิกสัญญา ไม่ใช่สิ่งที่คู่สัญญาฝ่ายใดจะกระทำได้ตามอำเภอใจ เพราะกฎหมายเรื่องนิติกรรมสัญญามีหลักอยู่ว่าการบอกเลิกสัญญาจะทำได้ต่อเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายผิดสัญญาตามเหตุที่ระบุไว้ในสัญญาอีกทั้งอาจมีเหตุว่าการที่จ้างนั้นจะไม่แล้วเสร็จตามสัญญา หรือการดำเนินการต่อไปจะก่อให้เกิดความเสียหายในวัตถุประสงค์แห่งการจ้างนั้น สำหรับในกรณีอุบัติเหตุเครนลอนเชอร์ถล่มทับขบวนรถไฟระหว่างการก่อสร้างจะถือว่าเป็นการผิดสัญญา หรือมีพฤติการณ์สามารถบอกเลิกสัญญาจากอีกฝ่ายได้หรือไม่เรื่องนี้การจะพิจารณาว่ารัฐมีสิทธิบอกเลิกสัญญานั้น “จำเป็นต้องย้อนกลับไปดูเนื้อหาสัญญาว่ากำหนดหน้าที่ ความรับผิด และเหตุแห่งการบอกเลิกสัญญาไว้อย่างไร” โดยเฉพาะเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง กับมาตรการด้านความปลอดภัย หรือวิธีการเพื่อป้องกันภัยสาธารณะ ซึ่งเป็นประเด็นในเหตุที่จะบอกเลิกสัญญาได้แต่หากสัญญาระบุชัดเจนว่า “การไม่ปฏิบัติตามมาตรการความ ปลอดภัย หรือการกระทำที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อประชาชน” ก็เป็นเหตุ ให้ผู้ว่าจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญา และต้องสามารถพิสูจน์ได้ว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเป็นผลจากการกระทำดังกล่าว “รัฐย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญา” โดยชอบด้วยกฎหมาย ทว่าในทางกลับกัน “สัญญามิได้กำหนดเหตุบอกเลิกลักษณะนี้ ไว้โดยชัดแจ้ง” การที่รัฐใช้อำนาจบอกเลิกสัญญาอาจกลับกลายเป็นว่า “รัฐจะเป็นฝ่ายที่ผิดสัญญาเสียเอง” แล้วฝ่ายที่ถูกบอกเลิกสัญญาก็ย่อมมีสิทธิในการฟ้องร้องรัฐในฐานะผู้ที่บอกเลิกสัญญาให้รับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการบอกเลิกสัญญาที่ไม่ชอบทั้งยังเรียกค่าเสียหายจาก “การบอกเลิกสัญญา” ซึ่งกรณีดังกล่าว ต้องพิจารณาเนื้อหาในสัญญาเป็นสำคัญหากรัฐจะบอกเลิกสัญญาต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วน เพราะหากมีการฟ้องร้อง และผลคำพิพากษาออกมาว่ารัฐไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาก็จะมีค่าความเสียหาย กลายเป็น ภาระงบประมาณของรัฐที่ล้วนเป็นภาษีของประชาชนทั้งสิ้นสุดท้ายย้ำว่า “การเยียวยาผู้เสียหาย” แม้เป็นเรื่องที่จำเป็นแต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือ “การป้องกัน” เพื่อไม่ให้โศกนาฏกรรมลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต...คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม