ศาลจังหวัดมุกดาหารเลื่อนอ่านคำพิพากษาคดีลุงพล-ป้าแต๋นเกี่ยวพันการตาย “น้องชมพู่” เด็กหญิงวัย 3 ขวบ ในวันที่ 31 ต.ค. เป็นปลายเดือน ธ.ค.นี้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการตรวจร่างคำพิพากษา ส่วนลุงพลและป้าแต๋นย้ายไปอยู่ที่ จ.สกลนคร ยืนยันในความบริสุทธิ์และอยากพิสูจน์ตัวเอง คิดถึงน้องชมพู่เพราะเป็นหลานที่เคยเลี้ยงดู หากศาลเลื่อนคำตัดสินคดีแต่ยังจะไปแสดงตัวจากคดีมหากาพย์ “น้องชมพู่” เด็กหญิงวัย 3 ขวบ หายออกจากบ้านกกกอก ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร เมื่อวันที่ 11 พ.ค.63 ต่อมาอีก 3 วันไปพบศพที่บนภูเหล็กไฟ เขตอุทยานแห่งชาติภูผายล ห่างจากบ้านน้องชมพู่ราว 2 กม. ตำรวจคาดว่าน้องชมพู่อาจถูกล่อลวงออกมาจากบ้าน เป็นไปได้ว่าหากเป็นเหตุฆาตกรรมผู้ก่อเหตุต้องมีความชำนาญและอาจรู้จักคนในครอบครัวนี้ แต่เชื่อว่าเด็กไม่ได้ พลัดหลงป่า หรือเข้าไปในป่าเพียงคนเดียว น่าจะมีคน นำพาตัวไปที่จุดเกิดเหตุ กระทั่งมีพยานเห็นชายรูปร่างสูงอุ้มน้องชมพู่เข้าป่า ตำรวจรวบรวมหลักฐานออกหมายจับนายไชย์พล หรือลุงพล วิภา และ น.ส.สมพร หรือป้าแต๋น หลาบโพธิ์ สองสามีภรรยา เป็นลุง และป้าน้องชมพู่ กลายเป็นคดีที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างต่อเนื่องความคืบหน้าเช้าวันที่ 30 ต.ค. ที่ศาลจังหวัดมุกดาหาร ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการ จังหวัดมุกดาหารเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายไชย์พล หรือ ลุงพล วิภา และ น.ส.สมพร หรือ ป้าแต๋น หลาบโพธิ์ สองสามีภรรยา เป็นจำเลยที่ 1-2 ฟ้องนายไชย์พล จำเลยที่ 1 ในฐานความผิดฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนา, พรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควร, ทอดทิ้งเด็กอายุยังไม่เกิน 9 ปี ไว้ ณ ที่ใดเพื่อให้เด็กนั้น พ้นไปเสียจากตนโดยประการที่ทำให้เด็กนั้นปราศจากผู้ดูแลเป็นเหตุให้ผู้ถูกทอดทิ้งถึงแก่ความตาย, ร่วมกัน กระทำการใดๆแก่ศพ หรือสภาพแวดล้อมในบริเวณที่พบศพก่อนการชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้นในประการที่น่าจะทําให้การชันสูตรพลิกศพ หรือผลทางคดีเปลี่ยนแปลงไป ส่วน น.ส.สมพร จำเลยที่ 2 ตามความผิดฐานร่วมกันกระทำการใดๆแก่ศพ หรือสภาพ แวดล้อมในบริเวณที่พบศพก่อนการชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้น ในประการที่น่าจะทำให้การชันสูตรพลิกศพ หรือผลทางคดีเปลี่ยนแปลงไป กรณีการเสียชีวิตของ น้องชมพู่ ล่าสุด ศาลจังหวัดมุกดาหารแจ้งเลื่อนการอ่านคำพิพากษา เดิมกำหนดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 31 ต.ค.นี้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการตรวจร่างคำพิพากษา ขอเลื่อนการอ่านคำพิพากษาไปปลายเดือน ธ.ค.66 ตามวันว่างของคู่ความที่ “วังปู่ปาริจิต” อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร เป็นที่อยู่ใหม่ของนายไชย์พล หรือลุงพล วิภา ลุงน้อง ชมพู่ และนางสมพร หรือป้าแต๋น หลาบโพธิ์ ป้าของ น้องชมพู่ ทราบข่าวว่าศาลจังหวัดมุกดาหารเลื่อนการอ่านคำพิพากษา เดิมกำหนดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 31 ต.ค.นี้ นายไชย์พลเปิดเผยว่า ตนยังคงตอบ เหมือนเดิมคือ รอวันที่ 31 ต.ค. จะเข้าไปฟังคำพิพากษา ของศาลชั้นต้น ยอมรับว่า ช่วงแรกที่ตกเป็นผู้ต้องหากังวลใจ เพราะยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการในการพิจารณาคดี แต่เมื่อเข้าสืบพยานทุกปากเสร็จสิ้นก็สบายใจ เพราะอยากพิสูจน์ตัวเองผ่านกระบวนการยุติธรรม 3 ปีที่ผ่านมา ชีวิตของตนเปลี่ยนไปมาก จากชาวบ้านธรรมดา เป็นเซเลบที่มีคนติดตามชีวิตตนเองและป้าแต๋นตลอดเวลา เพื่อให้คนเห็นว่าชีวิตลุงกับป้าเป็นอย่างที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ ทุกวันนี้ยัง ใช้ชีวิตเหมือนเดิม ยอมรับว่ามีบางช่วงที่คิดถึงน้องชมพู่ เพราะเคยดูแลมาตลอด ถึงแม้จะจากไปแล้ว ยังเป็นลูกหลาน เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูลนายไชย์พลเผยอีกว่า รู้สึกว่าเป็นแพะรับบาปในคดีนี้ แต่กระบวนการยุติธรรมจะเป็นตัวพิสูจน์ว่า ตัวเองผิดจริงหรือไม่ มั่นใจล้านเปอร์เซ็นต์ว่าวันที่ น้องชมพู่หายตัวไป ตนไม่ได้อยู่ที่หมู่บ้าน ที่ผ่านมา ใช้เงินในการต่อสู้คดีนี้จำนวนมาก หากคำสั่งศาลออกมา เป็นแบบใดเราทั้งสองจะสู้ให้ถึงที่สุด และเชื่อว่าไม่ว่าจะออกในแนวทางไหน คดีนี้น่าจะต้องสู้ถึง 3 ศาล โดยหากพิสูจน์ว่าผมและป้าแต๋นไม่ผิด ก็จะปรึกษาทีมทนายว่าจะดำเนินการอย่างไร และจะเรียกร้อง ให้กับสิ่งที่สูญเสียไปไหมต้องดูอีกที แต่ตามหลักมนุษยชนแล้วก็ควรทำ ส่วนที่ตนต้องย้ายออกมาจาก บ้านกกกอก เพราะว่าถูกสั่งให้รื้อพญานาคที่ตอนแรก สร้างในหมู่บ้านกกกอก จ.มุกดาหาร เพราะรุกที่ป่าย้ายมาตั้งที่นี่ซึ่งเป็นบ้านเกิดของตนแทน และย้ายมาพัก อาศัยที่นี่ด้วย แต่ยังกลับไปบ้านกกกอกเดือนละ 1 ครั้ง“ช่วงไปเดินตลาดจะมีกลุ่มคนมองตนและป้าแต๋นเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือให้กำลังใจ ขณะที่อีกส่วนมองอีกแบบ เหมือนมีคนสองกลุ่มที่ขัดแย้งกันอยู่ ไม่อยากให้เกิดภาพแบบนั้นในชีวิตของเรา เวลาไปไหนมักเป็นเป้าสายตาเสมอ เป็นเรื่องที่ตนและป้าแต๋นไม่อยากเจอ ในการพิจารณาคดีวันพรุ่งยืนยันว่า หากมีการเลื่อนตัดสินคดีออกไปจริง แต่ยังคงไปศาลจังหวัดมุกดาหารเหมือนเดิม” ลุงพลกล่าวด้านนางสมพร หรือป้าแต๋น หลาบโพธิ์ เปิดเผยว่า หลังจากตกเป็นจำเลยไม่ได้พูดคุยกับฝั่งแม่ของน้องชมพู่เลย ไม่ใช่แค่ลุงกับป้าที่ได้รับผลกระทบ แต่ลูกชาย 2 คน ก็ถูกเพื่อนที่โรงเรียนถาม ตอนแรกๆ เด็กไม่เข้าใจ แต่เมื่อรู้ว่าพ่อแม่เป็นอย่างไร เรื่องนี้ไม่กระทบกับพวกเขา ตรงกันข้ามเด็กๆออกตัวปกป้องด้วยซ้ำ ส่วนความสัมพันธ์กับครอบครัวที่ต้องแตกหักหลังเกิดคดี ตนมองว่าที่จริงแล้วหากครอบครัวหนักแน่น โดยเฉพาะคนที่เป็นหัวหน้าครอบครัว ฟังเหตุผลทั้งสองฝ่ายถึงความเป็นไปได้ การแตกหักก็จะไม่เกิดขึ้น 3 ปีที่ผ่านมาไม่มีอะไรดีสำหรับเรา ต้องขอบคุณกำลังใจของคนที่มองในมุมต่างออกมาบางคนอาจมองว่า 3 ปีที่ผ่านมาชีวิตลุงกับป้าสบาย มีเงินทองมากขึ้น ความจริงแล้วถ้ามีเงินแล้วไม่มีคดีจะดีกว่าขณะที่นางสาวิตรี วงศ์ศรีชา แม่น้องชมพู่และครอบครัวน้องชมพู่ นำอาหารและสิ่งของที่ลูกสาวชอบมากราบไหว้ธาตุที่วัดถ้ำภูผาแอก บ้านกกกอก อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร เพื่อประกอบพิธีกรรมบอกกล่าวตามความเชื่อ ขอให้ผู้กระทำมารับกรรมที่ก่อไว้ก่อนที่ศาลนัดอ่านคำพิพากษา ด้านนางสาวิตรีเผยว่า พูดอะไรมากไม่ได้เกรงจะกระทบกับรูปคดี มั่นใจพยานหลักฐาน โดยเฉพาะการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ แต่ไม่ว่าผลการพิพากษาจะออกมาอย่างไร ทุกคนในครอบครัวเคารพการตัดสินคดีอ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ทั้งหมดที่นี่