ในวงการ “พระเครื่อง” กำลังเกิดความนิยมกับคนรุ่นใหม่ กลายเป็น “กระแสฟีเวอร์” มีกลุ่มจากหลากหลายวงการ ทั้งเซียนและไม่ใช่เซียน ในทุกชนชั้นในสังคมไทย...ไฮโซ นักการเมือง ข้าราชการ สลับหมุนเวียนเข้ามาแลกเปลี่ยนเช่า รับเช่า ปล่อยพระเครื่อง พระบูชา มากมาย...มาจากความเชื่อหาสิ่งยึดเหนี่ยวใจ เพื่อปกป้องแคล้วคลาดจากภัย ผสมผสานความชื่นชอบในพุทธศิลป์ ความศรัทธาในพุทธคุณ หรือในตัวเกจิอาจารย์ แตกแขนงออกมาเป็น “เชิงธุรกิจ” หรือ “พุทธพาณิชย์” สร้างรายได้จำนวนมหาศาลกลายเป็นธุรกิจพระเครื่อง แตกขยายหลากหลายสาขา มีเป็นธุรกิจประเภทอื่นเกี่ยวเนื่องกับพระเครื่องเพิ่มขึ้นมากมาย ทั้งการสร้างพระ นิตยสารพระเครื่อง กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว...มีบางคนสามารถสร้างรายได้เป็นกอบ...เป็นกำ ด้วยธุรกิจเขียนหนังสือเกี่ยวกับพระเครื่อง หรือเปิดแผงพระเครื่อง ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด มีเงินหมุนเวียนต่อปีมากถึงหมื่นล้านบาททำให้ยุทธจักรในวงการพระเครื่องนี้เสมือนเป็น...“วิมานของคนสร้างฝันหวังรวย” ที่มีข้อดีอยู่ว่า...สนามพระเครื่อง คือ เครื่องมือชั้นดีในการ “วัดภูมิปัญญา”...เรียกกันว่า “เซียนตัดเซียน”...ใครเก่งมีความสามารถ...ก็ย่อมเช่าพระแท้ในราคาถูกแล้วนำไปปล่อยต่อได้ราคาแพง เรียกว่า “ตาดีได้ ตาร้ายเสีย” ที่เป็นความปรารถนาของเซียนนักขาย...ที่ต้องอาศัยเวลาในการเก็บเกี่ยวประสบการณ์มากมายนับไม่ถ้วน...มีเซียนพระบางคนต้องเผชิญกับพระเก๊ “โดน” หรือ “กลืนเลือด” มาก่อนนับไม่ถ้วน...กว่าจะไต่เต้าปีนขึ้นไปถึงชนิดที่ว่า “ปีกกล้าขาแข็ง” ต้องใช้เวลานานกว่า 20-30 ปี ส่วนประเภทเล่นพระมา 4-5 ปี แล้วพองตัวอวดอ้างวางมาดเป็นเซียนใหญ่...มักจบไม่สวย “กระอักเลือด” เช่าพระปลอมมาในราคาที่สูงหรือแพง ถูกน็อกถึงขั้นล้มละลายได้เหมือนกันหนึ่งในผู้รู้เรื่องพระเครื่องอยู่ในวงการมาไม่ต่ำกว่า 50 ปี ประกิต หลิมสกุล เล่าให้ฟังว่า ในเรื่องความรู้เกี่ยวกับการส่องพระเครื่อง ไม่สามารถเรียนรู้ถ่ายทอดกันเข้าใจได้ง่าย แต่ต้องใช้ประสบการณ์ล้วนๆจึงจะค้นหาคำตอบที่แน่ชัดได้ว่า...พระเครื่ององค์ไหนคือพระแท้ และองค์ไหนคือพระเก๊ หรือองค์ไหนมีความใกล้เคียงกับของแท้เพราะพระเครื่อง เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องมีองค์ความรู้เฉพาะด้าน จากการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้ชำนาญ ตั้งแต่ประวัติ ความเป็นมาจำนวนสร้าง วัสดุเนื้อพระ อายุของวัสดุ ความเสื่อมสภาพของวัสดุ ที่ต้องมีความเก่าตามอายุการสร้าง และกรรมวิธีการสร้างพระแต่ละพิมพ์ แต่ละประเภทจะไม่เหมือนกันหนำซ้ำในวงการพระเครื่อง มีความเป็นวิทยายุทธ์พิสดารมากที่สุดในโลก ไม่สามารถนำฐานะตำแหน่งใหญ่โต หรือวุฒิการศึกษาระดับด็อกเตอร์ มาเปรียบเทียบใช้ในการชี้ขาดเกี่ยวกับพระเครื่องได้แน่นอนที่ผ่านมาเคยมีระดับศาสตราจารย์ หรือด็อกเตอร์ หลายคนหันมาสะสมพระเครื่อง แต่ก็ยังปีนข้ามไม่พ้นเจอพระเก๊ ที่เคยเห็นห้อยพระปลอมกันอยู่ประจำ เพราะคนกลุ่มนี้มีความเป็นตัวตนในสังคมสูง...