ผู้ป่วยหญิงไทยอายุ 84 ปี ไม่ สูบบุหรี่ ไม่ไอ ไม่มีไข้ ไม่เหนื่อย ไม่เบื่ออาหาร น้ำหนักไม่ลด ไม่ปวดศีรษะ ช่วยตัวเองได้ เป็นโรคความดัน ไขมัน เบาหวาน มาตรวจร่างกายประจำปี...ตรวจร่างกาย ไม่มีไข้ ฟังปอดปกติ เอกซเรย์ปอด มีเงาผิดปกติปอดข้างขวาด้านบนจากเคยป่วยเป็นวัณโรคและมีก้อนขนาด 1.9 × 1.9 เซนติเมตรที่ปอดข้างขวาด้านล่างก้อนนี้เป็นก้อนใหม่เพิ่งพบครั้งแรก ปีที่แล้วไม่มีก้อน ทำคอมพิวเตอร์ปอด พบก้อนขนาด 3.0 × 2.4 × 2.0 เซนติเมตรที่ปอดข้างขวาด้านล่าง ตรวจเลือดค่ามะเร็งทุกตัวปกติเจาะก้อนด้วยเข็ม ส่งชิ้นเนื้อตรวจพยาธิวิทยา พบปอดอักเสบจากเชื้อราคริปโตค็อกคัส ตรวจเลือดหาคริปโตค็อกคัสแอนติเจนให้ผลบวก titer 1 : 20 ทำคอมพิวเตอร์สมอง และเจาะน้ำไขสันหลังปกติ ไม่พบเชื้อราคริปโตค็อกคัสกระจายเข้าเยื่อหุ้มสมองวินิจฉัย...ปอดอักเสบจากติดเชื้อราคริปโตค็อกคัสให้การรักษาด้วยยาต้านเชื้อรา fluconazole กินต่อเนื่องอย่างน้อย 6 เดือนซักประวัติ ที่บ้านเป็นตึก 4 ชั้น ผู้ป่วยอาศัยอยู่ในห้องชั้น 2 ที่บ้านเลี้ยงนกพิราบหลายตัวบนดาดฟ้าหลายปีแล้ว นกพิราบมาเกาะที่ระเบียงและขอบหน้าต่างห้องผู้ป่วยเป็นประจำ ผู้ป่วยชอบทำความสะอาดมูลนกพิราบติดที่ระเบียงและขอบหน้าต่าง ผู้ป่วยรายนี้หายใจสปอร์ของ เชื้อราคริปโตค็อกคัส นีโอฟอร์แมนส์ (Cryptococcus Neoformans) จากมูลนกพิราบเข้าไปในปอด ทำให้เกิดปอดอักเสบลักษณะเป็นก้อน โชคดีที่เชื้อราไม่ได้กระจายออกนอกปอดเนื่องจากร่างกายยังแข็งแรง มีภูมิคุ้มกันดี“แนะนำให้ทุกคนอยู่ห่างๆ และหลีกเลี่ยงทำความสะอาดมูลนกพิราบ ถ้าจำเป็นต้องทำความสะอาด ต้องใส่หน้ากากอนามัย ถ้าเป็นไปได้ควรใส่ชนิด N95 เพื่อป้องกันการหายใจสปอร์เชื้อราเข้าปอด”ข้อมูลข้างต้นทั้งหมดนี้ นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ เตือนภัยเชื้อโรคร้าย อันตรายจากนกพิราบ ผ่านเฟซบุ๊กเพจ “หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC”หากจะถามว่านกพิราบตามธรรมชาติน่ากลัวไหม คงต้องบอกว่ามันคือ “คลังเชื้อโรคเคลื่อนที่” ที่ความน่ากลัวไม่ได้อยู่ที่ตัวนก หากแต่ต้นตอสำคัญอยู่ที่ “มูล” และ “ฝุ่นละอองจากขน”จากการศึกษาและสถิติทางการแพทย์ พบข้อมูลที่น่าตกใจว่านกพิราบที่ดู “สุขภาพดี” หรือนกที่ใช้ชีวิตตามธรรมชาติทั่วไป มีการแฝงตัวของเชื้อโรคในระดับที่ประมาทไม่ได้เลยพลิกแฟ้มสถิติการตรวจพบเชื้อในนกพิราบ “เชื้อราคริปโตค็อกคัส” จากการสุ่มตรวจมูลนกพิราบในพื้นที่ชุมชน เช่น บางแสน หรือเชียงใหม่ พบเชื้อราชนิดนี้ปนเปื้อนสูงถึง 26.2-33.5% นั่นหมายความว่า...ในนก 3-4 ตัว จะมีอย่างน้อย 1 ตัวที่มีเชื้อราอันตรายต่อสมองปนมากับมูลถัดมา “เชื้อแบคทีเรียไข้นกแก้ว” งานวิจัยในภาคกลางของไทย พบว่า นกพิราบที่ไม่แสดงอาการป่วย มีการติดเชื้อนี้ถึง 10.8% ซึ่งเชื้อนี้สามารถติดต่อสู่คนผ่านการสูดดมละอองจากนก ทำให้เกิดปอดอักเสบรุนแรงได้และ “เชื้อไวรัสไข้หวัดนก (H9N2)”...