เหยื่อไอ้หื่นเข้าพบตำรวจชี้จุดเกิดเหตุบนสถานีรถไฟฟ้า (บีทีเอส) เผยมีอาการหวาดผวา สภาพจิตใจย่ำแย่ ไม่กล้าเดินคนเดียวกลัว ฝากย้ำถึงผู้บริหารบีทีเอสควรใส่ใจถึงความปลอดภัยมากกว่านี้ เพราะเป็นภัยสังคมและอันตรายมาก ตำรวจเตรียมคุมตัวผู้ต้องหาฝากขังดำเนินคดี 3 ข้อหา ขณะที่บีทีเอสชี้แจงนำภาพกล้องวงจรปิดส่งตำรวจ และเสียใจต่อเหตุสุดวิสัยที่เกิดขึ้น กำชับเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเคร่งครัดจากเหตุ น.ส.แต้ว (นามสมมติ) อายุ 30 ปี พนักงานขายเครื่องสำอาง ห้างดังย่านสำโรงขึ้นบันไดเลื่อนรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีเคหะสมุทรปราการ เพื่อจะไปทำงาน เจอชายยืนสำเร็จความใคร่รีบเดินผ่านกลับถูกล็อกคอลวนลามจับตัวกดลงกับพื้นพยายามข่มขืน ผู้เสียหายตะโกนร้องเสียงดังลั่นแต่ไม่มีใครมาช่วย ทั้งที่อยู่ห่างจุดตรวจ รปภ.ไม่กี่เมตร โชคดีมีคนเดินผ่านมา คนร้ายรีบคว้ากระเป๋าเหยื่อวิ่งไปขี่รถ จยย.หลบหนี เหตุเกิดเมื่อเช้าวันที่ 7 พ.ค. ต่อมาตำรวจตามจับกุมได้ทันควันทราบชื่อนายสุทัศน์ หรืออาร์ม ช่วยรอด อายุ 26 ปี ภายในบ้านที่ อ.เมืองสมุทรปราการ สารภาพเพิ่งเสพยากล่อมประสาท ซดน้ำต้มใบกระท่อมและดูดกัญชาจนเมาและมีอาการเบลอจนเกิดอารมณ์ทางเพศความคืบหน้าเมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 8 พ.ค. น.ส.แต้วพร้อมญาติเดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.นพดล ช่างเรือน ผกก.สภ.เมืองสมุทรปราการ เพื่อติดตามความคืบหน้าคดีและมารับทรัพย์สินคืน จากนั้น น.ส.แต้ว ขอบคุณตำรวจที่จับกุมผู้ต้องหามาดำเนินคดีได้โดยเร็วพร้อมเปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุสภาพจิตใจย่ำแย่ เกิดอาการภาวะตื่นตระหนกและวิตกกังวลตลอดเวลา ก่อนหน้านี้เดินทางคนเดียวตลอด แต่ตอนนี้กลัวต้องให้แฟนกับแม่พาไป ตนมองว่าบีทีเอสเป็นการเดินทางที่ปลอดภัยที่สุด เพราะมี รปภ.ประจำอยู่สถานี ที่สำคัญจุดเกิดเหตุไม่ห่างจากที่แลกตั๋วและจุดตรวจมากนัก และยังเป็นช่วงกลางวันด้วยไม่คิดว่าจะมาเกิดเรื่องแบบนี้น.ส.แต้วเปิดเผยอีกว่า ส่วนเรื่องงานบริษัทให้ตนหยุดพักไปก่อน เนื่องจากสภาพจิตใจยังย่ำแย่ อยากให้ทางบีทีเอสจัดพนักงาน รปภ.ให้มากกว่านี้ หรือถ้ามีคนไปแจ้งว่ามีคนเข้ามาทำพฤติกรรมลักษณะแบบนี้ควรรีบเข้ามาจัดการ เพราะเป็นภัยสังคมและอันตรายมาก อย่างไรก็ตาม ตนต้องขอบคุณตำรวจ สภ.เมืองสมุทรปราการ ที่ไม่นิ่งนอนใจทำงานได้รวดเร็ว หลังเกิดเหตุแจ้งความไม่ถึง 3 ชม.สามารถติดตามจับกุมผู้กระทำผิดได้แล้ว และยังติดตามของทั้งหมดที่ผู้ก่อเหตุขโมยไปกลับมาคืนครบด้วยต่อมา พ.