ช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน กำลังจะเข้าสู่ช่วงพีกของไวรัสโควิด-19 ทำอะไรก็คิดหน้าคิดหลัง อย่าให้มันหลุดโลกมากนัก เดี๋ยวเรื่องเล็กจะเป็นเรื่องใหญ่ โทษเบาจะกลายเป็นโทษหนัก!อย่างกรณีหนุ่มทำพิเรนทร์เที่ยวเอาน้ำลายและน้ำคัดหลั่งจากเป้ากางเกงไปป้ายตามจุดต่างๆ บริเวณรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ ทั้งที่รู้ว่ามีกล้องวงจรปิดจับภาพอยู่?ถึงมันเป็นคดีเล็กน้อย แต่มาทำในช่วงที่ชาวบ้านชาวช่องกำลังตื่นตระหนกกับโรคร้าย ตำรวจ สน.ปทุมวัน ก็อยู่ไม่ไหว ต้องรีบตามไปจับตัวมาดำเนินคดีเจ้าตัวให้การรับสารภาพ คงคิดว่าเป็นคดีลหุโทษ ศาลน่าจะตัดสินให้รอลงอาญา?แต่พอวันส่งฟ้องศาลแขวงปทุมวัน เหตุการณ์กลับตาลปัตร...คดีนี้อัยการสำนักงานคดีศาลแขวง 6 ยื่นฟ้องด้วยวาจา นายเอกชัย คันทะมาลา อายุ 32 ปี จำเลยใช้นิ้วแตะน้ำลายป้ายในลิฟต์โดยสารสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สนามกีฬาแห่งชาติ ฐานกระทำด้วยประการใดๆ ให้ของโสโครกเปรอะเปื้อนทรัพย์ฯ หรือแกล้งทำให้ของโสโครกเป็นที่เดือดร้อนรำคาญ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 389ระบุพฤติการณ์ว่า เมื่อวันที่ 20 มี.ค.63 เวลากลางคืนจำเลยเข้าไปในลิฟต์โดยสารสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สนามกีฬาแห่งชาติ ใช้นิ้วมือแตะน้ำลายตัวเองป้ายไปยังปุ่มกดต่างๆ และราวจับภายในลิฟต์หลายครั้งนอกจากนี้ จำเลยยังใช้มือล้วงเข้าไปในกางเกงจับอวัยวะเพศ นำนิ้วที่เลอะน้ำคัดหลั่งไปป้ายปุ่มกดต่างๆอีก ทำให้เกิดความสกปรกโสโครกเปื้อนน้ำลายและน้ำคัดหลั่งของจำเลย อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายศาลพิเคราะห์แล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้องให้จำคุกเป็นเวลา 1 เดือน จำเลยรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 15 วัน โดยให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนที่สถานกักขังกลางปทุมธานี...จากที่หวังว่าจะได้รอลงอาญา กลายเป็นโดนโทษกักขัง!ต้องรีบขอประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ ด้วยราคาประกัน 1 แสนบาทเหมือนเป็นการส่งสัญญาณเตือน พวกมีพฤติกรรมต่อต้านสังคมช่วงแพร่ระบาดของโรคร้าย...สหบาท