ก่อนจะเข้าสู่เรื่องราวที่ผมตั้งใจเขียนถึงและพาดหัวคอลัมน์เอาไว้วันนี้ ผมขอแสดงความคิดเห็นกรณีประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แสดงบทบาท “นักเลงโต” ส่งทหารเข้าจับกุมและนำตัวประธานาธิบดีเวเนซุเอลาและภริยามาดำเนินคดีที่นิวยอร์ก ตามข้อกล่าวหาต่างๆที่สหรัฐฯตั้งขึ้นขอย้ำว่าผม “ไม่เห็นด้วย” กับการกระทำของสหรัฐฯ และ “เห็นด้วย” กับจีน รัสเซีย อิหร่าน ฯลฯ รวมทั้ง นางกมลา แฮร์ริส อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯสมัยที่แล้ว ที่ออกมาประณามและตำหนิติติงการบุกเข้าชิงตัวประธานาธิบดีเวเนซุเอลาและภริยาด้วยการละเมิดอธิปไตยของเวเนซุเอลาอย่างจงใจขอฝากไปถึงคุณทรัมป์และรัฐบาลสหรัฐฯอย่างย่อๆเพียงแค่นี้แหละ...หวังว่าคงไม่มีใครที่ไหนสติแตกเสนอท่านเข้ารับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปีหน้าอีกนะครับกลับมาที่หัวข้อที่ผมพาดหัวคอลัมน์ไว้ซึ่งสรุปข้อใหญ่ใจความได้ว่ามีสื่อนอกบางสำนักออกมาวิเคราะห์เศรษฐกิจของอาเซียนพร้อมกับฟันธงว่าขนาดเศรษฐกิจของเวียดนามจะแซงประเทศไทยของเราภายในปีนี้ (2026 หรือ 2569) นี่แหละ...หรืออย่างช้าก็อาจจะเป็นปีถัดไปสื่อนอกสำนักนี้ก็คือ Nikkei Asia จากญี่ปุ่นที่เน้นการรายงานข่าวสารบทวิเคราะห์เชิงลึกและข้อมูลเศรษฐกิจการเงินเทคโนโลยีและการเมืองทั่วทวีปเอเชีย...โดยรายงานเป็นภาษาอังกฤษทั้งในรูปแบบเว็บไซต์และนิตยสารรายสัปดาห์ว่ากันว่าเป็นสื่อที่ได้รับความเชื่อถือในระดับค่อนข้างสูงของ วงการนักธุรกิจและเศรษฐกิจในเอเชียสำนักหนึ่ง Nikkei Asia รายงานว่าเวียดนามกำลังเร่งเครื่องพัฒนาประเทศอย่างหนักและทุกอย่างก็เป็นไปตามแผนที่วางไว้ โดยเฉพาะในปี 2025 หรือ 2568 ที่ผ่านมาหมาดๆคาดว่า GDP ที่แท้จริง จะขยายตัวประมาณ 8 เปอร์เซ็นต์ และตั้งเป้าไว้ที่ 10 เปอร์เซ็นต์ในปี 2026 หรือปี 2569 เป็นต้นไป แม้หลายๆฝ่ายจะทักท้วงว่าเป็นเป้าหมายที่สูงเกินจริงหรือไม่?แต่นายกรัฐมนตรีเวียดนาม นาย ฝ่าม มินห์ ชินห์ ก็ให้สัมภาษณ์อย่างเชื่อมั่นว่าการเติบโตด้วยตัวเลข 2 หลักของประเทศท่านเป็นเรื่องที่เป็นไปได้เพราะมีโครงการพื้นฐานใหญ่ที่เป็นหลักๆอยู่หลายโครงการ รวมทั้งโครงการสร้างสนามบินแห่งใหม่ ใกล้โฮจิมินห์ ซิตี้ ที่ใกล้แล้วเสร็จพร้อมเปิดใช้ และโครงการรถไฟสายเหนือที่ได้รับการสนับสนุนจากจีนNikkei วิเคราะห์ด้วยว่าสำหรับไทยเราน่าห่วงมากจากการคาดการณ์ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ประมาณไว้ว่าปี 2569 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพียง 1.5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ลดลงจากปี 2568 ราวๆ 0.5 เปอร์เซ็นต์ และยังมีปัจจัยกดดันด้านลบที่รุมเร้า เช่น หนี้ครัวเรือนสูง กำลังซื้อ และการบริโภคในประเทศชะลอตัวลงนอกจากนี้ภาคการผลิตก็ยังถดถอย อันเป็นผลพวงจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ทำให้ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น หรือ Suzuki ตัดสินใจยุติการผลิตรถยนต์ 4 ล้อ ในไทย ส่วน Honda ก็ลด กำลังผลิตลงสื่อดังญี่ปุ่นสำนักนี้ยังพยากรณ์อีกว่าการท่องเที่ยวไทยแม้จะดีขึ้นแต่ก็ยังไม่คึกคักเท่ายุคก่อน และซํ้าร้ายยังมีปัญหาปมขัดแย้งกับกัมพูชามาซํ้าเติมวิกฤติอีกส่วนหนึ่งด้วยทั้งหมดนี้คือข้อมูลของทั้ง 2 ประเทศที่ Nikkei นำมาใช้วิเคราะห์และฟันธงว่าขนาดเศรษฐกิจเวียดนามจะแซงขนาดเศรษฐกิจของประเทศไทยจากที่ 4 ขึ้นเป็นที่ 3 ของอาเซียนภายในปีนี้ หรืออย่างยืดเยื้อก็ไม่เกินปีหน้าเนื่องจากเนื้อที่หมดเสียแล้ว ขออนุญาตนำบทวิเคราะห์ของสื่อญี่ปุ่นมารายงานไปพลางๆก่อน...พรุ่งนี้ค่อยแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมนะครับว่าผมเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร?“ซูม”คลิกอ่านคอลัมน์ “เหะหะพาที” เพิ่มเติม