“บิ๊กเต่า” พล.ต.ต.จรูญเกียรติตรวจสอบเรือบรรทุกน้ำมันเถื่อนทั้ง 3 ลำ ที่ถูกโจรกรรมยึดคืนมาได้ พบน้ำมันหายเกือบหมดเหลือขอดแค่ก้นถัง เผยขบวนการค้าน้ำมันเถื่อนวางแผนขโมยเรือให้ลูกน้องเอาน้ำมันไปขายให้เรือบรรทุกขนาดใหญ่รับซื้อน้ำมันที่จอดลอยลำอยู่กลางทะเล สอบปากคำผู้ต้องหาลูกเรือทั้ง 8 คน ให้การเป็นประโยชน์ แต่บางคนกลัวไม่กล้าพูดเกรงครอบครัวเป็นอันตราย ระบุ “เสี่ยโจ้” เป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลัง แฉพฤติการณ์ไม่ธรรมดาใช้เงินหว่าน ตำรวจตามจับมานานแต่หลุดรอดไปได้ทุกครั้ง ชุดสืบสวนอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานเตรียมพิจารณาออกหมายจับภายในสัปดาห์หน้ากรณีเจ้าหน้าที่พบเรือบรรทุกน้ำมันเถื่อนทั้ง 3 ลำ ที่หายไป ได้แก่ เรือเจ.พี. บรรทุกน้ำมันเถื่อน 80,000 ลิตร เรือซีฮอร์สหรือกำไลเงิน บรรทุกน้ำมันเถื่อน 150,000 ลิตร และเรือดาวรุ่ง บรรทุกน้ำมันเถื่อน 100,000 ลิตร ห่างจากพื้นที่ทะเลสงขลา 90 ไมล์ หลังถูกโจรกรรมไประหว่างจอดรอเทียบท่าเพื่อดำเนินคดี บริเวณท่าเรือตำรวจน้ำ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี จับกุมลูกเรือได้ 8 คน หลบหนีไป 7 คน เจ้าหน้าที่ต้องลากจูงเรือดาวรุ่งเนื่องจากเครื่องยนต์เสียและนำเรือทั้งหมดเข้าฝั่ง ถึงที่ท่าเทียบเรือ กก.7 บก.รน. อ.เมืองสงขลา ตอนทุ่มครึ่ง วันที่ 17 มิ.ย. ตรวจสอบพบน้ำมันเถื่อนในเรือถูกลักลอบนำไปขายเกือบเกลี้ยง พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. สั่งการให้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง บช.ก. ไปสอบสวนขยายผล เชื่อว่ามีเจ้าหน้าที่ร่วมกับขบวนการค้าน้ำมันเถื่อนขโมยเรือ เบื้องต้นมีคำสั่งย้าย พ.ต.อ.อินทรัตน์ ปัญญา ผกก.5 บก.รน. พร้อมลูกน้องรวม 4 คน เข้ากรุพร้อมตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้นความคืบหน้าเมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 18 มิ.ย. เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน 9 เจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการปราบปรามน้ำมันเถื่อน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปนม.ตร.) และเจ้าหน้าที่กรมสรรพสามิต นำกำลังตรวจสอบสภาพเรือและเก็บหลักฐานในเรือทั้ง 3 ลำเพิ่มเติม ได้แก่ หลักฐานทางเคมีฟิสิกส์ ได้แก่ การดัดแปลงสภาพเรือ การเคลื่อนย้ายน้ำมัน การดัดแปลงสภาพเครื่องยนต์ เป็นต้น และงานทางนิติวิทยาศาสตร์ อาทิ ลายนิ้วมือ DNA ของผู้ต้องหา รวมถึงบุคคลในเรือที่หลบหนี เรือทั้ง 3 ลำ เบื้องต้นต้องจอดไว้ที่ท่าเรือตำรวจน้ำสงขลาก่อน เนื่องจากการเคลื่อนย้ายไปที่ท่าเรือสัตหีบนั้น ต้องใช้เวลานานและเสี่ยงได้รับความเสียหายมีรายงานว่า พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง บช.ก. พล.ต.ต.พฤธิพงศ์ นุชนารถ ผบก.รน. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน 9 กรมเจ้าท่า กรมศุลกากร และกรมสรรพสามิต ร่วมกันตรวจสอบเก็บหลักฐานเรือทั้ง 3 ลำ ทันทีเมื่อถึงฝั่ง พร้อมทั้งนำลูกเรือทั้ง 8 คน ไปสอบสวนขยายผลที่ สภ.