ต.ท.ประสิทธิ์ เมฆษา สว. (สอบสวน) สภ.เมืองสมุทรปราการ พาผู้เสียหายเดินทางไปชี้จุดบริเวณที่เกิดเหตุบนสถานีรถไฟฟ้าเคหะสมุทร ปราการ ขณะดำเนินการถ่ายรูปที่บันไดทางเลื่อน พนักงาน รปภ.บีทีเอสเข้ามาห้ามตำรวจไม่ให้บันทึกภาพ และแจ้งให้ผู้สื่อข่าวรอทำข่าวอยู่ด้านล่าง เจ้าหน้าที่ใช้เวลา 10 นาทีจึงเดินทางกลับ ส่วนในวันที่ 9 พ.ค.ตำรวจจะนำผู้ต้องหาไปฝากขังที่ศาลจังหวัดสมุทรปราการ ในข้อหากระทำอนาจาร ทำร้ายร่างกาย และลักทรัพย์ด้านนางศรีนวล จันทร์รัตน อายุ 54 ปี ชาวบ้านในพื้นที่เปิดเผยว่า ใช้บริการรถไฟฟ้าเป็นประจำทุกวัน แต่ยังมีความเชื่อมั่นอยู่ เหตุการณ์แบบนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นอันตรายมากหากอยู่คนเดียว ส่วนตัวเคยประสบเหตุตามห้องเช่าและบนสะพานลอย แต่ไม่เคยเห็นบนสถานีบีทีเอส ทั้งนี้ อยากฝากให้ผู้บริหารบีทีเอสควรใส่ใจมากว่านี้ต่อมาช่วงเย็นวันเดียวกัน บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส ชี้แจงกรณีผู้โดยสารถูกลวนลามและชิงทรัพย์บริเวณหน้าบันไดเลื่อนทางขึ้น ฝั่งประตูทางออก 4 สถานีเคหะสมุทรปราการ (E23) ว่า ตรวจสอบพบว่ามีผู้โดยสารหญิงรายหนึ่งพบผู้ก่อเหตุทำอนาจาร รีบวิ่งไปแจ้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เป็นช่วงเวลาที่ผู้โดยสารหญิงอีกรายหนึ่ง (ผู้เสียหาย) พบกับผู้ก่อเหตุถูกลวนลาม ทำร้ายร่างกายและชิงทรัพย์ เมื่อได้รับแจ้งเหตุเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและนายสถานีรีบไปยังพื้นที่เกิดเหตุทันที พบผู้โดยสารหญิง (ผู้เสียหาย) แต่ผู้ก่อเหตุวิ่งหนีลงบันไดเลื่อน เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยวิ่งตามลงไปแต่ไม่พบตัว จึงพาผู้โดยสารหญิง (ผู้เสียหาย) ไปพักยังห้องปฐมพยาบาลเพื่อดูแลสภาพจิตใจ และแจ้งตำรวจ สภ.เมืองสมุทรปราการ เพื่อนำคลิปจากกล้องวงจรปิดให้ตรวจสอบ และอำนวยความสะดวกในเรื่องข้อมูลต่างๆจนขยายผลไปสู่การจับกุมผู้ก่อเหตุในเวลาอันรวดเร็วอย่างไรก็ตาม รถไฟฟ้าบีทีเอสมีมาตรการในการดูแลผู้โดยสารบนสถานี ทั้งการเดินตรวจพื้นที่สถานีตลอดเวลาระยะเวลาให้บริการ และมีกล้องวงจรปิดในระบบกว่า 4,500 ตัว เพื่อใช้ในการติดตาม และป้องปรามในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ต่างๆ บริษัทฯขอแสดงความห่วงใย และเสียใจต่อเหตุสุดวิสัยที่เกิดขึ้น พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ผู้โดยสารเกิดความมั่นใจในการใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอสมากที่สุดอ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ทั้งหมดที่นี่