บันทึกไทม์ไลน์เหตุปะทะรุนแรงชายแดนไทย-กัมพูชา วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บชาวไทยจำนวนมาก “กองทัพบก” ยืนยันว่า “กัมพูชา” เป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อน และประณามการโจมตีเป้าหมายพลเรือนในเขตแดนไทย ซึ่งผิดหลักมนุษยธรรมย้อนไปเย็นวันที่ 23 ก.ค.2568 สถานการณ์เริ่มตึงเครียดเมื่อมีรายงานทหารไทยเหยียบกับระเบิดที่ช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี ทำให้ทหาร 1 นาย บาดเจ็บสาหัสขาขาด และอีก 4 นายบาดเจ็บ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องจากเหตุทหารไทยขาขาดเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้ รัฐบาลไทยได้เรียกเอกอัครราชทูตกลับจากกรุงพนมเปญ และประกาศให้เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำกรุงเทพฯ ยุติภารกิจทางการทูตและเดินทางออกจากประเทศเช้าตรู่วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 “กองทัพไทย” เผยว่า กัมพูชาเริ่มเปิดฉากยิงตั้งแต่เช้าตรู่ด้วยจรวดและปืนใหญ่ เวลา 09.30 น. กระทรวงสาธารณสุขประกาศดำเนินตามแผนเผชิญเหตุ เคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาลใกล้พื้นที่เหตุปะทะชายแดน เวลา 09.40 น. พบชาวบ้านบาดเจ็บ 3 รายเวลา 09.50 น. “กองทัพบก” ประณาม “กัมพูชา” ใช้อาวุธจรวด BM-21 โจมตีพลเรือนไทย เวลา 10.48-11.00 น. จรวด BM-21 จำนวน 3 ลูก ตกในพื้นที่ฐานหมูป่า และบริเวณสถานีบริการน้ำมัน ปตท. บ้านผือ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ทำให้ร้านค้าเอกชนได้รับความเสียหายมีรายงานพลเรือนเสียชีวิต 9 ราย และบาดเจ็บ 14 ราย เวลา 11.02-12.21 น. เกิดเหตุการณ์ต่อเนื่องและมีการยิงจรวดใส่พื้นที่พลเรือนเพิ่มเติม ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเพิ่มขึ้นเวลา 11.10 น. โฆษกรัฐบาลรายงานข้อเท็จจริงว่ากัมพูชาเปิดฉากใช้อาวุธหนักถล่มชุมชนชายแดนไทย ทำให้ประชาชนบาดเจ็บ...เสียชีวิต 1 รายรักษาการนายกรัฐมนตรีสั่งโต้กลับทันทีตามมาตรการทั้งทางการทูต ต่างประเทศ และความมั่นคง เวลา 11.30 น. กัมพูชาใช้เครื่องยิงจรวดปูพรม (BM-21)โจมตีพื้นที่พลเรือนไทย และมีการเร่งอพยพประชาชน เวลา 12.00 น. ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพไทย (ศบ.ทก.) แถลงสถานการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ระบุประชาชนไทยบาดเจ็บสาหัส 3 ราย หนึ่งในนั้นเป็นเด็ก 5 ขวบ และมีผู้เสียชีวิต 1 ราย บริเวณชายแดนพนมดงรัก เวลา 12.05 น. มีรายงานพลเรือนเสียชีวิตแล้ว 8 รายเวลา 13.00 น. สถานีตำรวจภูธรกันทรลักษ์เผยมีผู้เสียชีวิตจากจรวด BM-21 ของกัมพูชาแล้ว 8 ราย ในพื้นที่ 5 จุด เวลา 13.25 น. กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันทหารไทยตอบโต้ทหารกัมพูชาในพื้นที่ภูมะเขือด้วยปืนใหญ่ โดยมีเป้าหมายที่ทหารกัมพูชา 2 กองพัน เวลา 16.38 น. กองทัพอากาศส่งเครื่องบินขับไล่ F–16 ทิ้งระเบิดโจมตีตอบโต้กองทัพกัมพูชาเป็นครั้งที่ 2 บริเวณทางทิศใต้ของปราสาทตาเมือนธมสรุปความสูญเสีย...จากเหตุการณ์ปะทะในวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 มีรายงานผู้เสียชีวิตรวม 14 คน และบาดเจ็บ 60 คน ทั้งพลเรือน...ทหาร รวมถึงความเสียหายต่อบ้านเรือน...ทรัพย์สินประชาชนใน 4 จังหวัดชายแดนของไทย...มีพลเรือนเสียชีวิตอย่างน้อย 11-12 ราย จากการยิงปืนใหญ่และจรวด BM-21 โจมตีชุมชนเหตุการณ์นี้ถือเป็นการปะทะครั้งรุนแรงที่ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อทั้ง “ทหาร” และ “พลเรือนไทย” ที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดน “เสียงปืนมันมาแต่เช้าตรู่เลยจ้ะแม่” ป้าสมศรี วัย 60 ปี ชาวบ้านหนองหญ้าแก้ว เล่าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ทีแรกก็คิดว่าซ้อมยิงกันเหมือนเคย แต่คราวนี้มันแปลก มันระเบิดดังกว่าทุกที ลูกชายวิ่งมาบอกให้รีบหนี”...ไม่นานนัก หลังจากเสียงปะทะของปืนเล็กปืนใหญ่เงียบลงชั่วขณะ ความหวังที่จะกลับสู่ความสงบก็พังทลายลง เมื่อเสียงหวีดหวิวของจรวด BM-21 ดังระงม ตามมาด้วยแรงระเบิดสนั่นหวั่นไหวกลางหมู่บ้านอีกเสียงมาจากลุงทองดี วัย 55 ปี เล่าให้ฟังว่า ผมนอนอยู่บ้าน ได้ยินเสียงจรวดพุ่งมาใกล้ๆ คิดว่าไม่โดนหรอกแต่แล้วก็มีเสียงตูมสนั่น พร้อมชี้ไปที่บ้านที่พังยับเยินของเพื่อนบ้าน....นี่คือตัวอย่างภาพสะเทือนใจที่เกิดขึ้นจริงในหลายจุดของพื้นที่ชายแดนที่ถูกโจมตีด้วยอาวุธหนักที่พุ่งเป้ามายังชุมชน ทำให้พลเรือนผู้บริสุทธิ์ต้องสังเวยชีวิตทันทีที่สถานการณ์รุนแรงเพิ่มมากขึ้น คำสั่งอพยพฉุกเฉินถูกประกาศขึ้น ชาวบ้านหลายพันชีวิตต้องทิ้งบ้านช่อง ไร่นา ทรัพย์สินที่หามาทั้งชีวิต เพื่อวิ่งหนีเอาตัวรอด บางคนแบกข้าวของได้เพียงเสื้อผ้าติดตัว บางคนมีเพียงลมหายใจ... “ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้กลับบ้าน” แม่ลูกอ่อนรายหนึ่งที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวสะอื้นไห้พลางกอดลูกน้อยแน่น... “ทิ้งทุกอย่างมาหมด ห่วงก็แต่พ่อกับแม่ที่ยังห่วงบ้านไม่ยอมหนี”โรงพยาบาลพนมดงรักที่ตั้งอยู่ใกล้แนวปะทะ ก็ต้องกลายเป็นสนามรบจำลอง เมื่อบุคลากรทางการแพทย์ต้องเร่งอพยพผู้ป่วยหนีภัย และเตรียมพร้อมรับมือกับผู้บาดเจ็บที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย แม้แต่การปฏิบัติหน้าที่ช่วยชีวิตก็ยังอยู่ภายใต้ความเสี่ยงจากลูกกระสุนและสะเก็ดระเบิดเหตุการณ์ปะทะครั้งนี้ไม่เพียงแต่ทิ้งร่องรอยความเสียหายทางกายภาพ แต่ยังฝากบาดแผลลึกในจิตใจของชาวบ้านชายแดน พวกเขาใช้ชีวิตอยู่กับความหวาดกลัวมานานหลายสิบปี จากข้อพิพาทเรื่องดินแดนที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ บทเรียนจาก 14 ชีวิตที่สูญเสียไปในวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 นี้ จะเป็นเครื่องเตือนใจว่า...“สันติภาพ” บนผืนแผ่นดินชายแดนไทย-กัมพูชาไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ และยังคงเป็นสิ่งที่ต้องเรียกร้องให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง จากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องชีวิตชาวบ้านริมตะเข็บชายแดน คือเสียงสะท้อนที่แท้จริงของความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ พวกเขาคือผู้จ่ายค่าตอบแทนแพงที่สุดสำหรับความไม่ชัดเจนและการใช้กำลัง สิ่งที่พวกเขาต้องการที่สุดในตอนนี้คือความมั่นคงในชีวิตและสันติสุขที่จะกลับคืนมายังบ้านเกิดอันเป็นที่รัก..คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม