“ปลาพุด” หรือชื่อเรียกตามท้องถิ่นเรียกปลาหุด ปลามัน ปลาเลียหิน ปลาลูกอีแดง...ลักษณะลำตัวเรียวยาวเคลื่อนไหวได้รวดเร็ว มีหนวดที่ปลายจะงอยปากหนึ่งคู่ เกล็ดมีสีขาวเงินสะท้อนแสง มีขนาดความยาว 11-13 ซม. อาศัยตามบริเวณพื้นกรวดและหินตามแหล่งน้ำลำธารต้นน้ำและน้ำตก มีพฤติกรรมอพยพจากลำธารไปวางไข่ตามคลองหรือในทุ่งนา กินอาหารโดยดูดตะไคร่น้ำ แพลงก์ตอน และแมลงน้ำเป็นปลาประจำถิ่นของจังหวัดนครศรี ธรรมราชและพัทลุง ปัจจุบันมีแนวโน้มลดลงอย่างมาก เนื่องจากมีพฤติกรรมวางไข่แค่ปีละครั้ง ในช่วงฤดูฝนที่มีน้ำหลาก ชาวบ้านจึงอาศัยช่วงเวลานี้จับปลา เพราะปลาพุดที่มีไข่นอกจากจะรสชาติอร่อยแล้ว ยังมีราคาสูงถึง กก.ละ 700-1,000 บาท จึงทำให้ปลาชนิดนี้มีแนวโน้มสูญพันธุ์ “กรมประมงจึงได้มอบหมายให้เราทำการรวบรวมพ่อแม่พันธุ์ปลาพุดจากสมาชิกกลุ่มอนุรักษ์ปลาพุด น้ำตกยอดน้ำ อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช และภาคีเครือข่าย โดยวิธียกยอจากแหล่งน้ำในฤดูใกล้วางไข่ เพื่อให้ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดนครศรีธรรมราช นำมาเพาะขยายพันธุ์ แล้วนำไปปล่อยกลับคืนสู่แหล่งอาศัยบริเวณต้นน้ำ น้ำตก และลำธารเพื่อฟื้นฟูพันธุ์ปลาพุดในท้องถิ่นให้กลับมาอีกครั้ง เพื่อรักษาความสมดุลของระบบนิเวศ พร้อมไปกับเป็นแหล่งสร้างผลผลิต สร้างรายได้แก่ชุมชน”นางสาวนิภา กาลศรี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดนครศรีธรรมราช เล่าถึงที่มาของการอนุรักษ์ฟื้นฟูปลาพุด...หลังศูนย์ได้รับปลาพุดเพศเมีย 44 ตัว น้ำหนักเฉลี่ย 23.93 กรัม ความยาวเฉลี่ย 13.70 ซม. และเพศผู้ 7 ตัว น้ำหนักเฉลี่ย 5.19 กรัม ความยาวเฉลี่ย 7.70 ซม. ก็ได้นำมาเพาะพันธุ์ด้วยวิธีเลียนแบบธรรมชาติ โดยฉีดฮอร์โมนกระตุ้นในการเพาะพันธุ์ โดยปลาเพศเมียฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์ความเข้มข้น 15 ไมโครกรัม ปลาเพศผู้ ฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์ 10 ไมโครกรัมต่อน้ำหนักปลา 1 กก. ร่วมกับยาเสริมฤทธิ์ 10 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักปลา 1 กก. ฉีดฮอร์โมนพร้อมกันทั้งเพศผู้และเพศเมีย จากนั้นนำมาปล่อยให้ผสมพันธุ์กันเองในถังไฟเบอร์ที่มีระบบน้ำหมุนเวียน มีการทำฝนเทียม และให้อากาศตลอดเวลา และเตรียมระบบถังฟักไข่ในรูปแบบไข่ครึ่งจมครึ่งลอย ผลปรากฏว่า หลังฉีดฮอร์โมน 5 ชม. พ่อแม่ปลาเริ่มผสมพันธุ์วางไข่ และสิ้นสุดการวางไข่ภายใน 2 ชม. ได้จำนวนไข่ที่วางเฉลี่ย 766,000 ฟอง จำนวนไข่เฉลี่ยต่อแม่ 8,850 ฟอง หลังวางไข่ 11 ชม. ลูกปลาเริ่มฟักจากไข่ อัตราการฟักเฉลี่ย 389,000 ตัว หรือร้อยละ 50.83 เมื่อถุงไข่แดงยุบลูกปลามีอัตรารอดเฉลี่ย 192,000 ตัว หรือร้อยละ 49.35ขณะนี้อยู่ในระหว่างการอนุบาลลูกพันธุ์ และจะมีการให้อาหารที่แตกต่างกัน เริ่มจากหนอนจิ๋ว อาร์ทีเมีย ไรแดง และอาหารผง หลังจากอนุบาลได้ประมาณ 2 เดือน จะเตรียมนำลูกพันธุ์ปลาพุดที่เพาะได้ปล่อยคืนสู่แหล่งต้นน้ำธรรมชาติต่อไป อย่างไรก็ตาม ในการทดลองเพาะขยายพันธุ์ปลาพุดพบปัญหาและอุปสรรคอยู่บ้าง เนื่องจากปลาพุดเพศผู้มีขนาดเล็กกว่าเพศเมีย 4-5 เท่า มีนิสัยปราดเปรียว ว่ายน้ำเร็ว ทำให้จับรวบรวมได้ยาก อีกทั้งเป็นปลาที่วางไข่เพียงปีละ 1 ครั้ง ดังนั้น สัดส่วนพ่อพันธุ์ต่อแม่พันธุ์ยังไม่สมดุลกัน อัตราผสมไข่จึงน้อย เนื่องจากมีน้ำเชื้อไม่เพียงพอ กรมประมงจึงมีแผนจะเก็บรักษาลูกพันธุ์ที่เพาะได้นี้บางส่วนไว้เป็นพ่อแม่พันธุ์ต่อไปทั้งนี้ หากชาวบ้านมีการพบพันธุ์ปลาพุดในธรรมชาติในช่วงนี้ ขอความกรุณาช่วยรวบรวม และประสานแจ้งประมงอำเภอในพื้นที่ เพื่อนำไปให้ศูนย์วิจัยเพาะขยายพันธุ์ต่อไป ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ทั้งเรื่องของระบบนิเวศ และสร้างรายได้ในอนาคตให้คนในพื้นที่. กรวัฒน์ วีนิล