เมืองสงขลา ก่อนควบคุมตัวไปสอบปากคำต่อที่กองปราบปราม พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เปิดเผยหลังตรวจสอบเรือว่า พบว่าเรือแต่ละลำเหลือน้ำมันเล็กน้อยแค่พอสำหรับการขับเคลื่อนเท่านั้น ไม่สามารถยืนยันเป็นตัวเลขที่ชัดเจนได้ว่าเหลืออยู่เท่าใด ขอเวลาให้เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบก่อน ขนาดถังลึก 3.8 เมตร มีน้ำมันดีเซลเหลือสูงเพียง 1 เมตร เรือทั้ง 3 ลำ มีมูลค่ากว่า 30 ล้านบาท ส่วนตัวเชื่อว่าน้ำมันของกลางที่อยู่บนเรือไม่ใช่เป้าหมายสำคัญของกลุ่มผู้ต้องหา เพราะขายได้เพียงลิตรละ 10 บาท มูลค่ารวม 4-5 ล้านบาท ส่วนน้ำมันที่หายไปต้องดำเนินคดีผู้ต้องหาในข้อหาลักทรัพย์ พล.ต.ต.จรูญเกียรติกล่าวต่อว่า ต้องอายัดเรือทั้ง 3 ลำ เป็นของกลาง ศาลออกหมายจับเรื่องของการลักทรัพย์ซึ่งเป็นของกลาง ขณะนี้ยังไม่มีผู้ใดมาแสดงตัวยืนยันเป็นเจ้าของเรือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีเจ้าหน้าที่บกพร่องต่อหน้าที่ ขณะนี้สั่งกำชับว่าต้องมีความชัดเจนในเรื่องของการสอบสวนให้เสร็จภายใน 7 วัน จากนั้นดูว่าบกพร่องต่อหน้าที่ทำให้เกิดความเสียหายมากน้อยเพียงใด ก่อนแจ้งเอาผิดตามมาตรา 157 ยืนยันว่าไม่มีละเว้น ดำเนินการขั้นเด็ดขาด ส่วนผู้ต้องหาอีก 7 คน ที่หลบหนีสั่งการให้ชุดสืบสวนติดตามตัวมาดำเนินคดี พร้อมทั้งเตรียมเพิกถอนการประกันตัวผู้ต้องหาก่อเหตุขโมยเรือทั้งหมด ฝากถึงผู้ต้องหาที่หลบหนีให้เข้ามอบตัวให้การกับตำรวจเป็นประโยชน์คดี ผู้ต้องหาที่ถูกจับทั้งหมดเป็นเพียงลูกจ้าง ส่วนใหญ่จะกินนอนอยู่บนเรือไม่ได้ติดต่อกับทางครอบครัว และเลี้ยงสุนัขไว้เฝ้าเรือด้วย ตัวการสั่งงานผ่านทางโทรศัพท์ในการซื้อขายน้ำมันเถื่อน พยานหลักฐานที่จะเชื่อมโยงถึงเจ้าของเรือ หรือผู้สั่งการจะตรวจสอบทางอิเล็กทรอนิกส์อีกครั้ง อาจจะมีส่วนให้เป็นการเพิ่มโทษกับนายโจ้ ปัตตานี ในส่วนคดีแรกที่จับเรือขนน้ำมันเถื่อน 5 ลำ ก่อนหน้านี้ในวันที่ 19 มี.ค. ยอมรับว่านายโจ้เองไม่ธรรมดา ใช้เงินเป็นอาวุธ ตำรวจตามจับมานานแล้ว แต่หลุดรอดไปได้ทุกครั้งมีรายงานว่า ลูกเรือทั้ง 8 คนที่ถูกจับกุม ได้แก่ นายสุนทร เขียวสุวรรณ อายุ 62 ปี ชาว จ.สงขลา นายธานินทร์ ชลประดับ อายุ 52 ปี ชาว จ.สงขลา นายจำปี เยาวกุล อายุ 62 ปี ชาว จ.สงขลา และนายบุญใจ เอียดถนอม อายุ 53 ปี ชาว จ.นครศรีธรรมราช เป็นลูกเรือเจพี นายศิริพงษ์ ทองขวัญ อายุ 51 ปี ชาว จ.ราชบุรี นายอุดร แสนใหม่ อายุ 48 ปี ชาว จ.เลย และนายสมชาย กองโอสถ อายุ 63 ปี ชาว จ.สมุทรปราการ เป็นลูกเรือกำไรเงิน นายเดชา จรรยาลักษณ์ อายุ 66 ปี ชาว จ.ประจวบคีรีขันธ์ ลูกเรือดาวรุ่งต่อมา เวลา 15.00 น. ที่กองกำกับการ 7 กองบังคับการตำรวจน้ำ (กก.7 บก.