คณะทูต ทูตทหารและ ผช.ทูตทหาร น้ำตาคลอสุดสะเทือนใจและเห็นใจไทยหลังกองทัพบกพาลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษและอุบลราชธานี รับฟังข้อเท็จจริงจากชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ จากการที่กัมพูชาเปิดศึกยิงถล่มใส่ไทย ลูกสาวเจ้าของปั๊มน้ำมัน ปตท. อ่านจดหมายเป็นภาษาอังกฤษเล่าความรู้สึกนาทีปั๊มโดนจรวดกัมพูชายิง ขณะที่เจ้าของปั๊มหลั่งน้ำตาเล่าเหตุการณ์นาทีเลวร้ายให้คณะทูตานุทูตฟังถึงข้อเท็จจริง เผย 1 ครอบครัวสามีถูกพรากชีวิตเมียลูกไปหมดขณะแวะเติมน้ำมันและเข้าไปซื้อของในร้านสะดวกซื้อ จากนั้นพาคณะดูจุดกัมพูชายิงถล่มโรงเรียน-โรงพยาบาล สต. เผยเหตุย้ายที่ประชุม GBC จากพนมเปญเป็นมาเลเซีย หวั่นกัมพูชามาป่วนไทยนำคณะทูตานุทูต อุปทูตและทูตทหาร กับผู้แทนสถานทูตจากหลายประเทศ พร้อมสื่อต่างประเทศและสื่อไทย ลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ดูข้อเท็จจริงให้เห็นกับตาเรื่องการสู้รบระหว่างไทย-กัมพูชา ที่มีขึ้นตั้งแต่เช้าวันที่ 24 ก.ค. โดยกัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดศึกโจมตีไทยก่อนแล้วตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จโกหกชาวโลกกล่าวหาไทยเป็นฝ่ายเริ่มก่อนนั้นทบ.นำคณะทูตดูสถานที่กัมพูชาโจมตีที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 1 ส.ค. พล.ท.อานุภาพ ศิริมณฑล รองเสนาธิการทหารบก พล.อ.ท.ณรัฐ บุญประเสริฐ เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ (จก.กร.ทอ.) นายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ พล.ต.นฤดล สุขมา เจ้ากรมจเรทหารบก ในฐานะผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริง พล.ต.ประเสริฐ หมวดเชียงคะ ผู้อำนวยการสำนักวิเทศสัมพันธ์ นำคณะเอกอัครราชทูต ผู้ช่วยทูตทหาร 23 ประเทศและสื่อมวลชน ทั้งต่างชาติและไทยลงพื้นที่สังเกตการณ์บ้านเรือนของพลเรือน โรงพยาบาล ที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีของกัมพูชา พร้อมรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของฝ่ายกัมพูชาผช.ทูตทหาร 23 ชาติร่วมจับเท็จกัมพูชาสำหรับเอกอัครราชทูต 3 ประเทศ ได้แก่ บรูไน ญี่ปุ่น เมียนมา ระดับอุปทูต 3 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย สปป.ลาว อินโดนีเซีย ผู้แทนทางการทูตระดับต่างๆ 5 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐฯ สิงคโปร์ จีน เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ผู้ช่วยทูตทหาร รวม 23 ประเทศ ได้แก่ 1.จีน 2.มาเลเซีย 3.ปากีสถาน 4.เกาหลีใต้ 5.รัสเซีย 6.สิงคโปร์ 7.เยอรมนี 8.อินเดีย 9.สปป.ลาว 10.แคนาดา 11.ฝรั่งเศส 12.สหรัฐอเมริกา 13.ฟิลิปปินส์ 14.ญี่ปุ่น 15.เวียดนาม 16.อิตาลี 17.เนเธอร์แลนด์ 18.อินโดนีเซีย 19.สวีเดน 20. สวิตเซอร์แลนด์ 21.บรูไน 22.ทูร์เคีย และ 23. สหราชอาณาจักร นอกจากนี้ยังมีสื่อมวลชนไทย-ต่างประเทศ รวม 57 คน จาก 27 สำนักข่าว สื่อไทย สื่อ ตปท.ร่วมสังเกตการณ์พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงการลงพื้นที่ว่า วันนี้พาเอกอัครราชทูต อุปทูต ทูตทหาร สื่อต่างประเทศ รวมทั้งสื่อไทยในพื้นที่ รวมเกือบ 200 คน ลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ดูเรื่องหลักๆ คือผลกระทบจากการใช้อาวุธทหารกัมพูชามาที่เป้าหมายพลเรือน ได้แก่ โรงพยาบาล โรงเรียน ปั๊มน้ำมัน ร้านสะดวกซื้อ และปิดท้ายไปที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวว่ามีประชาชนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องได้รับผลกระทบขนาดไหน เอกอัครราชทูต อุปทูต ทูตทหาร และสื่อต่างประเทศจะได้เห็น และเป็นโอกาสดีที่จะได้สื่อสารไปในระดับสากล เป้าหมายหลักของเราเน้นเรื่องข้อเท็จจริง อาจไม่เหมือนฝั่งกัมพูชา โดยเฉพาะสถานที่หรือจุดที่เราไปทั้งหมด เป็นจุดเกิดเหตุที่เกิดขึ้นจริง แต่ละจุดเหล่านั้นค่อนข้างห่างจากพื้นที่การสู้รบหลายสิบกิโลเมตร โดยต่างประเทศที่ไปสังเกตดู ทุกคนยังพูดถึงกองทัพบกที่ได้ออกมาชี้แจง ได้ให้กำลังใจกันเป็นการส่วนตัวว่า เราสามารถตอบสนองต่อข่าวได้เร็วมาก ทุกคนน่าจะมีความเห็นตรงกันในเรื่องนี้ส่งกลับ 2 เชลยให้คำสัตย์จะไม่รบไทยอีกต่อมาเวลา 10.30 น. หน่วยงานความมั่นคง และเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง จ.สุรินทร์ ได้ส่งมอบผู้ถูกควบคุมตัวที่เป็นทหารกัมพูชาตกค้างในดินแดนไทยระหว่างการสู้รบ วันที่ 24-29 ก.ค. จำนวน 2 นาย คือ ส.อ.มอม ริทธี ที่ได้รับบาดเจ็บแขนหัก มีบาดแผลเน่าที่สะโพกด้านขวา เป็นรูขนาดใหญ่ หลังจากรับตัวได้ทำการรักษาขั้นต้น และว่าที่ ร.ต.อาง เอื้อง มีอาการทางจิต คาดว่าเกิดจากความ เครียดจากการสู้รบ ผู้เชี่ยวชาญประเมินแล้ว เจ้าตัวมีภาวะเสี่ยงหากไม่ได้รับการดูแลจากครอบครัว ก่อน ส่งกลับได้รับการบำบัดขั้นต้นจนสามารถดูแลตัวเองได้ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนได้ดำเนินการตามอนุสัญญา เจนีวา หลักสากลตามกฎหมายระหว่างประเทศ ในการ คุ้มครองผู้ที่ถูกควบคุมตัวให้ได้รับการปฏิบัติอย่างมีมนุษยธรรม มีการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ป้องกันการ ทรมานและอุ้มหาย และ พ.ร.บ.คนเข้าเมืองอย่างครบถ้วน การส่งตัวทหารที่ถูกควบคุมตัวทั้งสองคนกลับสู่มาตุภูมิ แม้จะเป็นการส่งตัวตามหลักมนุษยธรรม แต่ทั้งสองได้ให้คำสัตย์สาบานว่าจะไม่เข้าทำการรบ กับฝ่ายไทยอีกไม่ว่ากรณีใดๆก็ตามไทยแจงคณะทูตกัมพูชาเริ่มยิงก่อนเวลา 11.00 น. ที่มณฑลทหารบกที่ 22 ค่าย สรรพสิทธิประสงค์ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก นายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วย รมว.ต่างประเทศ และ พล.ต.นรธิป โพยนอก รองแม่ทัพภาคที่ 2 ร่วมชี้แจงสถานการณ์ความขัดแย้ง ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ต่อคณะทูตทหารและสื่อต่างประเทศ มีเนื้อหาสรุปลำดับเหตุการณ์และข้อเท็จจริงว่า ตั้งแต่ต้นปี 2568 ฝ่ายกัมพูชาดำเนินการยั่วยุสร้างความตึงเครียดด้วยกิจกรรมทาง ทหารและพลเรือน ลำดับเหตุการณ์ที่สำคัญ อาทิ 13 ก.พ. มีการพานักท่องเที่ยวขึ้นมาร้องเพลงปลุกใจ ในพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม วันที่ 28 ก.พ. เผาศาลาตรีมุข ห้วงเดือน มี.ค.-เม.ย. ทหารกัมพูชาดัดแปลงภูมิประเทศบริเวณแนวชายแดน วันที่ 28 พ.ค. กัมพูชา เริ่มเปิดฉากการยิง (Skirmish) ระหว่างหน่วยในพื้นที่ ห้วงเดือน ก.ค. ทหารกัมพูชารุกล้ำเข้ามาลักลอบวางทุ่นระเบิดสังหารในเขตแดนไทย ทำให้ทหาร ไทยได้รับบาดเจ็บสูญเสียขาจากทุ่นระเบิดสังหาร ฝ่ายไทยจึงใช้มาตรการควบคุมชายแดนบริเวณปราสาท ตามแนวชายแดนพุ่งเป้าหมายพลเรือนไทยแค่ป้องกันตัวคณะแถลงระบุอีกว่า วันที่ 24 ก.ค. ทหารกัมพูชา เริ่มยิงใส่ทหารไทยที่ประจำที่ปราสาทตาเมือนธมก่อน จนนำไปสู่การปะทะกัน ฝ่ายกัมพูชายกระดับเป็นการ ใช้กำลังรบและอาวุธยิงสนับสนุน ปืนใหญ่ จรวดหลาย ลำกล้อง BM-21 โจมตีฝ่ายไทยตลอดแนวชายแดน จงใจยิงเป้าหมายพลเรือน ห่างชายแดน 10-30 กม. อาทิ โรงพยาบาลพนมดงรัก จ.สุรินทร์ ปั๊มน้ำมัน PTT บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ร้านค้าสะดวกซื้อ 7-11 บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ โรงเรียนใน จ.สุรินทร์ และศรีสะเกษ บ้านเรือนราษฎร เช่น หมู่บ้านกรวด บ้านกุดเชียง ในพื้นที่ จ.สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษและอุบลราชธานี ทำให้พลเรือนบาดเจ็บ 36 ราย เสียชีวิต 15 ราย ผู้เสียชีวิต 1 ในนั้นเป็นเด็กอายุเพียง 8 ปี มีราษฎรต้องอพยพมากกว่า 150,000 คน การ ตอบโต้ของฝ่ายไทย ภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ ภายใต้หลักการแห่งการป้องกันตนเอง ภายใต้ หลักความจำเป็นและความได้สัดส่วน มีเป้าหมายเพียงเพื่อยับยั้งภัยคุกคาม ลดการสูญเสียของพลเรือน รักษาเสถียรภาพของอธิปไตยแห่งชาติซัดละเมิดข้อตกลงหยุดยิงเพิ่มกำลังใช้โดรนคณะแถลงยังระบุอีกว่า สถานการณ์ปัจจุบันกัมพูชายังคงดำเนินการทางทหาร หลังจากมีการเจรจา ข้อตกลงหยุดยิงที่มาเลเซีย เมื่อวันที่ 28 ก.ค. เวลา หลังเที่ยงคืน ฝ่ายกัมพูชาได้ละเมิดข้อตกลงการหยุดยิง ในหลายพื้นที่ จนถึงวันที่ 30 ก.ค. เวลา 05.10 น. และเมื่อวันที่ 31 ก.ค. ตรวจพบทหารกัมพูชาเพิ่มเติมกำลังในพื้นที่ตลอดแนวชายแดนไทย การใช้อากาศยานไร้คนขับของฝ่ายกัมพูชาบินตรวจการณ์ในพื้นที่ตอนใน ของฝ่ายไทยอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ กัมพูชายัง บิดเบือนข้อมูล กล่าวหาว่าไทยรุกรานกัมพูชาและ ละเมิดกติกาสหประชาชาติ ข้อเท็จจริงประเทศไทยเป็น รัฐสมาชิกสหประชาชาติที่เคารพในกฎบัตรสหประชาชาติ อย่างเคร่งครัด การปฏิบัติของฝ่ายไทยเป็นการป้องกัน ตนเองอย่างจำเป็น มีหลักฐานชัดเจนว่ากำลังฝ่ายกัมพูชา เคลื่อนกำลังเข้ามาในเขตแดนของไทยหลายครั้ง พร้อมใช้อาวุธโจมตีเป้าหมายของฝ่ายไทย โดยเฉพาะเป้าหมายพลเรือน นอกจากนี้ยังกล่าวหาว่าการใช้ ระเบิดเคมี ที่เป็นคำกล่าวหาที่ร้ายแรงไร้มูลความจริง โดยสิ้นเชิง การที่ไทยใช้เครื่องบิน F-16 และอาวุธ หนักจำนวนมากนั้น ข้อเท็จจริงอาวุธทั้งหมดที่ใช้ในการตอบโต้มีความเหมาะสมตามสัดส่วนเพื่อสกัดการรุกล้ำของฝ่ายกัมพูชาในการแถลงยังระบุด้วยว่า กองทัพขอเน้นย้ำว่า การปะทะระหว่างไทยกับกัมพูชา ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้เริ่มยิงก่อน โดยอาวุธระยะไกลยิงต่อเป้าหมายพลเรือน ทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของพลเรือนที่ยอมรับไม่ได้ หลังจากที่มีการเจรจาตกลงหยุดยิงแล้ว แต่ฝ่ายกัมพูชายังละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้นกัมพูชาเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารบิดเบือนข้อมูลอย่างเป็นระบบ ขอให้ประชาคมระหว่างประเทศร่วมติดตามสถานการณ์ด้วยความเข้าใจ และร่วมกันผลักดันให้มีการเจรจาทวิภาคี เพื่อแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีเจ้าของปั๊มเล่านาทีสะเทือนใจให้ทูตฟังหลังฟังบรรยายสรุปเสร็จ คณะทั้งหมดได้ลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ดูความเสียหาย เริ่มจากร้านสะดวกซื้อภายในปั๊มน้ำมัน ปตท.บ้านน้ำเย็น ต.เมือง อ.กันทรลักษ์ ที่ทหารกัมพูชาเหิมเกริมใช้เครื่องยิงจรวด BM-21 ยิงใส่ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย บาดเจ็บ 10 ราย โดยเจ้าของร้านสะดวกซื้อซึ่งเป็นเจ้าของปั๊มน้ำมันด้วย คือ น.ส.กมนรัตน์ พลเศรษฐเลิศได้ร่ำไห้กล่าวบรรยายให้คณะทูตานุทูต ฯลฯ ฟังถึงวันเกิดเหตุการณ์ ที่คร่าชีวิตประชาชนไทยที่กำลังใช้ชีวิตอย่างปกติสุขอยู่ในปั๊มน้ำมันและซื้อของในร้านสะดวกซื้อ กลับถูกคร่าชีวิตไปอย่างสุดสะเทือนใจ รวมทั้งหมด 8 ศพ มี 1 ครอบครัวต้องสูญเสียเมียลูกไปหมดทุกคน โดยการชี้แจงให้คณะทั้งหมดฟังครั้งนี้มีการนำภาพผู้เสียชีวิตทั้งหมดมายืนยันแก่คณะทูตานุทูตได้ประจักษ์ในความจริงว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายยิงถล่มไทยอย่างรุนแรง จนประชาชนไทยเสียชีวิตอย่างน่าเศร้าลูกสาวเจ้าของปั๊มเล่านาทีระเบิดลงปั๊มผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ระหว่างการนำคณะทูต ทูตทหาร และสื่อมวลชนลงพื้นที่ดูความเสียหายบริเวณร้านสะดวกซื้อ ในสถานีบริการน้ำมัน ปตท.บ้านน้ำเย็น ต.เมือง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ลูกสาวของน.ส.กมนรัตน์ เจ้าของปั๊มน้ำมัน ได้เขียนจดหมายเป็นภาษาอังกฤษ บอกเล่าความรู้สึกขณะเกิดเหตุให้แก่คณะทูตและสื่อมวลชนฟัง ระบุว่า “ฉันเป็นลูกสาวเจ้าของปั๊มน้ำมันแห่งนี้ และได้อยู่ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะที่ลูกระเบิดตกลงมาในร้าน 7-11 ขณะนั้นฉันอยู่ในร้านคาเฟ่อเมซอน ที่อยู่ห่างจากร้าน 7-11 ประมาณ 20 เมตร กำลังนั่งอยู่ที่เคาน์เตอร์กับพนักงานคนอื่น ทั้งสะเก็ดระเบิดและแรงระเบิดปลิวมาถึงร้านที่นั่งอยู่ ก่อนหน้านี้ร้านแห่งนี้เคยมีคนมาใช้บริการจำนวนมาก แต่การสู้รบระหว่างไทย-กัมพูชา ทำให้ตอนนี้ไม่มีใครมาร้านเลย จึงทำให้ภายในร้านไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ หลังจากที่ฉันและพนักงานได้ยินเสียงระเบิด พวกเรารีบวิ่งออกมาจากร้านทันที ทำให้ฉันได้เห็นกลุ่มควันขนาดใหญ่พวยพุ่งขึ้นมา หลังจากนั้นประมาณ 2 นาที แม่และป้าของฉันก็รีบขี่รถจักรยานยนต์มารับฉันออกจากที่เกิดเหตุทันที พร้อมกันนั้น แม่ก็ได้ตะโกนบอกกับคนที่อยู่รอบบริเวณปั๊มน้ำมันด้วยว่าให้รีบหนีไป”เก็บหลักฐานกัมพูชาถล่ม รพ.พลเรือน–รพ.รัฐต่อมาคณะทูต ทูตทหารและผู้ช่วยทูตทหารพร้อมสื่อมวลชนต่างชาติและสื่อไทย เดินทางไปยัง รพ.ส่งเสริมสุขภาพตำบล บ้านซำเม็ง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ หนึ่งในจุดที่ถูกทหารกัมพูชายิงปืนใหญ่และยิงจรวด BM-21 ถล่มใส่เมื่อวันที่ 26 ก.ค. เสียหายหนักจนไม่สามารถเปิดให้บริการได้ คณะทูตทั้งหมดรวมทั้งสื่อมวลชนได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ รพ. ผู้นำชุมชน รวมถึงชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ จากนั้นคณะเดินทางไปเยี่ยมประชาชนที่ศูนย์พักพิง อ.กันทรลักษ์ ดูความเป็นอยู่หลังได้รับความเดือดร้อนจากที่กัมพูชายิงปืนใหญ่และเครื่องยิงจรวดบีเอ็ม-21 (BM-21) เข้ามาในพื้นที่พลเรือนทำให้ต้องอพยพมาอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย และไปดู รพ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ที่ทหารกัมพูชาถล่มยิงจนเสียหายหนัก เป็นการกระทำเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม ซึ่งคณะทูตได้เก็บภาพและรับฟังเสียงจากผู้เสียหายเพื่อเป็นหลักฐานพยานแสดงถึงการกระทำอันละเมิดอย่างร้ายแรงของกัมพูชา ในหลวง–ราชินี พระราชทานนมกล่องวันเดียวกันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้นายปิยะ ปิจนำ ผวจ.บุรีรัมย์ นำนมกล่อง UHT จำนวน 300 ลัง รวม 10,800 กล่อง แจกจ่ายให้กับเด็ก คนชราและผู้อพยพหนีภัยในศูนย์พักพิงของศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์ รพ.บุรีรัมย์ ทั้งนี้ บริษัทอุตสาหกรรมไทย จำกัด ได้น้อมเกล้าฯ ถวายนม UHT สำหรับเด็ก 1,500 ลัง รวม 54,000 กล่อง แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 เพื่อพระราชทานตามอัธยาศัย โอกาสนี้ ได้พระราชทานให้กับผู้อพยพใน 4 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา นอกจากนี้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ องค์ประธานกองทุน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ได้ประทานเงินให้ จ.บุรีรัมย์ นำไปช่วยเหลือกำลังพลทหารและราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ จำนวน 5 แสนบาทด้วยแจงย้ายที่ประชุมจีบีซีหวั่นกัมพูชาปั่น ปชช.ที่ทำเนียบรัฐบาล ช่วงเช้า พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ผอ.ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุม สมช. ถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (จีบีซี) ที่ไทยขอเปลี่ยนสถานที่ประชุมจากกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชาไปที่ประเทศมาเลเซีย ในวันที่ 4-7 ส.ค.แทนว่า ทราบจากผู้ช่วยทูตทหารประจำกัมพูชาแจ้งกลับมาว่า กัมพูชาตอบรับแล้ว แจ้งไปว่ารัฐบาลกัมพูชาให้ข่าวที่ทำให้ประชาชนกัมพูชาเกลียดชังคนไทย การต้องไปประชุมหลายวันอาจเกิดความไม่เรียบร้อยได้ ผู้สื่อข่าวถามว่าสาเหตุที่เปลี่ยนสถานที่เป็นเพราะไม่ไว้ใจกัมพูชาใช่หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ไม่ใช่ไม่ไว้ใจกัมพูชา แต่เราไม่ไว้ใจสถานการณ์ ตอนนี้เขาปลุกปั่นทำให้คนกัมพูชาไม่เข้าใจคนไทยประชุม 4 วันถ้าไม่จบอาจขยายเวลาพล.อ.ณัฐพลกล่าวอีกว่า ลองคิดดูว่าระหว่างวันที่ 4-6 ส.ค. ฝ่ายเลขาฯของเราอยู่ที่นั่นจะเป็นอย่างไรเป็นห่วงทีมงาน จึงคิดว่าไม่เหมาะสม ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า เราอยู่ในช่วงเจรจาหยุดยิง ทำไมฝ่ายกัมพูชาจึงออกข่าวสร้างความไม่เข้าใจให้กับประชาชน ทั้งที่ฝ่ายเราพยายามยึดว่าความตึงเครียดที่เกิดจากรัฐบาลประชาชนไม่เกี่ยว เราจึงขอเปลี่ยนสถานที่เพื่อความเรียบร้อย เราประสานมาเลเซียแล้ว กัมพูชาตอบรับแล้ว ส่วนสาเหตุที่ขอขยายระยะเวลาประชุมจากวันเดียวเป็นสามวัน เพราะวาระที่เตรียมการไปหารือเวลาเพียงหนึ่งวันไม่น่าจะจบ หากประชุมวันที่ 4-7 ส.ค.ยังไม่จบ อาจต้องขยายเวลาหรือเลื่อนไปประชุมครั้งต่อไป เราคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติ ถ้าไม่เป็นไปตามที่กำหนดก็ต้องพิจารณาเลื่อนไปครั้งต่อไป จนกว่าจะได้ตามที่รัฐบาลมุ่งหมายอุบเป้าหมายลั่นทำดีที่สุดเมื่อถามว่าเป้าหมายที่เราจะไปยื่นต่อกัมพูชา รวมถึงสิ่งที่เราจะไม่ยอมรับจากกัมพูชามีอะไรบ้าง พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า หากพูดไปเขาจะทราบหมด เมื่อถามย้ำว่า ในการเจรจาจะหยิบยกพื้นที่ปราสาทตาควายมาคุยหรือไม่ พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า สิ่งที่ถามมานี้เป็นเรื่องที่ต้องขอไว้ก่อน อะไรตอบได้จะตอบ แต่บางเรื่องที่ตอบไปแล้วจะทำให้เราเสียเปรียบ ยืนยันว่าตั้งใจจะทำให้ดีที่สุด เพราะปัจจุบันเราอยู่ท่ามกลางความคาดหวังของประชาชน เลยเครียดว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนพอใจ เมื่อถามว่า การประชุมครั้งนี้จะมีผู้สังเกตการณ์เป็นจีนและสหรัฐ อเมริกาเหมือนครั้งที่ผ่านมาหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า คงไม่ใช่ ต้องหารือกับหน่วยที่เกี่ยวข้องก่อน เพราะเพิ่งทราบจากฝ่ายเลขาฯ ว่ามีการขอผู้สังเกต การณ์ครั้งนี้เป็นการประชุมแบบทวิภาคี เป็นกลไกปกติที่คุยสองประเทศ ต่างจากการเจรจาหยุดยิงเมื่อครั้งที่แล้วที่เป็นการไกล่เกลี่ย แต่ครั้งนี้เป็นการประชุมทวิภาคี ในเงื่อนไขการเจรจาครั้งที่ผ่านมาก็ไม่มีเรื่องนี้เตีย เซียฮา ตอบรับประชุม GBC ที่มาเลย์วันเดียวกัน สื่อทางการกัมพูชารายงานว่า พล.อ.เตีย เซยฮา รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กัมพูชา ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการตอบรับข้อเสนอของ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รักษาการ รมว.กลาโหมไทย เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ที่ประเทศมาเลเซีย และขยายเวลาหารือเป็น 4 วัน ระหว่างวันที่ 4-7 ส.ค. พร้อมเสนอให้มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา และจีน เข้าร่วมการ ประชุมในฐานะผู้สังเกตการณ์ เนื่องจากประเทศเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการไกล่เกลี่ย สนับสนุนข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกัมพูชาและไทย ลงนามกันที่เมืองปุตราจายา มาเลเซีย เมื่อวันที่ 28 ก.ค. นอกจากนี้ พล.อ.เตียได้ยืนยันว่ามาเลเซียพร้อมที่จะเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งนี้ไทยรัฐส่งของช่วย นร.-ร.ร.ในศรีสะเกษที่โกดัง 7 สำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ถนนวิภาวดีรังสิต กทม. เมื่อวันที่ 1 ส.ค. นายดำฤทธิ์ วิริยะกุล บรรณาธิการข่าวภูมิภาค นสพ.ไทยรัฐ และกรรมการมูลนิธิไทยรัฐ พร้อมด้วย น.ส.ปัณฑาทิพย์ มงคลศรี ผู้จัดการมูลนิธิไทยรัฐ และพนักงานไทยรัฐกรุ๊ป ช่วยกันขนถุงยังชีพบรรจุเครื่องอุปโภคบริโภค จำนวน 350 ถุง ข้าวสาร น้ำดื่ม นม ขนม กระดาษชำระ ไปให้ ร.