แม้ความเสี่ยงต่อคนจะยังต่ำ แต่การสำรวจในกรุงเทพฯ พบว่า นกพิราบมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์ H9 ถึง 6.9% สะท้อนว่าพวกมันมีการรับเชื้อและแพร่กระจายเชื้อในกลุ่มประชากรนกอยู่ตลอดเวลาคำถามสำคัญมีว่า...ทำไม “นกธรรมชาติ” ถึงเสี่ยงกว่าที่คิด?คำตอบคือ...นกพิราบในธรรมชาติหรือนกที่อยู่ตามเมืองใหญ่มีพฤติกรรมที่เอื้อต่อการเป็นพาหะ ด้วยปัจจัยสำคัญคือนิสัยการอยู่รวมกลุ่ม นกพิราบเป็นสัตว์สังคม เมื่อตัวหนึ่งติดเชื้อ เชื้อจะแพร่กระจายไปทั้งฝูงอย่างรวดเร็วผ่านการคลุกคลีและมูล และความทนทานของเชื้อ เชื้อราในมูลนกพิราบสามารถอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แห้งกรังได้นานหลายเดือน เมื่อกลายเป็นผง เชื้อจะลอยไปตามลมได้ไกลและเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจของคนได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นพาหะ “ปรสิต” งานวิจัยบางชิ้นพบว่าฝูงนกพิราบกว่า 60% มีการติดเชื้อร่วมกันมากกว่า 1 ชนิด ทั้งไวรัส แบคทีเรีย และพยาธิคำถามสำคัญต่อมาแล้วใครล่ะคือ “กลุ่มเสี่ยง” ที่สุด? ถึงแม้ว่าสถิติการติดเชื้อในคนที่มีสุขภาพแข็งแรงจะ “ไม่สูงมาก” แต่สำหรับกลุ่มเฉพาะ สถิติจะพุ่งสูงทันที โดยเฉพาะผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง มีโอกาสติดเชื้อราขึ้นสมองจากนกพิราบสูงกว่าคนปกติถึง 1,000 เท่ากรณีเด็กและผู้สูงอายุ...ปอดและระบบภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรงพอที่จะกำจัดสปอร์เชื้อราที่สูดดมเข้าไปได้หมดสรุปความน่ากลัวสั้นๆเข้าใจง่ายๆได้ว่า “นกพิราบ 1 ตัว อาจพกพาเชื้อโรคที่ก่อโรคในคนได้มากกว่า 60 ชนิด แต่ที่มีรายงานว่าส่งต่อถึงคนบ่อยๆ มีประมาณ 7 ชนิดหลัก และร้อยละ 99.4 ของเคสที่ติดเชื้อจากนกพิราบ เกิดจากการสูดดมละอองอากาศ...ไม่ใช่การสัมผัสตัวนกโดยตรง”ดังนั้นการอยู่ใกล้ฝูงนกในที่อับอากาศ จึงเป็นจุดที่อันตรายที่สุดประเด็นสำคัญต้องยอมรับความจริงที่ว่า...พฤติกรรมการให้อาหารนกตามที่สาธารณะ กลายเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้นกพิราบแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็วเกินควบคุม ก่อให้เกิดความสกปรกและแหล่งสะสมเชื้อโรค โดยเฉพาะในเด็กเล็ก...ผู้สูงอายุที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่อาจรับเชื้อได้ง่ายกว่าคนปกติ“หยุดให้อาหารนก เท่ากับหยุดทำร้ายตัวเองและสังคม” เพราะความใจบุญที่ผิดที่ผิดทาง อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำลายสุขภาพของตัวคุณเองและคนในครอบครัว.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม