คนไทยในอิสราเอลทยอยเดินทางกลับถึงไทยตลอดวัน สองเที่ยวบินรวม 374 คน มีนักศึกษา ม.นราธิวาส-มรภ.สกลนคร กลับมาด้วย 33 คน ด้านนายกฯแสดงความกังวลหลังพบคนไทยตายเพิ่มอีก 1 ส่งยอดเสียชีวิตพุ่งเป็น 29 คน เตรียมใช้ความสัมพันธ์ ส่วนตัวพูดคุยกับเหล่าผู้นำนานาชาติในการไปเยือนจีนกับซาอุดีอาระเบีย ในการช่วยตัวประกันคนไทยและการขอบินผ่านน่านฟ้า ย้ำมีเที่ยวบินรับคนกลับมาตุภูมิไม่ต่ำกว่า 32 เที่ยวบิน พร้อมจัดมาตรการช่วยเหลือแรงงานไทยในทุกมิติ ทั้งจ่ายเงินชดเชย เยียวยากายใจ และช่วยหางานใหม่ให้ทำ ด้านโฆษก กต.อิสราเอลแถลงวอนนานาประเทศช่วยกดดันฮามาสปล่อยตัวประกัน เชื่อไม่มีทางใช้การเจรจาได้ทางการเดินหน้าอพยพคนไทยที่ไปทำงานในประเทศอิสราเอลกลับสู่มาตุภูมิ อย่างต่อเนื่องและลุล่วงด้วยดี โดยวันที่ 16 ต.ค.เดินทางกลับมาถึงอีก 2 ระลอก เป็นชุดที่ 4 จำนวน 130 คน และชุดที่ 5 จำนวน 244 คน ทอ.พากลับไทยอีก 130 คนที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง กทม. เมื่อเวลา 06.50 น. เครื่องบินแอร์บัส A340-500 ของกองทัพอากาศ เที่ยวบินที่ RTAF 218 เป็นเที่ยวบินแรกของกองทัพอากาศที่เดินทางไปอพยพคนไทยในอิสราเอล จำนวน 130 คน แบ่งเป็นชาย 127 คน หญิง 2 คน และเด็กหญิง 1 คน กลับถึงไทยเป็นที่เรียบร้อย มีทีมแพทย์ทหารอากาศ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยบนอากาศยาน และมีลูกเรือดูแลอำนวยความสะดวกตลอดเส้นทางการบิน เมื่อเครื่องลงจอดเทียบหน้าอาคารผู้โดยสาร นายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพลอากาศเอกเสกสรร คันธา เสนาธิการทหารอากาศ ผู้แทนผู้บัญชาการทหารอากาศ และคณะนายทหารชั้นผู้ใหญ่มาให้การต้อนรับคณะคนไทยที่บริเวณลานจอดเครื่องบินหน้าอาคารผู้โดยสาร ท่าอากาศยานทหาร 2 อย่างอบอุ่นชื่นชมปฏิบัติภารกิจสำเร็จนายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวกับนักบินและคณะกองทัพอากาศที่จัดการลำเลียงคนไทยเดินทางกลับจากอิสราเอลว่า ดีใจและชื่นใจที่ได้เห็นทุกท่านกลับมาโดยสวัสดิภาพ พร้อมกับมีภารกิจที่สำเร็จอย่างสมบูรณ์ นั่นคือทุกท่านกลับมาด้วยสภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ ประการที่สองคือ ภารกิจการนำพี่น้องเรากลับมา หน้าตาทุกคนเหมือนกับว่าได้รอดพ้นจากอันตรายและทุกคนเหมือนมีความรู้สึกว่าจะได้กลับมาสู่ความอบอุ่นของแผ่นดิน ของครอบครัว เพราะฉะนั้นต้องชื่นชมความเสียสละของทุกท่านและความตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งด้วยจิตใจที่มีความโอบอ้อมอารีต่อพี่น้องคนไทยด้วยกัน และขอให้ทุกท่านได้พักผ่อนเพื่อจะได้ปฏิบัติหน้าที่ในรอบต่อไป ภาพรวมของการปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามที่กองทัพอากาศวางแผนไว้18 ต.ค.นี้บินไปรับอีกรอบต่อมา นายสุทินได้ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมอีกว่า การปฏิบัติภารกิจในรอบแรกของกองทัพอากาศเดิมทีจะมีผู้โดยสารทั้งหมด 138 คน แต่กลับมาจริง 130 คน ที่ไม่ได้มา 8 คน กำลังตรวจสอบเหตุผลอยู่ แต่เข้าใจได้ว่าการเดินทางมาสนามบินเป็นอุปสรรค และคนไทยเองอาจลังเลและเปลี่ยนใจด้วย ส่วน 130 คนที่มามีผู้ป่วย 4 คน และกองทัพอากาศมีแผนไปรับคนไทยอีก 5 เที่ยว ครั้งต่อไปคือในวันที่ 18 ต.ค.ไปจนถึงสิ้นเดือน โดยใช้เส้นทางบินเดิม คาดจะสามารถรับมาได้รวม 800 คน ยังไม่นับรวมของสายการบินเอกชนอุปสรรคสำคัญยังมีการสู้รบนายสุทินกล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องความปลอดภัยในการเดินทางมาขึ้นเครื่องบินกลับที่อิสราเอล ตอนนี้อุปสรรคส่วนใหญ่คือสถานการณ์การสู้รบ ที่ยังมีการยิงจรวดโจมตีกันอยู่อย่างสม่ำเสมอ ทำให้การเดินทางจากพื้นที่ต่างๆ มาสนามบินเป็นไปอย่างยากลำบาก ขณะที่ปัญหาเรื่องหนังสือเดินทางเป็นปัญหาเล็กน้อย ทางสถานทูตจะดูแลออกให้ทดแทนแก้ปัญหาหน้างานอยู่แล้ว คาดว่าจนถึงสิ้นเดือน ต.ค.นี้จะมีคนไทยอพยพออกมาได้ประมาณ 6,000 คน แต่ตอนนี้กำลังคิดวิธีการอื่นๆเพิ่มเติม อาจได้มากกว่า 6,000 คน แต่ต้องเข้าใจว่าสถานการณ์ตอนนี้ทางอิสราเอลเคร่งครัด คาดว่าในสิ้นเดือนนี้น่าจะพาผู้อพยพกลับเข้ามาได้ประมาณ 6,000 คน ถ้าเป็นไปตามแผนของรัฐที่วางไว้ขณะนี้ แต่ปัญหาคือทางอิสราเอลไม่อนุญาต ต้องรอการอนุญาตจากอิสราเอลจึงจะบินได้ เพราะตอนนี้กำลังรบ ถ้าเครื่องบินเราบินไปเกะกะทางยุทธการเขา เขาไม่ให้บินเข้าไป ทำให้เสียเวลาอยู่หลายวันคืนเงินค่าตั๋วให้คนบินมาเองนายสุทินยังกล่าวถึงการนำเครื่องบินซี 130 ไปรับด้วยว่า มีการเตรียมไว้ ต้องเติมน้ำมันหลายที่ และเป็นเครื่องบินทหาร เมื่อบินผ่านหลายประเทศ ต้องขอหลายที่ทำให้ยากขึ้น ดังนั้น รัฐบาลใช้เครื่องพาณิชย์เช่าเครื่องบินเอกชนเข้ามาช่วย วันนี้การอพยพเป็นสองระบบคู่กันอยู่คือใช้ทางกองทัพ ขณะที่เครื่องบินพาณิชย์เราก็เช่าเหมาลำ ส่วนบางคนใจร้อนบินมาเอง แต่มาถึงเมืองไทยเราก็คืนตังค์ให้ อันนี้คือการช่วยเหลือ บนเครื่องก็จัดพยาบาลจากแพทย์จากหน่วยดูแล อันนี้ให้เข้าใจว่ารัฐบาลไม่ทอดทิ้ง กองทัพทำเต็มที่แล้วหากจำเป็นให้ ทร.เอาเรือไปรับนายสุทินกล่าวด้วยว่า รัฐบาลกำลังคิดแผนใหม่อยู่ว่ากำลังจะเอาเครื่องบิน ซี 130 ที่บินไกลไม่ได้ ไปลำเลียงจากอิสราเอลไปไว้ประเทศที่สาม เช่น จอร์แดน ซาอุดีอาระเบีย ดูไบ ไซปรัส นอกจากนี้ เราคิดไปถึงขนาดว่าถ้าจำเป็นอาจต้องเสริมด้วยทางเรือ กองทัพเรือจะเอาเรือไปจอดรับ แต่ตอนนี้อาจยังไม่ถึงขั้นนั้น ย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าดีใจและขอให้ทุกคนกลับบ้านด้วยความปลอดภัย ชดเชยเยียวยาหางานใหม่นายสุทินกล่าวอีกว่า จากนี้เป็นการดูแลในเรื่องการตรวจสุขภาพ และกระทรวงแรงงานพร้อมที่จะจ่ายเบื้องต้นให้ก่อน 15,000 บาท ส่วนกระทรวงการพัฒนาสังคมฯดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายค่ารถกลับบ้าน และเมื่อกลับไปถึงบ้านจะมีกระบวนการในการติดตามดูแล โดยกระทรวงแรงงานจะสำรวจความประสงค์ ถ้าเหตุการณ์สงบสัญญายังเหลือ จะกลับไปอีกก็คุยกับกระทรวงแรงงาน ถ้าไม่อยากไปหรือจะไปประเทศอื่น กระทรวงแรงงานพร้อมที่จะหางานให้ ถือเป็นระบบการดูแล ดังนั้น อยากให้ทุกคนมีกำลังใจ กลับบ้าน และอยู่กับครอบครัว ทำมาหากินต่อไป ถ้าคนอีสานจะบอกด้วยว่ามาเด้อขวัญเด้อ หมดทุกข์ หมดโศกแล้ว รอดตายแล้วใช้กว่า 32 เที่ยวบินรับคนไทยส่วนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเครื่องบินกองทัพอากาศอพยพคนไทยในอิสราเอลจำนวน 130 คนว่า ดีใจที่คนไทยได้เดินทางกลับประเทศ หลังจากนี้ให้กระทรวงแรงงานช่วยหางานที่เหมาะสมให้ประกอบอาชีพ ส่วนเรื่องการอพยพคนไทยที่เหลือ พยายามทำอย่างเต็มที่และจะดำเนินการให้เร็วที่สุด เที่ยวบินที่รับคนไทยเดินทางกลับต้องมี 32 เที่ยวบิน และจะต้องเพิ่มขึ้นหวังใช้สัมพันธ์ส่วนตัวคุยเหล่าผู้นำต่อมานายเศรษฐาให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนจะเดินทางไปประชุมเวทีข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทางครั้งที่ 3 ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน และการประชุมสุดยอดอาเซียนคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับครั้งที่ 1 ที่ซาอุดีอาระเบีย รวมถึงการเยือนทั้ง 2 ประเทศ ระหว่างวันที่ 16-22 ต.ค.นี้ ถึงการช่วยเหลือคนไทยในอิสราเอลว่า นอกจากเรื่องการค้าและทางการทูตแล้ว โอกาสนี้จะได้พบผู้นำหลายประเทศ อย่างที่ทราบกันดีต้องอาศัยการทูต ทั้งช่องทางที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ และจะใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวพูดคุยกันในเรื่องนี้ และเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผู้นำประเทศทุกคนให้ความสำคัญ และเป็นห่วงเป็นใยจริงๆ อยากให้ทุกอย่างจบได้ด้วยดีจ่อคุยซาอุฯ ขอบินผ่านน่านฟ้านอกจากนี้ นายเศรษฐายังกล่าวถึงกรณีเครื่องกองทัพอากาศต้องบินอ้อม ไม่สามารถบินตรงไปรับคนไทยในอิสราเอลได้ เพราะไม่สามารถบินผ่านเส้นทางของซาอุดีอาระเบียได้ว่า ไม่น่าใช่ ตรงนี้ยังไม่ได้รับข้อมูลมา และคิดว่าการเดินทางไปเยือนครั้งนี้คงต้องคุย โดยจะได้เจอเจ้าชายโมฮัมเหม็ดบิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบีย และในฐานะนายกฯคงจะได้เจรจากันหลายเรื่อง คนไทยตายเพิ่มอีก 1 ศพต่อมานายเศรษฐาให้สัมภาษณ์อีกครั้ง ที่อาคารรับรองพิเศษท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ถึงสถานการณ์แรงงานไทยในอิสราเอลว่า ขณะนี้มีแรงงานไทยถูกจับเป็นตัวประกันเพิ่มอีก 1 คน เสียชีวิตเพิ่มอีก 1 คน ซึ่งสถานการณ์ไม่ได้เบาบางลงไป ยังอยู่ในขั้นวิกฤติเหมือนเดิม ส่วนเรื่องตัวประกันจะพยายามทำทุกวิถีทาง แต่มีความคืบหน้าที่ดีขึ้นในแง่ของการเจรจาและเป็นเรื่องที่น่ากังวลอยู่ เรื่องผู้เสียชีวิต สั่งการให้นำคนของเราออกมาโดยเร็วที่สุด ให้หาเที่ยวบินเพิ่มมากขึ้น เพื่ออพยพคนทั้ง 7,000 คนให้ได้ภายในสิ้นเดือนนี้ลูกโผกอดพ่อกลับมาปลอดภัยที่สถาบันบำราศนราดูร กรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นจุดที่จัดไว้รองรับให้ญาติพี่น้องมารอรับแรงงานไทยที่เดินทางกลับจากอิสราเอล มีเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานแรงงานจังหวัด กรมสวัสดิการและการคุ้มครองแรงงานจังหวัด และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มาคอยอำนวยความสะดวก ท่ามกลางครอบครัวของแรงงานไทยมารอแต่เช้ามืด ในเวลา 09.00 น. รถบัส 5 คัน ที่นำแรงงานไทยมาถึงหน้าอาคารสถาบัน ญาติพี่น้องที่มารอคอยต่างแสดงสีหน้าดีใจและวิ่งเข้าหา โดยเฉพาะนายนพโรจน์ วิมลธรรมวัชร์ อายุ 37 ปี ภูมิลำเนา จ.นครราชสีมา มีภรรยาและลูกสาว วัย 10 ขวบและลูกชาย วัย 9 ขวบ พร้อมแม่ยายมาคอยรอรับทันทีที่ลูกทั้งสองเห็นพ่อเดินลงจากรถต่างวิ่งกรูตะโกนเรียก “พ่อ” พร้อมเข้าไปโผกอดพ่อด้วยความดีใจจนน้ำตาคลอ ลูกๆบอกพ่อว่า “ดีใจที่พ่อกลับมา” สร้างความตื้นตันใจให้กับผู้เป็นพ่อที่แววตาดีใจที่เจอลูกจนน้ำตาคลอเบ้าการติดต่อกันทำได้ยากด้านนายพงศกร คำภิโล ชาวลำปาง หนึ่งในแรงงานไทยที่กลับมา กล่าวว่า ไปทำงานที่อิสราเอลได้ 1 ปี เป็นงานการเกษตร ทราบตั้งแต่แรกว่าอิสราเอลเป็นประเทศสงคราม ส่วนที่พักของตนตั้งอยู่ในเมืองหนึ่ง อยู่ใกล้ฉนวนกาซา อาศัยร่วมกับเพื่อนคนไทยที่ไปทำงานด้วยกันกว่า 10 คน ตลอดเวลา 1 ปีที่ทำงานอยู่นั้น เห็นการยิงตอบโต้กันทางอากาศแต่ไม่รุนแรง ประกอบกับรายได้ที่ค่อนข้างดี ทำให้ตนและเพื่อนเลือกจะทำงานต่อ ต่างจากครั้งนี้ที่เป็นการต่อสู้ภาคพื้นดิน มีการทิ้งระเบิดห่างจากที่พักเพียง 10 เมตรเท่านั้น ทำให้ตนและเพื่อนตัดสินใจย้ายไปศูนย์อพยพและขอกลับประเทศไทย ส่วนจะกลับไปทำงานต่อหรือไม่นั้น ขอพิจารณาความปลอดภัยก่อน ส่วนเพื่อนบางคนที่ยังไม่ได้กลับมา ติดต่อค่อนข้างยากเพราะสัญญาณอินเตอร์เน็ตไม่เสถียร แต่ได้ทราบว่าการช่วยเหลือทางทหารยังเข้าไปไม่ถึง บางส่วนนายจ้างไม่ให้ออกมาด้วย ตอนนี้มาถึงประเทศไทยไม่รู้สึกกลัวแล้ว อยู่ที่อิสราเอลน่ากลัว นอนไม่ได้เพราะมีแต่เสียงระเบิดทั้งคืนยิ่งอยู่ใกล้ฉนวนกาซาด้วย จะติดต่อใครก็ยากเพื่อนถูกสะเก็ดระเบิดหูขาดขณะที่ น.ส.ประภัสสร ศรีสวัสดิ์ อายุ 34 ปี แรงงานหญิงที่รอดตายกลับมา เปิดเผยว่า เพิ่งเดินทางไปทำงานเกษตรที่เมืองเนทีฟอาซาราได้เพียง 5 เดือนเท่านั้น ก็มาเจอเหตุการณ์ระทึกแบบนี้ ความรู้สึกในวันนั้นทั้งตกใจกลัวและเครียดมาก จากที่เจอจรวดยิงเข้ามา ตกใจกลัวจะแย่อยู่แล้ว โดยเหตุการณ์เริ่มตั้งแต่ช่วง 6 โมงเช้า มีระเบิดที่ผ่านเครื่องยิงสกัดมาลง 3 ลูก ทางนายจ้างประกาศให้หลบหนีเข้าโดม ตนกับเพื่อนแรงงานคนไทยทั้งหมด 7 คน เป็นชาย 5 คน หญิง 2 คน วิ่งหนีตายกันมาหลบอยู่ในโดมกับนายจ้าง ระหว่างที่หลบกันอยู่นั้นมีเสียงระเบิดตามมาเป็นร้อยๆลูก เห็นกลุ่มควันเต็มเมืองไปหมดมีคนงานไทย เป็นคนเหนือถูกสะเก็ดระเบิดเข้าที่หู จนหูขาดแต่ก็รอดมาได้พบติดเชื้อหวัดใหญ่ชนิด Aด้าน นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร รักษาราชการแทนอธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า แรงงานไทยที่กลับรอบเช้าวันที่ 16 ต.ค. คัดกรองรวม 130 ราย เป็นสัญชาติไทย 129 ราย และสัญชาติอิตาลี 1 ราย พบผู้ที่มีอาการทางเดินหายใจ 6 ราย เป็นชาย 5 ราย หญิง 1 ราย ตรวจสารพันธุกรรมของเชื้อก่อโรคทางเดินหายใจ พบไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิด A H1N1pdm2009 1 ราย ไวรัสไข้หวัด (common cold) 3 ราย ไม่พบเชื้อ 2 ราย มีบาดเจ็บจากหกล้มกระดูกแขนหัก 1 ราย (3 สัปดาห์ก่อน) ได้รับการรักษาผ่าตัดเรียบร้อยจากประเทศอิสราเอล ตรวจเช็กสภาพร่างกายและล้างแผลเพิ่มเติม และมีเพียง 37 คน ที่ต้องได้รับการประเมินด้านสุขภาพจิตเพิ่มเติม ผลการประเมินพบความเครียดระดับปานกลาง ทุกคนสามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้จัดที่พัก–เร่งผลตรวจแล็บนพ.ธงชัยกล่าวอีกว่า ได้สั่งให้หน่วยงานในสังกัดเตรียมความพร้อม ดังนี้ 1.กองด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศและกักกันโรค เตรียมการคัดกรองสุขภาพ และประสานงานส่งผู้ป่วยบาดเจ็บหรือโรคทั่วไป ไปที่โรงพยาบาลที่รับผู้ป่วย ทั้งอาคารอากาศยาน บน.6 และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 2.เตรียมที่พักชั่วคราว สำหรับผู้เดินทางที่ยังไม่สามารถกลับภูมิลำเนา ที่กองด่านฯ จำนวน 60 ห้อง ความจุ 90 คน 3.เตรียมการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการชนิดรวดเร็วที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและสถาบันบำราศนราดูร สำหรับกรณีผู้ป่วยมีอาการ 4.เตรียมวัคซีน สำหรับทีมที่จะไปปฏิบัติงานต่างประเทศ เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ โควิด-19 ไข้กาฬหลังแอ่น และ 5.สถาบันบำราศนราดูรเตรียมห้องพักต่างๆ รองรับผู้ป่วยโรคติดต่อ ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกคนปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ และสื่อสารกันให้มากขึ้น ช่วยแรงงานไทยทุกมิติขณะที่นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่งคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวถึงการช่วยเหลือแรงงานไทยที่เดินทางกลับประเทศว่า พม.ได้จัดนักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา และสหวิชาชีพ ใน 2 จุดหลัก คือที่จุดคัดกรองแรงงานที่เดินทางมาถึง มีการช่วยเหลือในส่วนของที่พักและค่าใช้จ่าย และ พม.แต่ละจังหวัดได้เข้าไปพูดคุยกับครอบครัวที่ได้ผลกระทบ และทำแผนช่วยเหลือรายบุคคล โดยมีทีมเคสเมเนเจอร์ตรวจเยี่ยมครอบครัวทั้งผู้บาดเจ็บและผู้ถูกจับเป็นตัวประกัน พร้อมจัดทีมฮอตไลน์ 1300 ตลอด 24 ชม.เตรียมจัดหางานอื่นให้ทำส่วนที่กระทรวงแรงงาน วันเดียวกัน นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวหลังประชุมวอร์รูม ติดตามสถานการณ์แรงงานไทยในอิสราเอลว่า แรงงานไทยที่เดินทางกลับมาและอยากไปทำงานในประเทศอื่นจะช่วยหางานให้โดยอาจจะไปทำงานภาคเกษตรในเกาหลี ญี่ปุ่น หรือออสเตรเลีย ตามความถนัดของแรงงานไทยที่กลับมา หรือถ้ามีการฝึกอาชีพจนสามารถทำงานด้านอื่น จะช่วยหางานให้มีอาชีพมีรายได้ ตามนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงแรงงาน คนที่กลับมาอาจจะยังไม่รู้จะประกอบอาชีพอะไร ทางกระทรวงจะมีเจ้าหน้าที่ไปให้คำแนะนำ อย่างน้อยเงินจากกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานต่างประเทศ 15,000 บาท ยังช่วยเหลือในเบื้องต้นได้เล็งช่วยกลุ่มถูกบังคับทำงานกรณีมีแรงงานไทยหลายคนอยากกลับ แต่นายจ้างยึดเอกสารไว้ ไม่ให้กลับและมีการเอาอาวุธข่มขู่ จนร้องขอความช่วยเหลือผ่านมาทางโซเชียลนั้น นายไพโรจน์กล่าวว่า จะไปพบเอกอัครราชทูตอิสราเอล ประจำประเทศไทย ในวันที่ 17 ต.ค.เพื่อหารือในกรณีที่ยังมีนายจ้างบางส่วนไม่ยอมให้แรงงานไทยกลับบ้าน เพราะกลัวจะไม่มีคนทำงาน แต่ตอนนี้อยู่ในภาวะสงคราม จะขอให้ทางการอิสราเอลแจ้งนายจ้างให้ปล่อยแรงงานไทยกลับและต้องนำไปไว้ในที่ปลอดภัย หากไม่อยากทำงานต้องไม่บังคับ สำหรับคนที่ถูกบังคับข่มขู่ ขอให้แจ้งที่อยู่และโลเกชันมาที่สถานทูตไทยในอิสราเอล รวมทั้งที่กลับมาก่อนโดยยังไม่ได้รับเงินเดือนค้างจ่าย จะช่วยประสานให้ได้รับเงินคืนทั้งหมดกลับมาอีกชุดใหญ่ 244 คนต่อมานายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายก รัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์และความคืบหน้าในการช่วยเหลือคนไทยในอิสราเอลว่า เมื่อช่วงเช้ามีแรงงานไทยเดินทางกลับมาจำนวนหนึ่ง และในช่วงเย็นมีมาเพิ่มอีก โดยแจ้งไว้ 250 คน และไม่ปรากฏตัว 6 คน จะเหลือ 244 คน ในจำนวนนี้มีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยนราธิวาส 30 คน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 3 คน ส่วนนักศึกษาที่เหลือยังไม่แสดงความจำนงที่จะกลับ เข้าใจว่าผู้ปกครองของนักศึกษามีความเป็นห่วง สถานเอกอัครราชทูตไทยในอิสราเอลกำลังดำเนินการให้นักศึกษาเดินทางกลับมาก่อนเพื่อความปลอดภัย ขณะนี้ใครแสดงความจำนงกลับมาสถานทูตก็พร้อมนำส่งกลับทันที มีทั้งหมด 32 เที่ยวบินคาดว่าไม่ต่ำกว่า 5,600 คน ส่วนที่เหลือกำลังประสานอยู่ให้กลับมาโดยเร็วที่สุดเร่งตาม 6 คนที่แจ้งแล้วไม่มาเมื่อถามถึง 6 คนที่หาตัวไม่พบนั้น นายปานปรีย์ชี้แจงว่า มีการลงชื่อไว้แล้วแต่ไม่มา กำลังติดตามตัวอยู่ว่ามีสาเหตุใดถึงไม่มาและเครื่องบินไม่สามารถรอได้ แต่ไม่เป็นไรหากจะกลับมาก็ยังมีเที่ยวบินอยู่ ยืนยันว่าไม่น่าจะมีปัญหา น่าจะปลอดภัย ส่วนเรื่องการขยายเที่ยวบินเพิ่มอีก เนื่องจากว่ามีผู้ประสงค์ที่จะขอกลับมาเกือบ 7,500 คนแล้ว ตามแผน สามารถที่จะนำคนไทยกลับมาได้เกือบ 6,000 คนแล้ว ส่วนที่เหลืออีก 1,000 คน ขณะนี้กำลังประสานงานกับสายการบินที่อยู่ในพื้นที่อิสราเอล และตะวันออกกลาง โดยจะนำกลับมาเพิ่มขึ้นโดยเร็วที่สุดกต.แจงตายรวม 29 ขอกลับพุ่งทั้งนี้ ในเวลาต่อมา กระทรวงการต่างประเทศ ได้แจ้งสถานะคนไทยที่ได้รับผลกระทบในอิสราเอล ณ วันที่ 16 ต.ค.2566 ว่า ได้รับรายงานมีคนไทยเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 1 ราย รวมเป็น 29 ราย ผู้บาดเจ็บเท่าเดิมคือ 16 ราย และจำนวนคนไทยที่ถูกจับเป็นตัวประกันเท่าเดิม คือ 17 ราย ขณะที่มีคนไทยประสงค์ขออพยพกลับประเทศแล้ว 7,596 คน และไม่ขอกลับ 99 คนมีเที่ยวบินกลับไทยทุกวันนอกจากนี้ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้ออกประกาศด่วนความว่า สถานเอกอัครราชทูตฯขอให้คนที่ประสงค์จะเดินทางกลับไทย ยืนยันความประสงค์ด้วยการเดินทางมาที่ศูนย์ เพื่อสถานเอกอัครราชทูตฯ สามารถอำนวยความสะดวกให้ท่านได้เดินทางกลับไทยในเที่ยวบินที่เร็วที่สุดต่อไป โดยตั้งแต่วันอังคารที่ 17 ต.ค.66 จะมีเที่ยวบินกลับไทยทุกวัน สำหรับผู้ที่จะเดินทางมาที่ศูนย์พักพิงฯขอให้รวมกลุ่มเดินทางมาที่ศูนย์ และขอใบเสร็จจากคนขับรถเพื่อนำไปเบิกที่ประเทศ ไทยต่อไป ด้วยความห่วงใย จากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟกลับด้วยบินพาณิชย์ลอตใหญ่จากนั้นเมื่อเวลา 19.05 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีเที่ยวบินพิเศษของสายการบิน EL AL เที่ยวบินที่ LY085 นำแรงงานไทยกลับจากอิสราเอลอีกกลุ่มใหญ่ จำนนวน 244 คน มาลงที่สนามบินสุวรรณภูมิ นับเป็นครั้งที่ 5 ในการอพยพคนไทยกลับมา และจะตามด้วยครั้งที่ 6 ออกเดินทางวันที่ 17 ต.ค. จากกรุงเทลอาวีฟ ด้วยสายการบินไทย เวลา 13.00 น. ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ในวันที่ 18 ต.ค.เวลา 05.00 น. จำนวนที่จะมาประมาณ 200-250 คน และครั้งที่ 7 วันที่ 18 ต.ค. เดินทางด้วยสายการบิน ELAL ออกเดินทางจากกรุงเทลอาวีฟ เวลา 22.00 น. ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ วันที่ 19 ต.ค. เวลา 11.00 น. จำนวน 80 คนสังหาร ผบ.หน่วยรบฮามาสสำหรับสถานการณ์การสู้รบระหว่างกองทัพอิสราเอลกับกองกำลังติดอาวุธกลุ่มฮามาสที่ดำเนินมากว่าสัปดาห์สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 16 ต.ค.ว่า กองทัพอิสราเอลยังคงปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อฉนวนกาซาอย่างต่อเนื่อง ตลอด 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ทางการอิสราเอลเปิดเผยว่าเป็นการทิ้งระเบิดใส่เป้าหมายทางทหารกว่า 100 จุด มีทั้งศูนย์บัญชาการกองกำลังติดอาวุธปาเลสไตน์กลุ่มฮามาส ค่ายฝึกนักรบ ฐานปล่อยจรวดโจมตีอิสราเอล ฐานจรวดต่อต้านรถถัง ไปจนถึงจุดสังเกตการณ์ ของกลุ่มฮามาส และประสบความสำเร็จในการสังหารนายบิลเลาะห์ อัล เคดรา ผู้บัญชาการหน่วยรบนุคห์บา สังกัดกองพันข่านยูนิส ในพื้นที่ทางใต้ของฉนวนกาซา นายเคดรามีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีสังหารพลเรือนอิสราเอลในเมืองนิริมและเมืองนีร์ ออซ เมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมาเล็งใช้ตัวประกันแลก 36 นักโทษขณะที่สำนักข่าวไทม์ส ออฟ อิสราเอล รายงานอ้างแหล่งข่าวทางการทูตว่า รัฐบาลกาตาร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง อยู่ระหว่างการเจรจากับตัวแทนกลุ่มฮามาส และเบื้องต้นได้รับคำตอบว่า อยู่ระหว่างเตรียมการปล่อยตัวประกันผู้หญิง เด็ก และคนชรา เพื่อแลกกับนักโทษวัยรุ่นและนักโทษหญิงชาวปาเลสไตน์ 36 คน ที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำของอิสราเอล ฮามาสยอมรับว่าการจับตัวประกันผู้หญิง เด็ก และคนชรา กลับกลายเป็นสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลอิสราเอลใช้มาตรการทางทหาร กระนั้น เงื่อนไขนี้ทางอิสราเอลไม่พอใจ จำเป็นต้องเจรจาเพิ่มเติมต่อไป มะกันแนะกำจัดแต่ไม่ยึดครองด้านนายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวซีบีเอสของสหรัฐฯ ว่าอิสราเอลจำเป็นต้องตอบโต้ในเหตุการณ์ครั้งนี้ จำเป็นต้องกำจัดกลุ่มฮามาสที่หลบซ่อนตัวอยู่หลังพลเรือน แต่มองว่าอิสราเอลไม่ควรยึดครองฉนวนกาซา ควรวางแนวทางสร้างรัฐปาเลสไตน์ ควรเข้าใจว่ามีชาวปาเลสไตน์จำนวนมากที่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซาหรือกลุ่มติดอาวุธฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนหวังนานาชาติช่วยกดดันฮามาสนอกจากนี้ เวลา 09.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นของประเทศอิสราเอล กระทรวงการต่างประเทศอิสราเอล แถลงข่าวผ่านระบบออนไลน์เกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง นายไลออร์ ไฮอัต โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิสราเอล กล่าวว่าขณะนี้อิสราเอลอยู่ในสภาวะสงครามที่เกิดจากองค์กรก่อการร้าย สังหารและลักพาตัวชาวอิสราเอลตลอดจนยิงจรวดพุ่งเป้าไปยังกรุงเทลอาวีฟ นครเยรูซาเล็ม และเมืองอื่นๆที่มีชาวอิสราเอลอาศัยอยู่ อิสราเอลคาดหวังจะได้รับการช่วยเหลือจากประชาคมระหว่างประเทศ ในแบบเดียวกันกับที่ประชาคมระหว่างประเทศตอบสนองต่อรัฐอิสลามอิรักและซีเรีย หรือไอซิส (Islamic State of Iraq and Syria: ISIS) พร้อมยอมรับว่านี่จะเป็นสงครามที่ยากและยาวนาน แต่เราจะชนะ และย้ำว่าเป้าหมายของอิสราเอล คือการหยุดยั้งฮามาสจากการครอบครองฉนวนกาซา ปัจจุบันฮามาสไม่เปิดให้ประชากรในฉนวนกาซาอพยพลงไปทางตอนใต้ เพราะต้อง การใช้เป็นเกราะกำบังมนุษย์ และเพื่อการโฆษณาชวนเชื่อไม่เห็นทางเจรจาช่วยตัวประกันในการแถลงข่าวครั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศอิสราเอลยังเชิญหญิงชาวอิสราเอล 2 คน มาเล่าประสบการณ์จากการอยู่อาศัยใกล้เคียงกับพื้นที่สู้รบ ก่อนที่สื่อมวลชนจากทั่วโลกจะเริ่มถามในประเด็นหลากหลาย รวมถึงการช่วยเหลือตัวประกันชาวไทยที่ถูกจับกุมในบริเวณฉนวนกาซา โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิสราเอล ตอบว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ การปล่อยตัวประกันทั้งหมด เราจะทำทุกอย่างที่เราทำได้ ส่วนตัวไม่คิดว่าจะมีหนทางเจรจากับปีศาจได้ ในทางกลับกันเราหวังจะเห็นการกดดันจากประชาคมระหว่างประเทศมากกว่า เพราะชีวิตและความเป็นอยู่ของตัวประกัน ตลอดจนผู้สูญเสียในพื้นที่อิสราเอลและฉนวนกาซานั้น เป็นความรับผิดชอบของฮามาสอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่