ร.ไทยรัฐวิทยา ๒๗ ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ โดยรถขนส่ง บ.ไทยรัฐโลจิสติคส์ ออกเดินทางไปถึงปลายทางเช้าวันที่ 2 ส.ค. ส่งจุดรับของที่ ปั๊มน้ำมันบางจาก- หจก. ชัชวาลย์ ปิโตเลี่ยม 2020 สี่แยกบ้านจาน 145 หมู่บ้านสี่แยก หมู่ที่ 9 จานใหญ่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อแจกจ่ายนักเรียน บุคลากรโรงเรียน รวมทั้งโรงเรียนขนาดเล็กใกล้เคียงและชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา โดยการจัดซื้อสิ่งของที่ส่งไปช่วยดังกล่าว มาจากเงินที่มีผู้บริจาคผ่านมูลนิธิไทยรัฐ เพื่อนำไปจัดสิ่งของไปช่วยโรงเรียนและผู้ประสบภัยทูตนานาชาติสะเทือนใจเหตุยิงปั๊มน้ำมันผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ระหว่างที่คณะทูตานุทูต รวมทั้งทูตทหารจากนานาชาติรวม 23 ประเทศและสื่อมวลชนทั้งไทยทั้งต่างประเทศ ลงพื้นที่รับฟังข้อเท็จจริงเหตุการณ์ทหารกัมพูชายิงจรวด BM-21 ถล่มร้านสะดวกซื้อในปั๊มน้ำมัน ปตท.บ้านช่องเย็น ต.เมือง อ.กันทรลักษ์ และมีญาติผู้เสียชีวิตนำรูปถ่ายของผู้ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้มาเรียกร้องขอความยุติธรรมให้ครอบครัว หลายคนร่ำไห้เล่าเรื่องราวถึงนาทีจรวดถล่มร้านสะดวกซื้อจนพรากชีวิตบุคคลในครอบครัวไปอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว โดยเฉพาะนายคมสัน ประชัน ที่ต้องสูญเสียเมียลูกไปพร้อมกัน 3 คนในเหตุการณ์นี้ ขณะจอดรถเติมน้ำมันและเมียพาลูกไปซื้อขนมในร้านสะดวกซื้อ ขณะที่หลายคนที่อยู่ในบริเวณปั๊มได้รับบาดเจ็บจากจรวด ทำให้บรรดาทูตหลายท่านจากหลายประเทศ อาทิ ทูตจากประเทศบรูไน ทูตมาเลเซีย และทูตญี่ปุ่น ถึงกับมีน้ำตาคลอเบ้าด้วยความสะเทือนใจ พร้อมแสดงความเห็นใจและเสียใจกับญาติของผู้สูญเสีย ขณะเดียวกันได้มีหญิงสาวชาวบ้านคนหนึ่ง เล่าเหตุการณ์เป็นภาษาดัตช์ให้กับทูตเนเธอร์แลนด์ฟังด้วย เพื่อสื่อสารให้ประชาคมโลกได้รับทราบถึงการกระทำอันเลวร้ายของกัมพูชา จนได้รับเสียงชื่นชมจากโซเชียลหวังประชาคมโลกเห็นความจริงกับตากระทั่งเวลา 18.00 น. นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงที่ห้องประชุมนภาอาสน์ กองบิน 21 (บน.21) อ.เมืองอุบลราชธานี ถึงผลการพาคณะทูตและผู้ช่วยทูตทหารรวมกว่า 150 คน ลงพื้นที่ที่เกิดเหตุจริง ทั้งที่ร้านสะดวกซื้อในปั๊มน้ำมัน โรงพยาบาลและศูนย์พักพิงชั่วคราว วัตถุประสงค์เราตั้งใจให้ข้อเท็จจริงจากการลงพื้นที่ เป็นที่รับทราบในวงกว้าง ให้คนเหล่านี้ได้เห็นกับตา สะท้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเพื่อสื่อสารต่อชาวโลก ให้เห็นความเสียหายของบ้านเรือนประชาชน โรงพยาบาล โรงเรียน ที่กัมพูชาพุ่งเป้าโจมไปยังเป้าหมายที่ไม่ใช่เป้าหมายทางทหารละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ทำให้มีประชาชนเสียชีวิตและบาดเจ็บ ต้องอพยพไปยังศูนย์พักพิงกว่า 150,000 คน ได้พบปะพูดคุยกับผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง พลเรือนผู้บริสุทธิ์ได้รับผลกระทบด้านจิตใจ ทุกท่านต่างแสดงความขอบคุณรัฐบาลไทยที่จัดการลงพื้นที่ด้วยความจริงใจ เชื่อมั่นว่าสุดท้ายแล้วความจริงจะชนะทุกอย่างเผยนานาประเทศเข้าใจและเห็นใจไทยเมื่อถามว่าคณะทูตที่ไปแสดงท่าทีอะไรออกมาบ้าง นายนิกรเดชกล่าวว่า เขาไม่ได้แค่ขอบคุณ แต่เขาได้เห็นกับตาถึงความโหดร้ายที่เกิดขึ้นกับประชาชน ไม่เพียงแต่เห็นสถานที่ที่พังทลาย แต่เขาได้คุยกับญาติผู้เสียชีวิต ได้คุยกับประชาชนที่ต้องอพยพ ถามว่าเขารู้สึกอย่างไร บอกได้โดยไม่ขอระบุประเทศว่าเขาเห็นใจเรา ไม่มีเหตุผลอะไรที่คนเหล่านี้ต้องมาเป็นเหยื่อ เขาไม่เห็นประเด็นว่าทำไมไทยต้องเป็นผู้เริ่ม เป็นไปไม่ได้ เขาเห็นอกเห็นใจแสดงท่าทีสนับสนุนสิ่งที่ไทยทำ ชื่นชมในการดูแลประชาชนทั้งครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบและผู้อพยพ เมื่อถามว่าผลการลงพื้นที่ถือเป็นทิศทางที่ดีใช่หรือไม่ นายนิกรเดชกล่าวว่า เป็นทางที่ดีทั้งหมด ได้คุยกับท่านเหล่านั้น ท่านเห็นอกเห็นใจมากว่าเราเป็นเหยื่อ ชัดเจนมากว่าล้ำมาในประเทศไทยเกือบ 30 กม. เขาเหมือนไม่เล็ง หรือตั้งใจเล็งมาที่ประชาชนเป้าหมายที่ไม่ใช่ทหาร ยืนยันไทยทำบนหลักการแต่กัมพูชาไม่อยู่บนหลักการ วันนี้คณะทูตทั้งหลายได้เห็นความจริง ได้ เห็นพื้นที่จริง ได้เจอคนที่ต้องย้ายออกจากบ้านยิ่งตอกย้ำสิ่งที่เราพูดมาเป็นข้อเท็จ คิดว่าจะได้รับการตอบรับสิ่งที่เราเรียกร้องและขอการสนับสนุนจากเขาทูตทั้งหมดได้เห็นไทยปกป้องตัวเองขณะที่ พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) กล่าวว่า การลงพื้นที่ดูศูนย์พักพิงมีการจัดกิจกรรมสันทนาการ เช่น การสานรูปสัตว์ เพื่อคลายเครียดและผ่อนคลาย รวมถึงกิจกรรมวาดรูป น้องๆ ได้มอบรูปวาดให้คณะทูต อุปทูต ทูตทหาร และผู้ที่มาเยี่ยมศูนย์พักพิง จ.ศรีสะเกษ ได้พูดคุยกับคณะทูตและทูตทหาร เขาได้เห็นถึงผลกระทบจากฝ่ายกัมพูชาที่โจมตีอย่างไม่มีทิศทางไร้เป้าหมายไปยังบ้านเรือนประชาชน ถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาเจนีวาร้ายแรง และเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน คณะทูตมีการรับทราบว่าประเทศไทยของเราปฏิบัติการในลักษณะปกป้องตนเองเพื่อรักษาอธิปไตย เราไม่ต้องการไปรุกรานประเทศใดนานาชาติงงเป้าหมายกัมพูชาพล.ร.ต.สุรสันต์กล่าวว่า ส่วนการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ไทย-กัมพูชา ระหว่างวันที่ 4-7 ส.ค. ได้รับการยืนยันแล้วว่าสถานที่จัดประชุมคือประเทศมาเลเซีย วันที่ 4-6 ส.ค. จะเป็นการจัดประชุมฝ่ายเลขานุการเพื่อหารือในประเด็นต่างๆ ที่จะหยิบยกมาพูดคุยในเวทีจีบีซี วันที่ 7 ส.ค. เป็นการประชุมหลัก โดย รมว.กลาโหมของทั้งสองประเทศ ฝ่ายไทยเป็น พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม เมื่อถามว่าการลงพื้นที่วันนี้ ทูตต่างชาติแสดงท่าทีอย่างไรบ้างว่าจะสนับสนุนเราอย่างชัดเจน พล.ร.ต.สุรสันต์กล่าวว่า ผู้แทนฝ่ายทหารต่างประเทศได้ถามตนว่าไม่เข้าใจว่าเป้าหมายของการโจมตี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป้าที่เป็นพลเรือน เขาถามว่าทำไมถึงต้องมาโจมตีตรงนี้ เพราะดูตามแผนที่แล้วไม่มีเป้าหมายทางการทหาร หรือเป็นเพราะว่าเขาตั้งใจที่จะโจมตีเข้ามาบริเวณของพลเรือน อันนี้ตนคงให้คำตอบไม่ได้ แต่มันบ่งชัดจากการที่ได้พาเขาไปเยี่ยมชมพื้นที่อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่