เหตุการณ์โรงงานพลุระเบิดที่มูโนะ เป็นเรื่องสะเทือนขวัญ!นอกจากผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ยังมีพี่น้องประชาชนได้รับผลกระทบถึง 686 ครอบครัว ประมาณ 2,500 คน ตำรวจยังก้มๆเงยๆหาตัวคนรับผิดชอบ จนชาวบ้านทนไม่ไหวพากันมาร้องสภาทนายดร.วิเชียร ชุปไธสง นายกสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ เผยว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ระดับประเทศ จัดทนายความช่วยเหลือ นำโดย นายโอฬาร กุลวิจิตร กรรมการสภาทนายความ ภาค 9 และ ศูนย์นิติธรรมสมานฉันท์สามจังหวัดชายแดนใต้วางแผนลงพื้นที่รับทราบปัญหา ทัพแรกทนาย 20 คนตั้งโต๊ะรับคำร้อง?แบ่งรูปคดี 4 ประเภทคือ 1.ช่วยคนตายเรียกค่าเสียหาย 2.ช่วยคนเจ็บเรียกค่าสินไหม ติดตามผลกระทบต่อร่างกายระยะยาว 3.เรียกค่าเสียหายจากข้าวของพังพินาศ และ 4.ช่วยคนที่เสียหายเล็กน้อยได้รับการเยียวยาตอนนี้ร่างคำฟ้องรอไว้แล้ว เตรียมยื่นฟ้องแพ่ง พร้อมร้องขอคุ้มครองฉุกเฉิน ตาม ป. วิแพ่งมาตรา 254 อนุ 1–4 เช่น ขอให้สั่งไม่ให้จำเลยยักย้ายทรัพย์สินที่ต้องชดใช้ไปซุกซ่อน!ทนายต้องลงไปสืบทรัพย์ เพราะเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องอาญา คดีแพ่งอาจต้องรอผลคดีอาญา เราจึงต้องเร่งติดตามคดีอาญา เพราะจนบัดนี้เจ้าของโรงงานพลุยังไม่ปรากฏตัว จึงขอให้เลขานุการฝ่ายการเมือง รมว.ยุติธรรม ช่วยประสานงานคดี อาจขอสืบพยานบุคคลล่วงหน้าและต้องติดตามผลกระทบสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าอากาศน้ำ เสียง กลิ่นที่ตกค้างในพื้นดินหรือในร่างกายที่ยังไม่แสดงอาการ ต้องสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเป็นคดีสิ่งแวดล้อมอีกต่างหากนอกจากนี้ยังต้องพิจารณาฟ้องคดีปกครอง ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เพื่อเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐ หรือหน่วยงานรัฐที่ละเลยไม่ตรวจสอบ หรืออนุญาตตั้งโรงงาน!คาดว่าต้องตั้งทนายความกว่า 50 คนทำคดี เอาประสบการณ์จากที่สภาทนายเคยช่วยคดีรถแก๊สระเบิดที่ถนนเพชรบุรีปี 33 และคดีไฟไหม้ซานติก้าผับปี 51 มาเป็นบทเรียนเพราะเห็นได้ว่า แม้คดีผ่านไปนานแต่เหยื่อยังได้รับผลกระทบ!สภาทนายความต้องเรียกร้องให้เยียวยาถึงผลเสียที่จะตามมาด้วย...สหบาทคลิกอ่านคอลัมน์ “ส่องตำรวจ” เพิ่มเติม