นายกฯสั่งทุกหน่วยงานลุยช่วยผู้ประสบอุทกภัย พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดตลอด หลังหลายจังหวัดภาคเหนือยังอ่วมน้ำจากฝนตกหนักต่อเนื่อง เกิดน้ำป่าไหลซัดแรงทำตลิ่งพัง-สะพานถล่ม-ถนนขาด ล่าสุดน้ำจากลำน้ำยมทะลักเข้าท่วมสุโขทัย จ่อทะลุเข้าพื้นที่เศรษฐกิจ ส่วนแม่น้ำปิง-วัง บางจุดน้ำยังเชี่ยวกราก ด้าน ปภ.ประกาศเตือน 10 จังหวัด รวมถึง กทม.ตามจุดเสี่ยงที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาเตรียมรับน้ำเหนือ ส่วนการซ่อมทางรถไฟช่วง “แก่งหลวง-บ้านปิน” อ.ลอง จ.แพร่ กู้ขบวนรถได้แล้ว เร่งเปิดเส้นทางเดินรถไฟสายเหนือสถานการณ์อุทกภัยจากฝนตกหนักทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนและพื้นที่ทางการเกษตร ยังทวีความรุนแรงในหลายจังหวัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเหนือที่ลำน้ำสายหลักมีน้ำเอ่อล้นตลิ่ง เข้าซัดถนน สะพาน ทางรถไฟ ทำให้เส้นทางการคมนาคมบางช่วงถูกตัดขาดรองนายกฯ-รัฐมนตรีระดมช่วยแพร่ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตลอดวันที่ 1 ต.ค.รองนายกฯ ตลอดจนรัฐมนตรีกระทรวงที่เกี่ยวข้องต่างเดินทางมาติดตามการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยที่ จ.แพร่ รวมถึงขบวนรถไฟด่วนพิเศษขบวนที่ 13 กรุงเทพอภิวัฒน์-เชียงใหม่ ตกรางที่ อ.ลอง เนื่องจากเกิดน้ำป่าทะลักและดินสไลด์ ระหว่างสถานีแก่งหลวงถึงสถานีบ้านปิน ทั้งนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกฯ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว. เกษตรและสหกรณ์ นายเกรียง กัลป์ตินันท์ รมช.มหาดไทย นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รมช.คมนาคม นาย สมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง รวมถึงนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สส.แพร่ พรรคเพื่อไทย ทั้งนี้ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งกู้ขบวนรถอย่างเร่งด่วน คาดว่าภายในเย็นวันเดียวกัน จะเก็บกู้ขบวนรถที่ตกรางได้ทั้งหมด และเปิดให้รถไฟวิ่งได้ตามปกติในช่วงเย็น นายกฯเกาะติดสถานการณ์น้ำด้านนายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายก รัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯและ รมว.คลัง เฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง นายกฯมีความห่วงใยประชาชนในหลายพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยยังต้องการความช่วยเหลืออยู่ ได้สั่งการให้รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีลงพื้นที่ ขณะนี้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกำลังอยู่ในพื้นที่อุทกภัย เร่งติดตาม กำกับการช่วยเหลือประชาชน เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นายกฯ ย้ำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องพร้อมปฏิบัติงานในพื้นที่ กำชับเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง ให้แจ้งเตือนประชาชนทุกระยะ ช่วยเหลือประชาชนจนกว่าสถานการณ์จะผ่านพ้น และภายหลังน้ำลดให้เจ้าหน้าที่ทุกส่วนรีบช่วยเหลือประชาชน ฟื้นฟูบ้านที่อยู่อาศัยให้กลับสู่สภาวะปกติให้เร็วที่สุด นายกฯขอบคุณและเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่ทำงานกันอย่างหนักเพื่อให้ประชาชนผู้ประสบอุทกภัย ผ่านพ้นสถานการณ์ไปด้วยกันน้ำซัดสะพานเชื่อม 2 จังหวัดถล่มสำหรับสถานการณ์น้ำป่าในภาคเหนือที่ยังรุนแรง เมื่อคืนวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผวจ.เชียงใหม่ ไปตรวจสอบเหตุสะพานวังสะแกง อ.จอมทอง ถูกน้ำซัดขาดเป็น 3 ช่วง ระยะทางยาวกว่า 60 ม. สะพานดังกล่าว เป็นสะพานข้ามแม่น้ำปิง เชื่อมต่อเส้นทางระหว่าง อ.จอมทอง กับ อ.เวียงหนองล่อง จ.ลำพูน เมื่อเดือน พ.ค.2565 สะพานแห่งนี้เคยถูกน้ำซัดขาดมาแล้ว แก้ไขโดยนำสะพานเหล็กมาพาดให้รถเล็กสัญจรได้ และปัจจุบันอยู่ระหว่างการซ่อมแซม แต่กลับถูกมวลน้ำปริมาณมากพัดเอาสะพานเหล็กจมไปกับสายน้ำอีกครั้ง แขวงทางหลวงชนบทเชียงใหม่คาดว่าจะใช้ระยะเวลาซ่อมสะพานให้กลับมาใช้การได้ประมาณ 1 ปีปิดถนนเชื่อมสูงเม่น-เด่นชัยส่วนที่ จ.แพร่ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าน้ำป่ายังคงไหลหลากรุนแรง นอกจากซัดทางรถไฟขาดในพื้นที่ อ.ลอง แล้ว ยังทำถนนเส้นทางการเกษตรเชื่อมต่ออำเภอสูงเม่นและอำเภอเด่นชัย เป็นถนนทางหลวงชนบทหมายเลข 3032 พื้นที่หมู่ที่ 3 ต.บ้านปง อ.สูงเม่น ถูกน้ำป่าพัดจนถนนขาดไม่สามารถสัญจรไปมาได้ เบื้องต้นกรมทางหลวงชนบทได้ปิดกั้น ถนนเส้นนี้ และจะเร่งซ่อมแซมให้สามารถกลับมาใช้ได้ให้เร็วที่สุด ขณะที่ในพื้นที่ ม.4 บ้านมณีวรรณ หมู่ที่ 8 บ้านต้นห้าและหมู่ที่ 11 บ้านมณีวรรณ ต.ป่าแมต อ.เมืองแพร่ ที่น้ำท่วมอย่างหนัก กองพันทหารม้าที่ 12 กองพลทหารม้าที่ 1 ได้จัดกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน “เราทำความดีด้วยหัวใจ” ร่วมกับชุดปฏิบัติการภารกิจการพลเรือนประจำอำเภอ เข้าช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ เป็นการบรรเทาความเดือดร้อนในขั้นต้น ลำน้ำยมน้ำสูงล้นตลิ่งขณะที่สถานการณ์น้ำยมที่สถานีบ้านวังชิ้น อ.วังชิ้น จ.แพร่ เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 1 ต.ค.อยู่ที่ระดับ 11.19 ม. เพิ่มขึ้นจากเมื่อช่วงเช้า และล้นตลิ่งรับน้ำที่ระดับ 11 เมตร ทำให้กระแสน้ำไหลเอ่อท่วมหลายพื้นที่ ม.9 ม.11 ต.วังชิ้น ก่อนหน้านี้ นาย สมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกฯ พร้อมด้วยนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สส.แพร่ พรรคเพื่อไทยและคณะได้ติดตามความคืบหน้าการเก็บกู้ขบวนรถไฟตกรางที่สถานีรถไฟบ้านปิน อ.ลอง จ.แพร่ แล้วเดินทางต่อมาที่ อ.วังชิ้น เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำ นายวรวัจน์กล่าวว่า สถานการณ์น้ำในจังหวัดแพร่มีฝนตกลงมาตั้งแต่วันที่ 26-29 ก.ย.ที่ผ่านมา ทำให้มีมวลน้ำสะสม ประกอบกับเกิดน้ำป่าหลาก ทำให้เวลานี้มวลน้ำสูงถึง 11.18 เมตร ส่งผลให้สถานการณ์น้ำมีความรุนแรงและอันตรายเป็นอย่างมาก จึงอยากให้จังหวัดสุโขทัยและจังหวัดพิษณุโลกเตรียมความพร้อมในการรับมวลน้ำนี้ด้วย เพื่อช่วยกันลดผลกระทบกับพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด“สมศักดิ์” เล็งแก้ปัญหาน้ำระยะยาวด้านนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกฯ กล่าวถึงการแก้ปัญหาน้ำยมในระยะยาวว่า จะคุยกันในช่วงเย็นที่ จ.สุโขทัย จะเพิ่มระบบความปลอดภัยสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ หรือสร้างอะไรที่ทดแทนกันได้ ให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และจากสถานการณ์น้ำที่ได้ติดตามที่จังหวัดแพร่ ก่อนจะไหลไปรวมที่จังหวัดสุโขทัยนั้น ทำให้ต้องเร่งเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำยมเก็บข้าวของขึ้นที่สูง เบื้องต้นได้ประสานให้ทางจังหวัดเตรียมพร้อมในการรับมือมวลน้ำนี้แล้ว รวมถึงการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนเป็นการเร่งด่วน เพราะต้องการให้ประชาชน ได้รับผลกระทบและความเสียหายน้อยที่สุดมวลน้ำทะลักท่วมเมืองสุโขทัยส่วนที่ จ.สุโขทัย จากที่แนวคันดินบริเวณโค้งแม่น้ำยมฝั่งทิศตะวันตก บ้านวังหิน หมู่ 1 ต.ปากแคว อ.เมืองสุโขทัย ถูกกระแสน้ำกัดเซาะจนพังเป็นทาง ยาวกว่า 60 เมตร มาตั้งแต่เวลา 22.30 น. วันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา ทำให้น้ำไหลทะลักเข้าท่วมบ้านความสูงเกือบ 1 เมตร ประชาชนต้องขนข้าวของหนีน้ำกันอลหม่าน นายวีระศักดิ์ แสงทอง นายก อบต.ปากแคว กล่าวว่า จุดเกิดเหตุได้ทำแนวคันดินและเฝ้าระวังเต็มที่ แต่น้ำยมมามากจนเกิดล้นทะลักพังตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ ขณะนี้ได้นำ จนท.รวมทั้งประสานเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานเร่งเข้าช่วยเหลือชาวบ้าน รวมทั้งจัดตั้งโรงครัวทำอาหารช่วยชาวบ้านในเบื้องต้น ขณะที่ช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ที่บริเวณสะพานพระแม่ย่า ต.ธานี อ.เมืองสุโขทัย น้ำจากแม่น้ำยมได้เอ่อล้นบริเวณคอสะพานและไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่หลายจุด เจ้าหน้าที่ต้องนำกรอกกระสอบทรายไปอุดบริเวณที่น้ำได้ไหลเอ่อทะลักเข้าท่วม แต่ด้วยปริมาณน้ำที่มีมากและไหลแรง ทำให้เป็นอุปสรรคในการอุดกระแสน้ำขยายวงจ่อเข้าเขตเศรษฐกิจต่อมาเวลา 15.00 น. สถานการณ์น้ำยมที่ทะลักเข้าท่วมพื้นที่บ้านวังหิน หมู่ 1 ต.ปากแคว ยังคงรุนแรงอย่างต่อเนื่อง สร้างความเสียหายขยายวงกว้างเพิ่มมากขึ้น อบต.ปากแคว ได้นำทรายมาวางกองเป็นจุดๆในบริเวณที่สูง เพื่อให้ประชาชนเข้ามาบรรจุกระสอบทราย นำไปวางกั้นกระแสน้ำ นอกจากนี้ แขวงการทางสุโขทัยได้นำแบริเออร์คอนกรีตกว่า 50 ตัว มาวางเสริมแนวพนังกั้นน้ำที่พังลงเพื่อลดความรุนแรงของกระแสน้ำอีกด้วย ส่วนที่บริเวณคอสะพานพระร่วง เขตเทศบาลเมืองสุโขทัยธานี เริ่มมีน้ำผุดและล้นทะลักออกมาแล้ว เจ้าหน้าที่เร่งนำกระสอบทรายวางปิดกั้นไม่ให้มวลน้ำไหลเข้าท่วมพื้นที่เศรษฐกิจในตัวเมือง พร้อมสูบน้ำออกตลอดเวลา นครสวรรค์ผวาเร่งขนของหนีน้ำทั้งนี้ ผลจากน้ำหลากรุนแรงตามลุ่มน้ำสำคัญทางเหนือทั้งปิง วัง ยม ส่งผลให้จุดรวมน้ำอย่าง จ.นครสวรรค์ ก่อนจะไหลลงที่ลุ่มเจ้าพระยา เริ่มเฝ้าระวังมากขึ้น ชาวบ้านพื้นที่ลุ่มต่ำตำบลบางเคียน อำเภอชุมแสง ที่ถูกน้ำจากคลองบางเคียน เป็นคลองสาขาของแม่น้ำยม ที่ไหลมาจากจังหวัดพิจิตร เอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนกว่า 10 หลังคาเรือน ยังคงประสบกับปัญหาน้ำท่วม และไม่ไว้วางใจกับสถานการณ์น้ำเนื่องจากระดับน้ำในคลองยังสูง จากการเปิดเผยของนายธงชัย นาคปนธรรม ชาวบ้านบางเคียน หมู่ที่ 13 ตำบลบางเคียน อำเภอชุมแสง ว่า ในขณะนี้แม้ว่าในพื้นที่จะไม่มีฝนตกลงมาก็ตาม แต่เนื่องจากระดับน้ำของแม่น้ำสายต่างๆ ทั้งจังหวัดสุโขทัย และจังหวัดพิจิตร ยังมีปริมาณน้ำที่มาก ประกอบกับยังมีประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาว่าอาจมีฝนตกต่อเนื่องอีกครั้งในสัปดาห์ข้างหน้า ยังต้องติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่สิ่งของมีค่า เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์และเครื่องมือการเกษตรต่างๆ ที่เคยนำไปเก็บไว้ที่สูงในขณะนี้ยังไม่สามารถนำกลับมาไว้อย่างเดิมได้ เพราะน้ำยังท่วมและชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่มีที่เก็บและยังไม่ไว้ใจกับสถานการณ์น้ำว่าจะมีอีกมากน้อยเพียงไรชุมชนตลาดเก่ากบินทร์ยังอ่วมสำหรับอุทกภัยในพื้นที่ภาคตะวันออก เมื่อวันที่ 1 ต.ค. มวลน้ำป่าจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และอุทยานแห่งชาติทับลาน ไหลเข้าท่วมในพื้นที่ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี ที่อยู่ด้านบนแล้ว ในขณะนี้มวลน้ำได้ไหลลงมารวมในแควหนุมานมากขึ้น ประกอบกับมวลน้ำในแควพระปรง ด้านจังหวัดสระแก้ว ไหลลงมาบรรจบกันที่บริเวณชุมชนตลาดเก่า เทศบาลตำบลกบินทร์ ทำให้ปริมาณน้ำในแควหนุมานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและไหลเข้าท่วมถนนในชุมชนตลาดเก่า และบ้านเรือนประชาชนมากขึ้น ทำให้บ้านเรือนบริเวณท้ายชุมชนตลาดเก่าถึงบริเวณกลางชุมชนถูกน้ำท่วมสูงเฉลี่ยกว่า 40 ซม. ประชาชนในพื้นที่ไม่สามารถพักอาศัยได้ ต้องขึ้นไปอาศัยที่บริเวณชั้นบนของบ้าน ส่วนการเดินทางเข้าออกในหมู่บ้าน ต้องเดินลุยน้ำบนถนนในการสัญจรเข้าออก บางรายต้องเร่งหาเรือมาเพื่อใช้ในการเดินทาง12 จังหวัดน้ำท่วมหนักทั้งนี้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ระบุเมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 1 ต.ค. มีพื้นที่ประสบอุทกภัยใน 12 จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ ลำพูน เชียงใหม่ ลำปาง แพร่ ตาก สุโขทัย กาฬสินธุ์ ยโสธร อุบลราชธานี และปราจีนบุรี รวม 61 อำเภอ 239 ตำบล 1,057 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 18,797 ครัวเรือน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรกลสาธารณภัย เครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ เร่งสูบระบายน้ำออกจาก พื้นที่ พร้อมนำรถเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัย เรือ เข้าให้การ ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่เพิ่มระบายลุ่มเจ้าพระยาจากนั้นในเวลา 14.00 น. ปภ.ในฐานะกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) ได้รับแจ้งจากกรมชลประทานว่า จากอิทธิพลของร่องมรสุมทำให้เกิดฝนตกหนักสะสมบริเวณภาคเหนือ ส่งผลให้น้ำในลำน้ำเพิ่มมากขึ้นและมีปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำปริมาณมาก และในวันที่ 3-6 ต.ค.2566 จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ คาดการณ์ปริมาณน้ำที่สถานี C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ จะมีปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 1,300-1,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และจะมีปริมาณน้ำจากแม่น้ำสะแกกรังและลำน้ำสาขาประมาณ 50-150 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้ปริมาณน้ำที่เหนือเขื่อนเจ้าพระยา มีปริมาณระหว่าง 1,350-1,750 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มีความจำเป็นต้องระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ในอัตรา 1,000-1,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้พื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำบริเวณคลองโผงเผง จ.อ่างทอง คลองบางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา และ ต.หัวเวียง อ.เสนา ต.ลาดชิด ต.ท่าดินแดง อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา (แม่น้ำน้อย) มีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันอีกประมาณ 1.00-1.50 เมตร อาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชนตั้งแต่วันที่ 2 ต.ค.นี้เป็นต้นไป10 จว.รวม กทม.เตรียมรับน้ำกอปภ.ก.ได้ประสาน 10 จังหวัด ได้แก่ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยาลพบุรี ปทุมธานี นนทบุรี และสมุทรปราการ รวมถึงกรุงเทพมหานคร เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ พร้อมประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชนที่ประกอบกิจการในแม่น้ำ อาทิ งานก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง แพร้านอาหาร ตลอดจนประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา จุดเสี่ยงที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำให้เฝ้าระวังระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นและเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ น้ำรวมถึงเตรียมพร้อมในการขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงให้พ้นจากแนวน้ำท่วม นอกจากนี้ ยังได้ประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ตรวจสอบแนวคันกั้นน้ำและแนวป้องกันน้ำท่วมให้มีความแข็งแรง เพื่อป้องกันระดับน้ำล้นข้ามแนวคันกั้นน้ำ อีกทั้งจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ เครื่องจักรกลด้านสาธารณภัย เพื่อเตรียมความพร้อมปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง มท.1 ยัน ผวจ.ลุยเต็มที่ต่อช่วงเย็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 28 จังหวัด ในขณะนี้ผู้บริหารกระทรวงมหาดไทยให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง โดยกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้อำนวยการจังหวัด ทำหน้าที่บริหารจัดการสาธารณภัยในจังหวัด ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด บริหารจัดการสถานการณ์และรายงานโดยตลอด และหากมีความจำเป็น เร่งด่วน ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถใช้อำนาจที่ตัวเองมีอยู่ในการบริหารจัดการเหตุภัยพิบัติด้วยการ ประกาศพื้นที่ประสบสาธารณภัยเพื่อบูรณาการทุกภาคส่วนเร่งให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นกับประชาชน หากส่วนไหนหรือเรื่องใดอยู่เหนือความสามารถ เกินอำนาจผู้ว่าฯ หรือทรัพยากรไม่เพียงพอ จะประสานกับจังหวัดใกล้เคียงหรือส่วนกลาง ทั้งเรื่องอุปกรณ์ เครื่องจักรกล บุคลากร ตอนนี้สถานการณ์เป็นไปในทางที่ดีขึ้นเตือนตอนกลางประเทศฝนฉ่ำทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาคาดหมายสภาพอากาศทั่วไปว่าในช่วงวันที่ 3-7 ต.ค.2566 ร่องมรสุมจะพาดผ่านภาคกลางตอนล่าง และภาคตะวันออก ในขณะที่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง มีแนวโน้มจะเคลื่อนผ่านปลายแหลมญวนเข้าสู่ภาคตะวันออก และภาคกลางตอนล่างตามแนวร่องมรสุม ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย จะมีกำลังแรงขึ้น ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคใต้ มีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ส่วนทะเลอันดามันตอนล่าง และอ่าวไทยมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ประชาชนบริเวณภาคตะวันออก เฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและลมกระโชกแรงบางแห่ง อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม รวมทั้งเพิ่มความระมัดระวังในการสัญจรผ่านบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง และหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรงไว้ด้วย ส่วนชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง สำหรับ กทม.ตลอดสัปดาห์ ยังคงมีฝนตก 60-70 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่นายกฯชี้แก้ปัญหาน้ำอย่ามองสั้นต่อมาเมื่อเวลา 19.00 น. ที่ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจริยะ กรมชลประทาน สามเสน นายเศรษฐาทวีสิน นายกฯและ รมว.คลัง เดินทางติดตามสถานการณ์น้ำ โดยรองอธิบดีกรมชลประทานรายงานสรุปภาพรวมสถานการณ์น้ำและเขื่อนต่างๆในประเทศ รวมถึงยังวิดีโอคอนเฟอเรนซ์กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่ติดตามสถานการณ์น้ำที่ จ.สุโขทัย โดยช่วงหนึ่งนายเศรษฐาระบุว่า เรื่องน้ำกินน้ำใช้เราไม่มีปัญหา ปัญหาใหญ่คือเรื่องเกษตรกรรม แต่อย่างหนึ่งที่คนมักมองข้ามคือ เรื่องภาคอุตสาหกรรม เพราะเราให้นักลุงทุนต่างประเทศเข้ามาเยอะมาก ถ้าต้นปีหน้าหรือกลางปีหน้ามีข่าวออกไปว่าเรามีน้ำไม่เพียงพอ เราจะเสียหายเยอะมาก ขอฝากตรงนี้ และขอขอบคุณทุกท่านที่สละเวลาทำงานน้ำท่วม 3 วันนี้ ตนติดตามใกล้ชิดประชาชนเดือดร้อนถ้วนหน้า ตนมาเป็นกำลังใจเพราะไม่ใช่เรื่องเล็ก วันนี้สำนักงานชลประทาน กรมอุตุนิยมวิทยา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ร่วมประเมินสถานการณ์เพื่อให้การทำงานคล่องตัวที่สุด เบื้องต้นรายงาน เป็นห่วงสถานการณ์ที่แพร่ ลำปาง และอุบลราชธานี ที่แม้สถานการณ์จะคลี่คลายไปแล้วบ้าง แต่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดต้องดูแลฟื้นฟูความเสียหายบ้านเรือนประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง จ.สุโขทัย น่าเป็นห่วงที่สุด เพราะต้องรับมวลน้ำจาก จ.แพร่ ขอว่าอย่ามองระยะสั้นอย่างเดียว เช่น อุบลราชธานี ที่น่าเป็นห่วงปีก่อนโดนเป็นอาทิตย์ ดังนั้นจึงอย่าห่วงแค่เรื่องเฉพาะหน้าขันนอตเข้มการแจ้งเตือน ปชช.จากนั้นนายเศรษฐาได้สั่งการว่า 1.การจัดการน้ำให้กรมชลประทานบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 2.การจัดการอาคารกั้นน้ำให้หน่วยงาน ได้แก่ จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรมโยธิการและผังเมือง กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และกรมชลประทาน ตรวจสอบความมั่นคงของพนังกั้นน้ำ สะพานและอาคารชลประทานให้มีความมั่นคงและพร้อมใช้งานตลอดช่วงฤดูน้ำหลาก 3.การช่วยเหลือประชาชนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงานร่วมกันช่วยเหลือผู้ประสบภัยและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน 4.พยากรณ์อากาศ ให้กรมอุตุนิยมวิทยาติดตามสภาพอากาศ และแจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และแจ้งเตือนสภาพอากาศกับประชาชน และ 5.การแจ้งเตือนให้กรมชลประทานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมประชาสัมพันธ์ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ประชาสัมพันธ์ไปยังประชาชนในพื้นที่ให้ทราบสถานการณ์อย่างต่อเนื่องปัดตอบพัฒนาระบบเตือนภัยต่อมานายกฯให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมเพียงสั้นๆว่า เป็นห่วงจังหวัดสุโขทัย เพราะวันที่ 2 ต.ค. เวลา 08.00 น. จะมีน้ำไหลเข้าจังหวัดสุโขทัย ซึ่งได้สั่งการไปแล้ว ส่วนจะมีการพัฒนาระบบเตือนภัย เช่น SMS หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า “ยังไม่ได้ดูทั้งหมดเลยครับ” ก่อนขึ้นรถเดินทางกลับออกไปทันทีอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่