เมาแล้วขับ ลูกชาย รมช.สาธารณสุข ขับเก๋งบีเอ็มดับเบิลยู ไอ 8 ฝ่าด่านเมาของตำรวจ บก.จร. ย่านประชาชื่น ชนแผงเหล็กขับต่อไม่ได้ ก่อนวัดปริมาณแอลกอฮอล์ทะลุ 183 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เกินปริมาณที่กฎหมายกำหนดกว่า 3 เท่า ศาลแขวงพระนครเหนือมีคำพิพากษาจำคุก 2 เดือน ปรับ 4 พันบาท โทษจำคุกรอลงอาญา 2 ปี ให้รายงานตัว คุมประพฤติเป็นเวลา 1 ปี พักใบอนุญาตขับขี่นาน 6 เดือน และบำเพ็ญประโยชน์ 12 ชั่วโมงลูกชาย รมช.สาธารณสุขซิ่งเก๋งหรูแหกด่านเมา เปิดเผยเมื่อวันที่ 19 เม.ย. มีรายงานว่าเมื่อเวลา 03.30 น. วันที่ 18 เม.ย. ขณะที่ตำรวจ กก.5 บก.จร. ตั้งด่านตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ใกล้แยกประชานุกูล อยู่บนถนนรัชดาภิเษก ช่วงปากซอยรัชดาภิเษก 31 ถนนรัชดาภิเษก แขวงและเขตจตุจักร กทม. มีรถเก๋งบี เอ็ม ดับเบิลยู ไอ 8 สีขาว ทะเบียน 5 กอ 2915 กรุงเทพมหานคร ขับชะลอเข้าด่านท่าทีมีพิรุธ เมื่อถึงจุดตรวจตำรวจเรียกให้หยุดแต่คนขับรถไม่ยอมหยุด ซ้ำยังขับรถฝ่าจุดตรวจตำรวจจึงใช้แผงเหล็กเลื่อนมาขวางไว้ แต่รถเก๋งคันดังกล่าวกลับวิ่งชนแผงเหล็กจนทำให้รถวิ่งต่อไปไม่ได้จากนั้นตำรวจร่วมกันควบคุมตัวคนขับเป็นชายลงมาจากรถ เพื่อวัดปริมาณแอลกอฮอล์ ตรวจสอบเอกสารพบชายคนดังกล่าว ชื่อนายพานิช พร้อมพัฒน์ อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 77/50 ถนนสุขาภิบาล 5 แขวงออเงิน เขตสายไหม กทม. บุตรชายคนโตของนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.สาธารณสุข ระหว่างนั้นนายพานิชไม่ยอมให้ตรวจวัด ตำรวจใช้เครื่องตรวจวัดแบบไม่สัมผัสจ่อใกล้ปากและจมูกของนายพานิช วัดปริมาณแอลกอฮอล์ได้ 183 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ สูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์กว่า 3 เท่า เบื้องต้นตำรวจแจ้งข้อหาขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นและฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานจราจร ที่สั่งให้มีการทดสอบว่าผู้ขับขี่ขับรถในขณะเมาสุราหรือเมาอย่างอื่น คุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ประชาชื่น รับไว้ดำเนินคดีเป็นคดีอาญาที่ 522/2567สอบสวนผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ เจ้าตัวมีอาการเมาโวยวายไม่ยอมรับทราบในข้อกล่าวหา โดยกล่าวหาตำรวจไม่มีอำนาจจับกุม รวมทั้งแจ้งว่าตำรวจลักเอาทรัพย์สินไป ตำรวจจึงใช้กำลังบังคับคุมตัวเข้าห้องควบคุมของ สน.ประชาชื่น ต่อมาเจ้าตัววางหลักทรัพย์ 2 หมื่นบาท ยื่นประกันตัวออกไป พนักงานสอบสวนนัดหมายให้นายพานิชมาพบเพื่อส่งฟ้องที่ศาลแขวงพระนครเหนือในช่วงสายของวันที่ 18 เม.ย.มีรายงานว่าระหว่างการสอบปากคำนายพานิชเริ่มสร่างเมาให้การรับสารภาพทุกข้อหา สำหรับข้อหาฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวนปรับ 1,000 บาท ตาม พ.ร.บ.ปรับเป็นพินัย พ.ศ.2565ด้านศาลแขวงพระนครเหนือ มีคำพิพากษาในข้อหาขับรถในขณะเมาสุราหรือเมาของอย่างอื่น จำคุก 4 เดือน ปรับ 8 พันบาท จำเลยให้การรับสารภาพ เหลือจำคุก 2 เดือน ปรับ 4 พันบาท รอลงอาญา 2 ปี รายงานตัวคุมประพฤติเป็นเวลา 1 ปี พักใบอนุญาต ขับขี่นาน 6 เดือน และให้บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ 12 ชั่วโมงด้านนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ว่า ยังไม่ทราบเรื่องเพราะไม่ได้อยู่ด้วย เขาโตแล้วแยกครอบครัวไปแล้ว แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวจะโทร.ถามเขาดูว่าเรื่องเป็นอย่างไร แต่เราต้องเคารพกฎหมายอยู่แล้ว หากเป็นเรื่องเมาแล้วขับอย่างนี้ ถ้าตำรวจช่วยหยุดให้ก็ต้องขอบคุณตำรวจแล้ววันเดียวกัน มูลนิธิเมาไม่ขับออกแถลงการณ์ใจความสรุปว่า ตามที่ปรากฏข่าวต่อสาธารณชน กรณีบุตรชายรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เมาแล้วขับและยังฝ่าฝืนการจับกุมของตำรวจ จนถูกจับกุมดำเนินคดีส่งฟ้องต่อศาลแขวงพระนครเหนือ และศาลแขวงพระนครเหนือตัดสินจำคุก 4 เดือน ปรับ 8,000 บาท จำเลยรับสารภาพศาลลดโทษให้เหลือจำคุก 2 เดือน ปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ 6 เดือน และให้บำเพ็ญประโยชน์ 12 ชั่วโมงมูลนิธิเมาไม่ขับในฐานะองค์กรสาธารณ ประโยชน์ที่ทำงานรณรงค์และสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายเมาไม่ขับมากว่า 30 ปี ขอเรียกร้องไปยังนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลทุกๆท่าน ให้ยึดถือปฏิบัติตามนโยบายเมาไม่ขับ เพราะนโยบายดังกล่าวเป็นการลดปัจจัยเสี่ยงบนท้องถนน หยุดคนเมาไม่ให้มาขับรถ เพื่อความปลอดภัยของทุกชีวิตบนท้องถนนดังนั้นถือเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและรัฐมนตรีทุกคน ตลอดจนบุคคลในครอบครัวต้องยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพราะหากไม่ยึดถือกฎหมายแล้วจะไปบอกให้ประชาชนเคารพกฎหมายได้อย่างไร มูลนิธิเมาไม่ขับจึงขอเรียกร้องมายังนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่