เวทีเสวนา “อุบัติเหตุดื่มแล้วขับกับความผิดซ้ำ และการขายอย่างรับผิดชอบ” นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) กล่าวว่า ผลสำรวจของสวนดุสิตโพลต่อมาตรการเพิ่มโทษและห้ามการรอลงอาญาในความผิด “ดื่มแล้วขับ” ในกลุ่มตัวอย่าง 2,152 ราย เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา พบว่า กว่าครึ่ง ร้อยละ 56.37 เคยพบเห็นหรือตกอยู่ในเหตุการณ์เมาแล้วขับ โดยเกือบทั้งหมดร้อยละ 93.96 เห็นด้วยว่าควรมีการเพิ่มโทษ สำหรับผู้ที่ทำผิดซ้ำในข้อหาขับรถขณะเมาสุรา และร้อยละ 87.45 เห็นด้วยหากผู้ที่กระทำผิดซ้ำในข้อหาขับรถในขณะเมาสุราเป็นครั้งที่สองควรถูกตัดสินโทษจำคุกอย่างเดียวโดยไม่รอลงอาญา นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างยังเห็นด้วยว่า การบังคับใช้กฎหมายจราจรที่มีประสิทธิภาพ เคารพกฎหมาย จะช่วยลดอุบัติเหตุได้ ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เมาขับกลับมาสร้างความสูญเสียอีก จึงเสนอข้อพิจารณาให้กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนได้มีมาตรการไปพร้อมๆกัน ตั้งแต่ต้น-กลางและปลายน้ำ แต่ในระยะเร่งด่วนนี้ ให้มีมาตรการบังคับใช้กฎหมาย โทษหนักบังคับเข้มเพื่อสร้างความตระหนักและปรับเปลี่ยนสังคมด้านเภสัชกรสงกรานต์ ภาคโชคดี ผอ.สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า กล่าวว่า การรณรงค์ของธุรกิจน้ำเมาให้ดื่มอย่างรับผิดชอบฟังดูดี แต่เป็นการพูดอย่างไร้ความรับผิดชอบ และไร้ความละอาย โยนความผิดให้ลูกค้า ทั้งที่ธุรกิจน้ำเมาไม่มีสิทธิ์บอกว่าให้คนดื่มรับผิดชอบ แต่ธุรกิจต้องขายอย่างรับผิดชอบ มีงานวิจัยต่างประเทศ ระบุการรณรงค์ให้ดื่มอย่างรับผิดชอบ ไม่ได้ลดปัญหาจากการดื่ม แต่เป็นเพียงวิธีทางการตลาดของธุรกิจน้ำเมาที่ทำให้ยอดขายสูงขึ้น ทำให้คนทั่วไป โดยเฉพาะเยาวชนเกิดความประมาท เข้ามาเป็นนักดื่มหน้าใหม่มากขึ้น ส่งผลกระทบต่อสังคมนพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ กล่าวว่า กฎหมายประเทศไทยไม่ศักดิ์สิทธิ์ แต่สิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์อยู่ในกระเป๋าที่บันดาลอะไรก็ได้ พฤติกรรมมนุษย์ตอบสนองต่อสภาพแวดล้อม หากเอาคนไม่ดีไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีก็ทำให้ดีได้ เช่น เวลาคนไทยไปมาเลเซีย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น จะไม่กล้าทำผิดกฎหมายเพราะกลัวบทลงโทษที่รุนแรง ฉะนั้นผู้มีหน้าที่ทำสภาพแวดล้อมให้ดีได้คือรัฐบาล.