คุณเทพชู ทับทอง เขียนเรื่อง “โรงฉ้อทาน และขนมจีนน้ำยา” ไว้ในหนังสือมหัศจรรย์เมืองไทยในอดีต (สุวิีริยาสาส์น พิมพ์ พ.ศ. 2546) เห็นแค่ชื่อก็ต้องอ่าน โรงฉ้อทาน โรงอะไร และเมื่อไปถึงน้ำยา...ก็ต้อง อือ! ฮือ! ไม่อ่านก็ไม่รู้เลย นี่คือ “ขนมระดับมหาอำนาจ” นั่นเทียวเทพชู ทับทอง เริ่มต้นว่า ขนมจีนวันนี้มีทั้งทำจากแป้งสด และแป้งหมัก แป้งสดเส้นมีสีขาวน่ากิน แต่บูดง่าย เส้นเป็นสีคล้ำ แต่บูดยากกว่า ส่วนน้ำยาเป็นแกงชนิดหนึ่งของคนมอญและคนไทย ที่ใส่กระชายมากๆ ใช้เนื้อปลาโขลกตำให้ละเอียดปนเข้าไปกับเนื้อแกงโบราณนิยมใช้ปลาช่อน เพราะเป็นปลามีรสดี ตัวใหญ่ ก้างน้อย มีมากหาง่าย และราคาถูก แต่สมัยใหม่ เนื่องจากปลาช่อนราคาแพง จึงเอาปลาทะเล เช่น ปลาแดง ปลาทู ซึี่งราคาถูกมาทำแทน ก็มีรสชาติดีเช่นเดียวกันข้อด้อยที่คนไม่ทำไม่รู้ ก็คือ เนื้อน้ำยาปลาทะเลไม่ค่อยฟูหม้อน้ำยามาพร้อมกับขนมจีนของชาวมอญ เรียก “น้ำยา” ก็เพราะเครื่องปรุงประกอบด้วยสมุนไพรหลายชนิดมีบันทึกไว้...ในจดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี ตอนฉลองวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อในรัชกาลที่ 1 ว่า โปรดเกล้าฯให้เกณฑ์เจ้านาย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ ฯลฯข้าราชบริพารชั้นผู้ใหญ่ผู้น้อย ทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน ทำสำรับคาวหวาน ตั้งโรงฉ้อทานเลี้ยงสมณะ ชี พราหมณ์ ข้าราชการ และราษฎร และอาหารที่เลี้ยงมีขนมจีนน้ำยา แต่สมัยนั้นเรียกน้ำยาขนมจีนเหมือนชาวมอญมีเฉลยคำ โรงฉ้อทาน เป็นธรรมแต่โบราณ โรงฉ้อทาน ที่ปลูกในงานฉลองวัดกระแก้ว มีด้วยกัน 6 โรง โรงหน้าวัดมหาธาตุ เจ้าครอกใหญ่วังหลัง ชายากรมพระราชวังหลัง โรงท่าพระกรมหมื่นนรินทรพิทักษ์ โรงรองงาน เจ้าพระยาศรีธรรมาธิราช โรงสีตะพานช้าง เจ้าพระยามหาเสนา โรงตะพานตรงหน้าวัง เจ้าพระยาธรรมา (สด) โรงหอกลอง พระยาโกษาธิบดี (กุน)คำโรงฉ้อทาน 6 โรง เอาคำ ฉ...บาลี แปลว่า หกมานำหน้า แต่คนสมัยนั้น นิยมอ่าน ฉอ...เป็นฉ้อ ถึงสมัย ร.4 เมื่อทรงสดับ สมเด็จพุฒาจารย์โต วัดระฆัง เทศน์ถวาย คำ ฉศก ที่อ่านฉ้อศก เป็นฉอศก ทรงถูกพระทัย ถวายกัณฑ์เทศน์เพิ่มอีก 2 ตำลึงมาถึงเรื่องโรงน้ำยา มีบันทึกโรงทำน้ำยา เจ้าคุณข้างใน (พวกเจ้าจอมหม่อมห้าม) ปลูกที่ริมกำแพงออกประตูสวัสดิโสภา ขื่อ 7 ศอก ยาว 7 ห้อง มีฝาไลพื้นหน้า หลังกั้นฝาตีรั้วล้อมรอบ เจ้าคุณข้างในเบิกข้าวทำขนมจีนวันละเกวียนในการณ์ครั้งนี้ ได้เกณฑ์ให้ทำสำรับกับข้าวเลี้ยงพระวันละเกือบพันรูป เป็นเวลา 3 วัน ให้ทำกระจาดใส่กระทงคาวหวาน ของคาว 11 อย่าง ของหวาน 10 อย่าง สำหรับถวายพระสงฆ์เช้าเพล 3 วันส่วนโรงฉ้อทานให้เกณฑ์เลี้ยงพระสงฆ์สามเณรเถรชีพราหมณ์อาณาประชาราษฎร์ถึง 10 วันในสมัย ร.2 มีร่างหมายเกณฑ์ตั้งศาลาฉ้อทาน คราวถวายพระเพลิงกรมพระราชวังบวร ถึง 5 แห่ง สำรับเลี้ยงพระสงฆ์เกือบ 2 หมื่นสำรับ ข้าวขาวและข้าวแดงกว่า 500 ถัง ส่วนขนมจีนถึง 50 ถัง สำหรับน้ำยามีจำนวนถึง 38 นางเลิ้ง“นางเลิ้ง” ฟังเป็นคำแปลกหู คำแปลที่จริงก็คือ “ตุ่ม”สมัย 8-9 สิบปีที่แล้ว มีคำร้องถึงวันนี้ยังพอมีคนจำได้...ขนมจีนแม่วัลลา น้ำยาพระอภัย ถั่วงอกเสาวคนธ์ พริกป่นสหัสชัย มาร้องลิ้มชิมรส จะลองชิมจนหมดก็ตามใจ จะมาเมื่อไหร่ไม่รู้เอย...เรื่องน้ำยาและโรงฉ้อทาน ที่คุณเทพชูบันทึกไว้...ยืนยันว่า “น้ำยา” เป็นอาหารนิยมระดับแสดงอำนาจของเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ ใครผู้ใดบารมีมากไม่พอ จัดเลี้ยงเต็มที่ไม่ได้จึงเป็นที่มาของสำนวน “ไม่มีน้ำยา”บทสนทนาตัวอย่างของชาวบ้านวันนี้ งานรบเขมรรอบนี้ รัฐบาลไม่มีน้ำยา ที่จริงชาวบ้านก็รู้ว่า ขนาดตัวนายกฯ ตัวพ่อนายกฯ ยังเอาตัว แทบไม่รอด แล้วจะมีเรี่ยวแรงแบกบ้านเมืองเอาไว้ได้ยังไง?ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า รอบนี้เข้าทางทหาร...เวรกรรม 8–9 ปีมาแล้ว ยังไม่ทันหายเบื่อกันเลย.กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม