ผมเขียนบ่นกับท่านผู้อ่านไปเมื่อสัปดาห์ก่อนโน้นว่า การประชุมระดับโลกที่เรียกว่า “IMF-World Bank Group Annual Meetings” ประจำปี 2026 ที่ประเทศไทยของเราจะเป็นเจ้าภาพในวันที่ 12-18 ตุลาคม ทำไมเงียบจังทั้งๆที่เป็นการประชุมที่สำคัญมาก เพราะจะมีบุคคลระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, ท่านผู้ว่าการธนาคารกลาง และนักการเงินการธนาคาร รวมถึงนักธุรกิจใหญ่จาก 191 ประเทศกว่า 15,000-20,000 คน จะมาร่วมการประชุมครั้งนี้ปรากฏว่าหลังจากเขียนไปแล้วก็มีปฏิกิริยาตอบรับพอสมควร เริ่มมีการเผยแพร่เรื่องราวต่างๆผ่านสื่อสังคมออนไลน์มากขึ้นผมหวังว่าจะมีการประชาสัมพันธ์แบบเข้มข้นยิ่งขึ้นไปอีกนะครับ เพราะมาถึงวันนี้ 22 กันยายนก็เหลืออีกแค่ 20 วันเท่านั้นเองผมเองซึ่งเห็นความสำคัญของงานนี้มาตลอด เพราะเคยไปทำข่าวการจัดงานที่ กรุงโซล เกาหลีใต้ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นเจ้าภาพเมื่อปี 1985 หรือ พ.ศ.2528 มาแล้ว ด้วยการเชื้อเชิญของธนาคารโลกในปีดังกล่าวรวมทั้งในปี 1991 หรือ พ.ศ.2534 ที่ไทยเราเป็นเจ้าภาพครั้งแรก เมื่อ 35 ปีที่แล้วโน้น ผมก็ไปสังเกตการณ์การประชุมที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ หลายต่อหลายครั้งจึงเชื่อมั่นอย่างยิ่งถึงผลประโยชน์ในทุกด้านที่ประเทศไทยจะได้รับจากการเป็นเจ้าภาพ และพร้อมจะช่วยเขียนประชาสัมพันธ์สำหรับการประชุมครั้งนี้ด้วยความยินดีเริ่มด้วยข้อเขียน “โหมโรง” ของผมวันนี้ ซึ่งจะย้อนรอยไปสู่อดีตเพื่อให้ทราบถึงที่มาที่ไปของ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์...ที่รัฐบาลใช้เป็นสถานที่จัดประชุมนับตั้งแต่ครั้งแรกตามที่กระทรวงการคลังและแบงก์ชาติใน พ.ศ.โน้นไปชี้แจงแก่ไอเอ็มเอฟตอนแรกนั้น สถานที่จัดจะได้แก่ห้อง บางกอกคอนเวนชั่น ฮอลล์ ของห้าง เซ็นทรัล ลาดพร้าวเพราะมีความใหญ่โตกว้างขวางตามสเปกของธนาคารโลกแต่ก็มีรายงานว่า สัญญาเช่า เซ็นทรัล ลาดพร้าว กับ การรถไฟแห่งประเทศไทย ใกล้จะหมดลง และอยู่ในระหว่างเจรจาขอต่อสัญญา ซึ่งภายหลังเมื่อประเทศไทยเราได้รับการคัดเลือกเป็นเจ้าภาพแล้วก็มีข่าวลือว่า เจรจาไม่ราบรื่นและในที่สุดก็งดเจรจาไปชั่วคราวขณะนั้นเหลือเวลาอีกปีเศษๆก่อนการประชุมจะเริ่มขึ้นท่านนายกฯ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ จึงถามท่านรัฐมนตรีคลัง ประมวล สภาวสุ ว่าด้วยเวลาที่เหลือนี้เราจะสร้างใหม่ทันไหม?ลุงมวลตอบว่า “ทัน” หาก ครม.จะยกเว้นเป็นกรณีพิเศษ ไม่ต้อง มีการประมูลในบางขั้นตอน เพราะมีที่ดินอยู่แล้ว ได้แก่ บริเวณ โรงงานยาสูบ คลองเตย ที่ทางการมีแผนจะย้ายไปอยู่นอก กทม.ทั้งหมดจากนั้น กระทรวงการคลังก็สั่งตอกเสาเข็มวางศิลาฤกษ์ก่อสร้างทันทีเมื่อปลายปี พ.ศ.2532 และแล้วเสร็จในเดือนสิงหาคม 2534ใช้เป็นเจ้าภาพในการประชุม 15-17 ต.ค.2534 ได้ทันในที่สุดแต่ก็น่าเห็นใจ “น้าชาติ” ผู้ตัดสินใจให้รัฐบาลสร้างเอง เพราะไม่ได้อยู่เป็นเจ้าภาพร่วมการประชุมไอเอ็มเอฟครั้งนั้นด้วย เนื่องจากถูก “ปฏิวัติ” ไปก่อน เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ของปี 2534ส่งผลให้นายกรัฐมนตรีที่ทำหน้าที่กล่าวต้อนรับแขกเหรื่อทั่วโลก ก็คือ นายอานันท์ ปันยารชุน อย่างไม่มีใครคาดคิดกล่าวโดยสรุปประเทศไทยยุคนายกฯอานันท์ จัดงานประชุมได้ดีมาก...น่าจะเป็นคะแนนสะสมอยู่ในความทรงจำของไอเอ็มเอฟและเวิลด์แบงก์มาจนถึงวันนี้ จึงได้ตัดสินใจเลือกไทยเป็นเจ้าภาพหนที่ 2ผมถึงได้บอกว่าครั้งนี้เราจะต้องจัดให้ดีให้ยิ่งใหญ่ให้สมเกียรติสมความเชื่อมั่น ฯลฯ เผื่อจะมีโอกาสจัดครั้งที่ 3 ในอนาคตข้างหน้าอีกหน ใครจะไปรู้ล่ะครับ."ซูม"คลิกอ่านคอลัมน์ “เหะหะพาที” เพิ่มเติม