สายหื่นอย่าชะล่าใจ “พฤติกรรมชอบคุกคามทางเพศไม่เลือกหน้า” นับตั้งแต่ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ พ.ร.บ.แก้ไข ป.อาญา ฉบับที่ 30 ได้เพิ่มนิยามการคุกคามทางเพศ รวมถึงการกระทำผ่านคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพ ศักดิ์ศรี และสภาพจิตใจ ต้องถูกดำเนินคดีอาญาร้ายแรงเหตุผลการแก้กฎหมายใหม่นี้ เพราะปัจจุบันมีการกระทำความผิดทางเพศหลายรูปแบบ และเป็นการกระทำต่อบุคคลทุกวัยทุกเพศ รวมถึงผู้มีความหลากหลายทางเพศ “ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างกว้างขวาง” อย่างกรณีล่าสุดนักร้องดังโผล่คอมเมนต์ผ่านเฟซบุ๊ก ในโพสต์ที่มีภาพลูกสาวนักการเมืองคนหนึ่งในเชิง 18+ก่อนผู้เสียหายเห็นว่าการกระทำนั้นไม่ถูกต้องตาม ป.อาญา ม.284/1 วรรค 3 เรื่องการคุกคามทางเพศจึงเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับนักร้องคนดังนั้นหลังราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ พ.ร.บ.แก้ไข ป.อาญาฯเพียง 1 วันถ้าหากมาดู “พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ป.อาญา) ฉบับที่ 30” โดยเฉพาะ ม.4 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (19) ของมาตรา 1 ความว่า “คุกคามทางเพศ” หมายความว่ากระทำโดยทางกาย วาจา การส่งเสียง การแสดงอากัปกิริยาหรือท่าทางการติดต่อสื่อสาร การเฝ้าดู การติดตามรังควาน หรือกระทำด้วยประการใดๆอีกทั้งรวมถึงกระทำด้วยระบบคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ โทรคมนาคม หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นที่สามารถแสดงผลให้เข้าใจความหมายได้ต่อผู้อื่น ลักษณะส่อไปในทางเพศ โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนรำคาญ อับอาย ถูกเหยียดหยาม หวาดกลัว หรือได้รับความไม่ปลอดภัยในทางเพศ ก็เข้าข่ายความผิดนี้แล้ว ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่ประกาศราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 29 ธ.ค.2568 เพื่อให้ความผิดฐานคุกคามทางเพศที่ปรับเปลี่ยนอย่างมากสอดคล้องกระแสและบริบทสังคมปัจจุบัน ทัศไนย ไชยแขวง ทนายความอิสระ บอกว่าการออก พ.ร.บ.แก้ไข ป.อาญา ฉบับที่ 30 นับเป็นการพัฒนาทางกฎหมายลักษณะอาญาไทย สะท้อนการเปลี่ยนผ่านแนวคิดจากการคุ้มครองร่างกายเพียงอย่างเดียวไปสู่การคุ้มครองศักดิ์ศรี เสรีภาพ และความปลอดภัยทางจิตใจของบุคคลจากความผิดทางเพศ รวมถึงการคุ้มครองภายหลังจากมีคำพิพากษาของศาล แต่เดิมพฤติกรรมการล่วงละเมิดทางเพศ “ไม่ถึงขั้นแตะเนื้อต้องตัว” ก็มักถูกมองเป็นเพียงมารยาททางสังคม สร้างความรำคาญ หรือการรบกวนการใช้ชีวิตในทางปกติ “จนถูกนำมาบังคับใช้ภายใต้บทบัญญัติความผิดลหุโทษอันมีอัตราโทษไม่สูง” ซึ่งไม่สอดคล้องถึงพฤติกรรมการคุกคามทางเพศในปัจจุบันเมื่อเป็นเช่นนี้จึงมีการแก้กฎหมายฉบับใหม่ “เพื่อตอบสนองต่อสภาพสังคม” ด้วยการแก้ไขในส่วนที่มีเจตนารมณ์บัญญัติความผิดฐานคุกคามทางเพศ มิใช่เพียงเพื่อเพิ่มโทษ หรือกำหนดบทบัญญัติความผิดทางกฎหมายขึ้นมาใหม่ แต่มีเป้าหมายในการป้องกัน คุ้มครอง และครอบคลุมไปถึงโลกออนไลน์โดยเฉพาะเพราะกฎหมายใหม่ “มุ่งป้องกันอาชญากรรมทางเพศ” โดยหยุดยั้งพฤติกรรมเริ่มต้นการล่วงละเมิด ตั้งแต่คำพูด ท่าทาง หรือการสื่อสาร ทำให้ผู้อื่นรู้สึกอับอาย หรือหวาดกลัวก็ถือว่าเป็นความผิดได้แล้ว แม้จะไม่มีการสัมผัสร่างกายเพียงแค่คุกคามทางคำพูด หรือการแสดงออกก็อาจเข้าข่ายการละเมิดทางเพศเช่นกันสิ่งที่สำคัญ “กฎหมายสอดรับกับสภาพสังคมร่วมสมัย” โดยเฉพาะสังคมดิจิทัลที่เข้าถึงทุกวัยจนการคุกคามทางเพศเกิดขึ้นผ่านข้อความ ภาพ เสียง ทางโลกออนไลน์กระทบต่อผู้เสียหายไม่แพ้การคุกคามต่อร่างกาย ปัญหาว่าความผิดฐานคุกคามทางเพศตามกฎหมายใหม่ “มีองค์ประกอบความผิดแตกต่างจากความผิดเดิม” โดยการกระทำความผิดไม่จำเป็นต้องมีการสัมผัสร่างกาย “การกระทำนั้นแค่ประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน อับอาย หรือหวาดกลัว” ก็ถือว่าเข้าองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายนี้แล้วทั้งบทบัญญัติยังครอบคลุมการกระทำรูปแบบคำพูด ท่าทางการติดตาม และการสื่อสารผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ด้วยสะท้อนกฎหมายให้ความสำคัญต่อผลกระทบในนามธรรมเพิ่มเติมสอดคล้องกับมาตรฐานสากลขึ้นอย่างเช่นการให้ดอกไม้แก่ผู้อื่นในที่สาธารณะ หรือส่งข้อความอิเล็กทรอนิกส์ติดต่อกัน แม้ไม่มีถ้อยคำลามก หรือสัมผัสร่างกาย “หากผู้รับไม่ยินยอมรู้สึกไม่พึงพอใจ” พฤติกรรมนี้อาจถูกตีเป็นการคุกคามทางเพศก็ได้เพราะมีลักษณะก่อเกิดความเดือดร้อนรำคาญ อับอาย หวาดกลัว ถูกเหยียดหยาม ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัยทางเพศแม้แต่พฤติกรรมการหยอกล้อ จ้องมองหรือร้องเพลงแซวสาวๆ หากผู้ถูกกระทำไม่รู้สึกสนุกด้วย มองว่า “การกระทำนั้นก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ อับอาย หรือรู้สึกไม่ปลอดภัยทางเพศ” ผู้กระทำก็เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายคุกคามทางเพศฉบับใหม่ และอาจตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยจากความคึกคะนองดังกล่าวได้ตอกย้ำเจตนารมณ์กฎหมายจะชัดเจนมากขึ้น “แต่การบังคับใช้ในทางปฏิบัติย่อมมีความท้าทายหลายประการ” ด้วยขอบเขตของคำว่าคุกคามทางเพศมีลักษณะเป็นนามธรรม “การตีความ” ต้องอาศัยดุลพินิจของพนักงานสอบสวน อัยการ และศาลอย่างรอบด้าน ถ้าตีความแคบเกินไปอาจทำให้ไม่คุ้มครองผู้เสียหายได้จริงหากตีความกว้างไปก็กระทบต่อสิทธิเสรีภาพ หรือถูกใช้เป็นเครื่องมือในทางไม่เหมาะสม เพราะการพิสูจน์ความผิดคุกคามทางเพศเกี่ยวกับคำพูด หรือการสื่อสารส่วนตัวมักไม่มีพยานบุคคล หรือหลักฐานทางกายภาพ เหตุนี้การชั่งน้ำหนักของพยานหลักฐาน จึงเป็นประเด็นที่ต้องใช้ความละเอียดรอบคอบเป็นพิเศษ และที่สำคัญการแก้ไขเพิ่มเติมของกฎหมายนี้ “กำหนดบทบาทของศาลในเชิงป้องกัน และคุ้มครอง” โดยมีอำนาจในการออกคำสั่งมาตรการคุ้มครองผู้เสียหาย หรือแม้ในกรณีที่คดียังไม่ถึงที่สุด หรือคดีที่ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องเรื่องนี้ก็ถือเป็นการขยายบทบาทของศาลสู่ “การใช้อำนาจในเชิงการป้องกันภยันตรายที่อาจเกิดกับผู้เสียหายในอนาคต” อย่างไรก็ตาม การใช้อำนาจนี้ต้องคำนึงถึงผลกระทบที่ไม่ไปก้าวล่วงสิทธิของผู้ต้องหา หรือจำเลยเกินกว่าสมควร โดยอำนาจดังกล่าวจึงต้องตั้งอยู่บนหลักความได้สัดส่วนและความจำเป็นด้วยมาตรา 8 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา 284/1 มาตรา 284/2 มาตรา 284/3 และมาตรา 284/4 มาตรา 284/3 ในคดีคุกคามทางเพศ ศาลสามารถสั่งห้ามจำเลยกระทำการใดๆ เพื่อ ป้องกันการคุกคาม หรือรบกวนการใช้ชีวิตผู้เสียหายอย่างต่อเนื่องได้ ไม่ว่าจำเลยจะถูกลงโทษหรือไม่ โดยกำหนดเงื่อนไขและระยะเวลาไม่เกินสองปีฉะนั้นบริบทที่สังคมเปลี่ยนไป “ผู้ชอบแซวหรือแสดงพฤติกรรมล่อแหลมต่อการคุกคามทางเพศ” ถ้าเลิกได้ก็ควรเลิกเพราะการกระทำคิดเพียงว่าคึกคะนองอาจนำสู่ความผิดทางอาญาจนต้องติดคุกได้.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม