วิกฤติน้ำมันแพง ทางออกในการแก้ปัญหาของรัฐบาลไทยในเรื่องดีเซลจบตรงปรับลดส่วนผสมไบโอดีเซลลง จาก B10 ลดมา B7 ล่าสุดลงมาเหลือแค่ B5 ทำเอาชาวสวนปาล์มน้ำมันหวั่นสต๊อกปาล์มจะล้นทะลัก กระชากให้ราคาผลปาล์มร่วง แต่ยังโชคดีที่สงครามทำให้น้ำมันพืชมีราคาดีอยู่ เพราะรัสเซียและยูเครนส่งออกน้ำมันพืชไม่ได้ ราคาปาล์มเลยยังประคองตัวเองไปได้ส่วนเบนซินเริ่มมีกระแสข่าวจะเอาอย่างไบโอดีเซล เสนอให้มีการปรับลดส่วนผสมเอทานอลในน้ำมันเบนซินลง เหลือ E10 เกรดเดียว ยกเลิก E20 E85 ลงชั่วคราว แน่นอนย่อมส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรทั้งอ้อยและมันสำปะหลัง ที่เป็นวัตถุดิบผลิตเอทานอล วิธีคิดช่างต่างกับสิ่งที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ สมาคมเชื้อเพลิงหมุนเวียนของสหรัฐฯ (Renewable Fuel Association) ให้ข้อมูล ราคาน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นทำให้เกิดความต้องการใช้เอทานอลเพิ่มขึ้นเพื่อทดแทนน้ำมันดิบ โดยเอทานอลกลายเป็นแหล่งพลังงานที่ถูกกว่า การใช้เอทานอล 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน มีผลทำให้ราคาน้ำมันดิบลดลง 6 เหรียญต่อบาร์เรลข้อมูลจาก US FARM REPORT เมื่อกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ระบุ ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นมาก ทำให้มีความต้องการใช้เอทานอลเพิ่มขึ้นจนอาจถึงระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สำนักงานบริการวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (ERS USDA) แสดงผลงานวิจัยว่า ราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้น 45% มีผลให้ความต้องการเอทานอลในบราซิลเพิ่มขึ้น 8% ทำให้ราคาเอทานอลสูงขึ้นด้วย และในทางตรงข้าม ราคาน้ำมันดิบที่ลดลงทำให้ความต้องการเอทานอลลดลง สำนักข่าวไฟแนนเชียล เอ็กซ์เพรสของอินเดีย ระบุว่า ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นเกิน 113 เหรียญต่อบาร์เรล จากสงคราม ทำให้รัฐบาลอินเดียต้องเพิ่มการผสมเอทานอลเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดิบที่มีราคาสูง โดยอินเดียมีการใช้เอทานอลประมาณ 2.07% เมื่อปี 2017 เพิ่มเป็น 8.1% ในปี 2021 จะเพิ่มเป็น 10% ในปีนี้ และตั้งเป้าว่าจะใช้เอทานอลเพิ่มเป็น 20% ภายในปี 2025 และมีงานวิจัยอีกจำนวนมากที่แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ของราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้น ทำให้การใช้เอทานอลเพิ่มและราคาเอทานอลก็สูงขึ้นสรุปได้ว่า การใช้เอทานอลถูกกดดันเมื่อราคาน้ำมันดิบต่ำลง ในทางตรงข้ามจะมีการใช้เอทานอลมากขึ้น ราคาเอทานอลเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตร เช่น ข้าวโพด อ้อย สูงขึ้นเมื่อราคาน้ำมันดิบสูงขึ้น เพราะประเทศต่างๆใช้เอทานอล ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพที่มีราคาถูกกว่าเนื้อน้ำมันเบนซินผสมลงไปมากขึ้น เพื่อลดการใช้น้ำมันเบนซินที่มีราคาแพงนั่นเองสำหรับในประเทศไทยเรา ทางปฏิบัติเมื่อเราดูราคาน้ำมันเบนซิน ULG หน้าโรงกลั่นยังไม่รวมภาษีต่างๆ เมื่อ 4 ม.ค.64 อยู่ที่ลิตรละ 11.01 บาท พอ 1 มิ.ย.64 ราคาขยับเป็น 15.51 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น 40% แล้วขยับขึ้นอีกเป็น 21.74 บาท หรือเพิ่มขึ้น 97.5% เมื่อ 1 พ.ย.64ปัจจุบันเพิ่มขึ้นมาเป็น 28.93 บาทต่อลิตร หรือเพิ่มขึ้น 163% จากต้นปีก่อน ส่วนราคาเอทานอลหน้าโรงกลั่น เมื่อ 4 ม.ค.64 อยู่ที่ 23.02 บาทต่อลิตร ผ่านมาปีกว่า ปัจจุบันอยู่ที่ลิตรละ 25.61 บาท เพิ่มขึ้นเพียง 11% เท่านั้น หากกลไกตลาดทำงานได้ดี ราคาเอทานอลควรจะเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบมากกว่านี้ แต่ทางปฏิบัติอย่างที่เห็น ราคาเนื้อน้ำมันเบนซินของลูกเมียหลวงเพิ่ม 163% ราคาเอทานอลของลูกเมียน้อยเพิ่มแค่ 11%ฉะนั้น ถ้าคิดจะช่วยประชาชน ควรเพิ่มสัดส่วนผสมเอทานอลที่มีเสถียรภาพของราคาสูงและลดสัดส่วนของเนื้อเบนซินที่ราคาพุ่งแรงลงไป...แต่ไฉนกลับมีข่าวจะเสนอให้ลดการผสมเอทานอลลง เพื่อเอาใจใครกันแน่หากราคาเนื้อน้ำมันเบนซินยังคงเพิ่มตามราคาน้ำมันดิบโลกต่อไปไม่หยุด ราคาเอทานอลควรต้องปรับเพิ่มขึ้นด้วย ไม่ใช่ว่าให้เพิ่มแต่ราคาน้ำมันนำเข้า แล้วกดราคาเอทานอลที่เราผลิตได้ในแบบไม่ให้เกษตรกรโงหัวขึ้นเลยในภาวะเช่นนี้ ประเทศอื่นต่างฉวยโอกาส เพิ่มส่วนผสมเอทานอลกันทั้งนั้น จะมีประเทศไทยนี่แหละ ที่กลับมีแนวคิดตรงข้าม…ส่งเสริมให้ประชาชนใช้น้ำมันนำเข้าราคาแพงแทนที่จะให้ใช้เชื้อเพลิงที่เราผลิตได้เอง ราคาถูกกว่า แถมยังเป็นพลังงานสะอาดช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อมได้ด้วย ที่สำคัญใช้เอทานอลกันมากๆ ยังจะช่วยชาวไร่อ้อย ชาวไร่มัน ลืมตาอ้าปากได้อีกต่างหากอย่างนี้นี่หรือที่เขาเรียกว่า...กำลังหาทางแก้ปัญหาให้กับประชาชน หรือกำลังจะทำเพื่อใครกันแน่ ที่ได้ประโยชน์จากการขายเชื้อเพลิงฟอสซิล. ชาติชาย ศิริพัฒน์