การใช้กำลังทหารเข้าโค่นล้ม ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ของ ประธานาธิบดีทรัมป์ ในวันสุดสัปดาห์ที่ผ่าน ส่งผลให้ “หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในสหรัฐฯ ยุโรป และเอเชีย” มีราคาพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรง อาทิ Lockheed Martin ผู้ผลิตเครื่องบินรบล่องหน F–35 Northrop ผู้ผลิตเครื่องบินทิ้งระเบิด B–21 ในยุโรป Rheinmetall ผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ที่สุดของเยอรมณี ราคาปรับขึ้นกว่า 7% Hensoldt บริษัทเทคโนโลยีทางทหาร เพิ่มขึ้นเกือบ 7% Leonardo บริษัทผลิตเครื่องบินรบ เฮลิคอปเตอร์ ของอิตาลี ปรับขึ้น 5.8% Saab บริษัทผลิตเครื่องบินขับไล่ Gripen ของสวีเดน ปรับขึ้นเกือบ 5%ในเอเชีย กลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของญี่ปุ่น ราคาปรับขึ้นกันถ้วนหน้า IHI Corp บริษัทผลิตเครื่องบินรบและยุทโธปกรณ์ทหาร ราคาพุ่งขึ้นเกือบ 10% Mitsubishi Heavy Industries ราคาเพิ่มขึ้นกว่า 9.2% Kawasaki Heavy Industries ราคาเพิ่มขึ้น 6.9% ใน เกาหลีใต้ หุ้นของ Hanwha Aerospace เพิ่มขึ้นกว่า 6%คุณฟาวาซ เชาดรี ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน Fulcrum Asset Management เปิดเผยว่า การโค่นอำนาจมาดูโรของสหรัฐฯส่งสัญญาณชัดเจนถึงการเปลี่ยนโฉมของภูมิรัฐศาสตร์โลก เมื่อ ประธานาธิบดีทรัมป์ หยิบยก “หลักการมอนโร” ขึ้นมา เขากำลังพูดถึง การควบคุมพื้นที่ใกล้เคียงในทวีปอเมริกาด้วยอำนาจแข็ง (Hard Power) ผ่านศักยภาพทางทหาร เรากำลังพูดถึงโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคใหม่ ยุคที่“อำนาจแข็ง” (Hard Power) และกำลังทหารจะถูกใช้เพื่อเข้าควบคุม ซึ่งเป็นแนวนโยบายที่แตกต่างจากที่ผ่านมา เขาคาดว่าแนวทางนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯจะแข็งกร้าวขึ้นมากกว่านี้ และ จะนำไปสู่การเสริมกำลังทหารของยุโรป และ การเสริมกำลังทหารของเอเชีย ในระยะยาว “หุ้นกลุ่มกลาโหม” จะยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องสิ่งที่ ประธานาธิบดีทรัมป์ กระทำในเวเนซุเอลา ยิ่งตอกย้ำแนวโน้มนี้ นั่นคือ ค่าใช้จ่ายด้านการทหารที่มากขึ้นGlobal Firepower ได้จัดอันดับประเทศที่มีค่าใช้จ่ายด้านการทหารทั่วโลก 145 ประเทศในปี 2025 ประเทศที่ใช้งบการทหารมากที่สุด อันดับ 1 สหรัฐฯ 895,000 ล้านดอลลาร์ (28.64 ล้านล้านบาท) อันดับ 2 จีน 266,850 ล้านดอลลาร์ (8.54 ล้านล้านบาท) อันดับ 3 รัสเซีย 126,000 ล้านดอลลาร์ (4.03 ล้านล้านบาท) อันดับ 4 อินเดีย 75,000 ล้านดอลลาร์ อันดับ 5 ซาอุดีอาระเบีย 74,760 ล้านดอลลาร์ และ ยูเครน ประเทศยากจนที่ทำสงครามมานานเกือบ 4 ปีแล้ว ปี 2025 ใช้เงินทำสงครามไปแล้วกว่า 53,700 ล้านดอลลาร์ ปี 2026 คาดว่าจะต้องใช้เงินทำสงครามสูงถึง 120,000 ล้านดอลลาร์เกมนี้ เซเลนสกี คงต้องขายประเทศยูเครนเพื่อเอาเงินมาทำสงครามประเทศไทย ก็ไม่น้อยหน้า อยู่อันดับ 45 ใช้งบประมาณกว่า 5,887.88 ล้านดอลลาร์ ราว 190,000 ล้านบาท ติด 1 ใน 5 ประเทศอาเซียนที่มีค่าใช้จ่ายด้านกลาโหมสูงสุด สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ไทย เวียดนาม และฟิลิปปินส์มีประเด็นที่น่าสนใจด้านอุตสาหกรรมอาวุธของไทยก็คือ “รายงานการศึกษาขีดความสามารถอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยปี 2567” ของ วุฒิสภา ที่เผยแพร่เมื่อต้นปีที่แล้วพบว่า อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง จาก 20,000 ล้านบาท ในปี 2558 เพิ่มเป็น 50,000 ล้านบาทในปี 2567 คิดเป็นอัตราการเติบโต 150% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยภาคเอกชนไทยมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศอย่างมากผมคิดว่า BOI ควรจะหันมา “ส่งเสริมอุตสาหกรรมทหารในประเทศ” เพื่อผลิตใช้เองและส่งออก ดีกว่าการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ไม่เอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาจำนวนมากไทยมี อู่ต่อเรือรบ หลายบริษัท เช่น มาร์ซัน มารีนโกลด์ แต่กองทัพเรือกลับไปซื้อต่างประเทศ แทนที่จะส่งเสริมอู่ต่อเรือไทยให้เก่งขึ้น ยานเกราะล้อยาง ไทยก็ผลิตได้ ชัยเสรี อินเตอร์กรุ๊ป ผลิตขายต่างประเทศหลายสิบปีแล้ว อาวุธปืนไทยก็ผลิตเองได้ ผมคิดว่า กองทัพไทยควรส่งเสริมบริษัทผลิตอาวุธไทยอย่างจริงจัง เพื่อพึ่งพาตนเองได้ในยามศึก แทนที่จะซื้อจากต่างประเทศ มีแต่ “รถถัง” ที่ไทยยังผลิตเองไม่ได้ ถ้ากองทัพและรัฐบาลช่วยกันส่งเสริมจริงจัง ผมเชื่อว่าบริษัทไทยมีศักยภาพผลิตได้แน่นอน.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม