การประชุมการประเมินสถานการณ์น้ำประจำสัปดาห์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง...ภาพรวมปริมาณฝนสะสมทั้งประเทศคงต่ำกว่าค่าปกติ 9% แต่สถานการณ์ดีขึ้นเป็นลำดับ จากอิทธิพลของร่องมรสุมที่พาดผ่านภาคกลาง ภาคเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้ง 35 แห่ง รวม 3,364 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)และในช่วงหลังจากนี้คาดว่าฝนจะยังคงกระจายตัวค่อนข้างดี แต่พื้นที่ตอนบนและตอนกลางของประเทศจะมีฝนลดลง แต่จะมีฝนตกมากในด้านตะวันตกและพื้นที่ภาคใต้ ก่อนที่ฝนจะกลับมาเพิ่มมากขึ้นในช่วงวันที่ 16 ต.ค.66 เป็นต้นไป เนื่องจากร่องมรสุมยังคงมีการเลื่อนตัวขึ้น-ลง คาดว่าจะมีปริมาณน้ำไหลเข้าเพิ่มเติมในอ่างฯใหญ่ เพิ่มอีก 2,650 ล้าน ลบ.ม. โดยจะเร่งกักเก็บน้ำไว้ใช้สำหรับฤดูแล้งที่จะมาถึงสถานการณ์ในอ่างเก็บน้ำหลายแห่งดีขึ้น โดยเฉพาะเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ที่คาดว่า ณ วันที่ 1 พ.ย.66 จะมีปริมาณน้ำไม่น้อยกว่า 80% ของความจุเก็บกัก ในขณะที่บึงบอระเพ็ดมีปริมาณน้ำแล้วกว่า 60 ล้าน ลบ.ม. เริ่มใกล้เคียงกับแผนที่วางไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งมีเป้าหมายจะสูบน้ำเข้าบึงบอระเพ็ดให้ได้ 100 ล้าน ลบ.ม. ขณะเดียวกันได้มอบหมายในพื้นที่พลิกวิกฤติเป็นโอกาส หาแนวทางดึงน้ำส่วนเกินจากแม่น้ำยมและแม่น้ำน่านไปกักเก็บในบึงบอระเพ็ดให้ได้มากที่สุด เพื่อรับมือสถานการณ์เอลนีโญในช่วงฤดูแล้ง และลดมวลน้ำที่จะไหลเข้าเขื่อนเจ้าพระยา ตามแผนควบคุมการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ไม่ให้เกิน 1,600 ลบ.ม./วินาที เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนให้น้อยที่สุดส่วนการนำน้ำเข้าสู่ทุ่งรับน้ำเพื่อลดการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา 11 ทุ่ง กรมชลประทานจะบริหารจัดการระดับน้ำให้ส่งผลกระทบในพื้นที่น้อยที่สุดและประชาชนยอมรับได้ส่วนลุ่มน้ำชี ปัจจุบันเขื่อนอุบลรัตน์มีปริมาณน้ำค่อนข้างมาก จึงมีการเสนอปรับเพิ่มการระบายน้ำเพื่อรักษาความมั่นคงของเขื่อน ให้ทุกจังหวัดเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำตลอดลุ่มน้ำชี รวมถึงต้องมีการบริหารจัดการน้ำส่งต่อถึงเขื่อนลำปาว เพื่อให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุดลำน้ำมูล บริเวณสถานีวัดน้ำ M.7 จ.อุบลราชธานี มีระดับน้ำสูงกว่าตลิ่งประมาณ 1 เมตร จะมีการเร่งคลี่คลายสถานการณ์ด้วยการหน่วงน้ำในช่วงตอนบนและเร่งระบายน้ำให้ได้มากที่สุด คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน ก่อนกลับเข้าสู่สภาวะปกติ.สะ–เล–เตคลิกอ่าน "หน้ามองฟ้า เท้าหยั่งดิน" เพิ่มเติม