รน.) พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. กล่าวถึงความคืบหน้าการสอบปากคำ 8 ผู้ต้องหาขโมยเรือน้ำมันเถื่อนของกลาง ว่า พอใจผลการสอบปากคำผู้ต้องหาให้การที่เป็นประโยชน์ แต่มีบางส่วนเกรงกลัวอิทธิพลของ “เสี่ยโจ้” ไม่กล้าให้การ กลัวว่าครอบครัวจะได้รับอันตราย ยืนยันว่าผู้บงการหรือเจ้าของเรือตัวจริง คือ บุคคลเดียวกับที่สื่อมีการนำเสนอข่าว จากการสอบปากคำทราบว่า 3 ใน 8 ผู้ต้องหา มีหนึ่งคนที่เป็นไต้ก๋งเรือได้รับคำสั่งจากเจ้าของเรือให้นำเรือออกจาก อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ในวันที่ 11 มิ.ย. เอาเรือและเอาน้ำมันไปขายกลางทะเลให้เรือขนาดใหญ่สามารถบรรจุน้ำมันได้ 1-2 ล้านลิตร ที่ลอยอยู่กลางทะเล รับซื้อน้ำมันจากทั้ง 3 ลำ มีลูกเรือ 7 คน จากเรือทั้ง 3 ลำ หลบหนีขึ้นเรือลำดังกล่าว จากนั้นลูกเรือที่เหลือขับเรือทั้งหมดมุ่งหน้าไปเขมร เปลี่ยนสภาพเรือและได้รับคำสั่งให้แล่นเรือไปที่ จ.ปัตตานี ใช้เรือเจพี เป็นเรือนำทาง เพราะเป็นเรือลำเดียวที่มี GPS เนื่องจากผู้ต้องหาแอบซ่อนไว้ตั้งแต่แรกตอนที่ถูกจับพล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวต่อว่า ยืนยันว่าการจับกุมครั้งนี้ไม่ได้จัดฉาก สร้างภาพ หรือประสานกับผู้บงการส่งมอบเรือคืนให้เจ้าหน้าที่ การปฏิบัติเป็นไปตามยุทธวิธีของตำรวจน้ำ มีเรือใหญ่เป็นศูนย์บัญชาการ คอยกำกับดูแลก่อนจะส่งชุดปฏิบัติการพิเศษเป็นเรือเล็กพร้อมกำลังคน และอาวุธครบมือเข้าจู่โจมจับกุมทันที เมื่อพบเรือทั้ง 3 ลำลอยลำต่อกันเป็นแพอยู่กลางทะเล เพราะเรือดาวรุ่งเครื่องยนต์เสียทำให้ใช้เรือ 2 ลำช่วยลากจูง พอผู้ต้องหาเห็นเจ้าหน้าที่ก็ยอมจำนนให้ความร่วมมือกับชุดจับกุม“ไต้ก๋งเรือให้การรับสารภาพว่า ได้รับการประสานทางโทรศัพท์ดาวเทียมกับผู้บริหาร และเจ้าของเรือขนาดใหญ่ รวมทั้งเป็นเจ้าของเรือของกลางทั้ง 3 ลำ ผู้บริหาร เจ้าของเรือ หรือคนที่เรียกให้เอาน้ำมันไปส่งตามกระแสข่าวว่าชัดเจนเป็น “เสี่ยโจ้” ด้านคดีอยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐานพิจารณาการออกหมายจับ “เสี่ยโจ้” ในสัปดาห์หน้า การขโมยเรือน้ำมันเถื่อนของกลางวางแผนมาแล้วก่อนหน้านี้ครั้งหนึ่งแต่ทำไม่สำเร็จ วันที่เกิดเหตุสบโอกาสเพราะสภาพอากาศแปรปรวน ขณะนำเรือออกขับช้าๆ ไม่ให้เสียงดังโดยที่ไม่มีใครเห็น” พล.ต.ต.จรูญเกียรติกล่าวส่วนการสอบสวนเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 4 นาย ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการทุจริตหรือไม่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติกล่าวว่า อยู่ระหว่างการสอบสวนจะเสร็จภายใน 7 วัน ยอมรับว่าวงการค้าน้ำมันเถื่อนมีเจ้าหน้าที่ของรัฐไปเกี่ยวข้อง เนื่องจากมูลค่าค่อนข้างสูง ยืนยันว่าหากพบว่ามีเจ้าหน้าที่ บุคคลอื่นเข้าไปเกี่ยวข้องหรือกระทำผิดชัดเจนจะดำเนินการขั้นเด็ดขาด ในส่วนของความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อรัฐ ทางตำรวจจะมีการฟ้องละเมิด ต้องฟ้องแพ่งกับบุคคลที่มีการกระทำความผิดนำเงินไปชดใช้ให้กับรัฐอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่