เพิ่มอุณหภูมิโลกให้ร้อนระอุยิ่งขึ้น หลังกองทัพกัมพูชาตัดสินใจเปิดศึกกับกองทัพไทย ตลอดแนวพรมแดนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย เมื่อวันที่ 24 ก.ค.แม้งานนี้รัฐบาลไทยจะพยายามลดกระแส ระบุว่าเป็นเพียงการปะทะ แต่ในสายตาประชาชนยังไงก็รับรู้อยู่วันยังค่ำ ว่านี่คือการ “รบเต็มรูปแบบ” ไม่ต่างอะไรกับในสมรภูมิยุโรปหรือตะวันออกกลางสรรพอาวุธกองทัพไทยที่ถูกปรามาสมาตลอดว่าจะไปสู้ใครได้ ถูกขนมาแสดงแสนยานุภาพอย่างเต็มอัตราศึก เพื่อรับมือกับการโจมตีของกองทัพกัมพูชา ที่มีความพยายามเจาะแนวป้องกันของไทยในพื้นที่ต่างๆปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย เขาพระวิหาร ช่องบก ที่ฝ่ายรัฐบาลกัมพูชาเคยประกาศไว้ว่า จะไม่มีการเจรจาประเด็นพื้นที่อ้างสิทธิเหล่านี้กับรัฐบาลไทย ได้กลายเป็นจุดปะทะอันดุเดือดของกองกำลังสองฝ่ายทหารเขมรจัดชุดเข้าตีด้วยเจตจำนงที่ชัดเจนว่า ต้องการผลักดันทหารไทยออกไปจากพื้นที่เป้าหมาย พร้อมสนับสนุนการบุกด้วยปืนครกและปืนใหญ่อัตตาจร 122 มม. โดยมีการปรับปรุงยุทธวิธีให้รัดกุม ด้วยการยิงแล้วย้ายจุดเพื่อหลีกเลี่ยงการถูก เคาน์เตอร์– อาร์ทิลลิรี หรือการยิงสวนของปืนใหญ่ฝ่ายไทยจนเป็นที่มาของปฏิบัติการ “ยุทธบดินทร์” บดขยี้ทุกผู้ที่เหยียบย่ำแผ่นดินไทย กองทัพอากาศแสดงพลังอย่างที่ไม่เคยเห็นกันมาก่อน ส่งฝูงบิน F-16 เข้าถล่มฐานสนับสนุนการรบของกองทัพกัมพูชาอย่างแม่นยำ เพื่อให้มั่นใจว่าหน่วยรบกัมพูชาบางส่วนต้องสิ้นสภาพในการรบถึงขนาดหน่วยเฉพาะกิจยังกระซิบมาว่า คราวนี้โหดจริง กองทัพไทยใส่ไม่ยั้ง กองยานเกราะบีทีอาร์ รถถังรุ่นเอ็มและรุ่นทีเข้าห้ำหั่นข้าศึกตามภารกิจตีโต้ พร้อมส่ง “โดรน” ที่ซุ่มพัฒนา ไปหย่อนระเบิด เคลียร์ที่เก็บอาวุธกระสุนของทหารกัมพูชาตามแนวการปะทะจนเป็นที่มาของคำถามที่น่าสนใจว่า การศึกครั้งนี้จุดจบอยู่ตรงไหน เพราะถ้าหากตีความจากการที่ฝ่ายไทยประกาศว่า “รบ จนชนะ” ก็ย่อมหมายถึงฝ่ายกัมพูชาจะต้องเป็นฝ่ายจำนนและจัดการเจรจาและอะไรที่จะทำให้รัฐบาลกัมพูชาไปสู่จุดนั้นได้ เนื่องด้วยวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่า สาเหตุใดที่เขมรถึงตัดสินใจบุกโดยเริ่มจากปราสาทตาเมือนธม รัฐบาลไทยก็ยังตอบไม่ได้จึงเป็นไปได้หรือไม่ว่า ในช่วงเดือนที่ผ่านมานี้ กระแสสังคมของกัมพูชามีอารมณ์ร่วมอย่างหนักว่าตาเมือนธมคือดินแดนของกัมพูชา เห็นได้จากประชาชนและเหล่าอินฟลูฯฝั่งเขมรที่ผลัดกันเข้าไปแวะเวียนอย่างแน่นหนา และทำให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างสองฝ่ายเป็นระยะๆ ตะโกนด่าทอใส่ทหารไทยอีกทั้งปัจจัยในอดีตที่ผ่านมา การปะทะที่เกิดขึ้นในบริเวณปราสาทพื้นที่อ้างสิทธิ ถือเป็นการสู้รบแบบจำกัดวง มุ่งเน้นที่ทหารราบ และจบลงภายหลังจากมีการใช้ปืนใหญ่ยิงทำลายหน่วยรบเลยส่งผลให้เหล่าแกนนำรัฐบาลเขมร คิดติ๊ต่างไปหรือไม่ว่า รีบบุก รีบยึด รีบฟ้องประชาคมโลก อย่างน้อยย่อมได้ใจ ได้เสียงสนับสนุนจากประชาชนที่กำลังอยู่ในห้วงเวลาของความรักชาติหากทฤษฎีนี้เป็นความจริง ย่อมเรียกว่ากลายเป็นหนังคนละม้วน และนำไปสู่การเลยตามเลยแบบเสียไม่ได้ ฝ่ายบริหารเขมรต้องเอาแผนที่ 1 ต่อ 50,000 มากาง วางแผน การรบกันใหม่ เพื่อฟื้นคืนความได้เปรียบ ซึ่งจะให้ได้เปรียบจริงๆ ก็คงต้องยึดให้ได้สักปราสาทสองปราสาทโดยเฉพาะตาเมือนธม เห็นได้จากการขนกำลังมาเข้าตีอย่างต่อเนื่องสำหรับฝ่ายไทย แน่นอนว่าภารกิจหลักคือการขับไล่ผู้รุกรานออกไปจากแดนอธิปไตย กระนั้นภารกิจรองที่สำคัญไม่แพ้กันคือการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เนื่องจากกองทัพเขมรได้แสดงให้ชาวโลกเห็นแล้วว่า ไร้ซึ่งความใส่ใจต่อชีวิตของพลเรือนปรากฏภาพอันน่าเศร้าสลดใจ เหยื่อเคราะห์ร้ายที่มีทั้งผู้หญิงและเด็ก เสียชีวิตจาก “อาวุธยาว” ของฝ่ายกัมพูชา แถมยังมีการยิงมาตกใส่พื้นที่โรงพยาบาล ซึ่งเรื่องเหล่านี้ไม่มีใครรับได้และไม่น่าให้อภัยในการศึกระหว่างประเทศช่วงหลายปีที่ผ่านมา รวมถึง “อิสราเอลโมเดล” ได้แสดงให้เห็นถึงปฏิบัติการทางทหารเชิงรุกที่เฉียบคม เพื่อกำราบไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามมีขีดความสามารถที่จะโจมตีต่อเป้าหมายพลเรือนได้อีกต่อไป ตัวอย่างที่ใช้กันบ่อยคือ 1.การสร้าง Buffer Zone เขตกันชนส่งทหารไปคุมโดยไม่สนว่า จะเป็นดินแดน ของใคร และ 2.การ Demilitarize การขจัดกำลังทางทหารเพื่อป้องปรามภัยคุกคามแน่นอนว่าข้อ 1 อาจจะโหดเกินไปที่จะนำมาใช้กับอดีตเพื่อนบ้าน แต่ข้อ 2 ถือเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ เพราะยังไงการมุ่งทำลายอาวุธยาวต่างๆ ไม่ว่าปืนใหญ่ หรือโดยเฉพาะรถจรวด BM-21 หรือ RM-70 ไปจนถึงรถจรวดอาวุธลับจากจีนขนาด 300 มม. ที่กัมพูชายังไม่ได้นำมาใช้ ย่อมมีความชอบธรรมอย่างเต็มเปี่ยม เนื่องจากเป็นอาวุธที่ถูกนำมาใช้ยิงประชาชนคนไทย ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตามมีร้อยกว่าคันก็ทำลายให้สิ้นซาก หรือที่เรียกกันว่าให้สิ้นสภาพทางการรบ เพียงแต่ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูง เนื่องจากภาพข่าวแสดงให้เห็นว่า กัมพูชายิงอาวุธเหล่านี้จากพื้นที่ชุมชนยกเว้นเสียว่าบทสรุปจะไปอีกทาง รัฐบาลไทยเราเองไปขอให้กองทัพไทยรามือ เพื่อเปิดการเจรจากับรัฐบาลเขมร... เลิกแล้วต่อกัน รักษาหน้าทางการเมือง...อันนี้ก็ถือว่าจบได้เหมือนกัน แต่ก็ต้องยอมรับผลกรรมที่จะตามมาอย่างแน่นอน.วีรพจน์ อินทรพันธ์คลิกอ่านคอลัมน์ “7 วันรอบโลก” เพิ่มเติม