ไม่กล้าแผ่กระจายองค์ความรู้ข้อมูล...แลกเปลี่ยนกับบุคคลอื่นกลับหันไปศึกษาในตำรา หนังสือนิตยสาร ทำให้เกิดความเชื่อถือตำรา เชื่อถือในความรู้ผู้เขียนหนังสือมากกว่าเซียนดังๆ ทำให้ติดกับ “พระเก๊” ที่ต้องยอมรับว่า...สมัยนี้พระปลอม ทำขึ้นใหม่เหมือนพระแท้มาก“ในยุคนี้ไม่ใช่มีเฉพาะพระเก๊เกลื่อนเมือง หากแต่ยังมีหนังสือพระเก๊เต็มไปหมดเช่นกัน ในการแสดงอัตตาคุณค่าของพระเครื่อง ให้เกิดความนิยมหวังเปลี่ยนมือให้คนใหม่ จึงต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนเช่าพระก่อน ด้วยการหันมาพึ่งพาหนังสือพระเครื่องเป็นตัวหลักประกัน จนหนังสือพระเก๊เกลื่อนท่วมท้นหนังสือพระเครื่องแท้”ประกิต ว่า“ผู้เขียนบางคนแต่งเรื่องราวพระเครื่องให้หลงประเด็นด้วยซ้ำ อ้างประวัติศาสตร์ประกอบผูกเรื่องราวให้เป็นเรื่องเดียวกัน สร้างความรู้ใหม่ ให้พระที่ปลอมขึ้นมา เพื่อจำหน่ายทั้งหนังสือพระปลอม และปล่อยพระเก๊ หรือประกวดพระเก๊ ออกใบรับรองให้พระเก๊...ครอบงำไว้ทั้งระบบ”แต่เซียนพระเครื่องเขารู้กัน...เซียนเก๊ก็เพ้อเจ้อกันไป เพราะวิชาพระเครื่องจะนำความรู้ทางโลกวัดไม่ได้...ก็ไม่แน่คนมีความรู้สูงสุดทางโลก...มาอยู่ในทางพระเครื่อง...คนปั่นสามล้อ อาจเก่งกว่าก็ได้เคยมีคำถามว่า...วงการพระเครื่องที่กำลังกลายเป็นพุทธพาณิชย์อาจมีผลกระทบต่อความศรัทธาในพุทธศาสนาหรือไม่นั้น? มองว่า...เมื่อใดมีของมีค่าที่ต้องวัดกันด้วยเงินตรา ก็ย่อมเกิดการแย่งชิงกันเป็นเรื่องธรรมดาหากแต่นั่งเปิดแผงปล่อยพระเครื่อง มีพฤติกรรมจงใจหลอกปล่อยพระเก๊ให้กับคนดูพระไม่เป็น ที่มีหน้าม้าคอยช่วยกัน ลักษณะนี้ก็มีเจตนาไม่บริสุทธิ์ มีรูปแบบ “ต้มตุ๋นคน” อาจเกิดความเสื่อมศรัทธาขึ้นได้เพราะพระเครื่อง มีการตีมูลค่า (มายา) ราคาแพง...เกิดมาจากความเชื่อซึ่งแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ...ความเชื่อ...มีค่าตัดวัดกันด้วยเงิน และความเชื่อ...ไม่วัดกันที่เงิน ใช้วิธีหลอกต้มกันเลย...ก่อนหน้านี้เคยมีเรื่อง...“วัด”...และ “พระ” ออกมาแจกพระ เพื่อเอาเงินเข้าวัดมากมาย ที่ไม่ใช่แค่สวดมนต์เทศนากันแบบเปล่าๆเหมือนอดีตต้องมีเครื่องรางของขลังแจกด้วย โดยเฉพาะพระเครื่อง ที่มีเกจิดังร่วมปลุกเสก ย่อมเป็นที่นิยม และปัจจุบันก็กำลังเป็นไปตามเส้นทางรูปแบบนี้กัน...ต่อมาคนรุ่นใหม่มองว่า ในเมื่อรุ่นเก่า...สามารถการันตีราคา หรือสร้างตั้งหลักเกณฑ์ตีมูลค่าราคาแพงของพระเครื่องขึ้นได้ ทำให้เกิดความเชื่อว่า...เมื่อคนรุ่นเก่าปลุกเสกพระเครื่องให้มีความขลังกันได้ คนรุ่นใหม่ก็ลอกเลียนแบบกันบ้าง ด้วยการนำ “หิน” มาสร้างตำนาน “หิน” นำไปให้หลวงพ่อปลุกเสก ออกมาขายกันเกลื่อนตามห้างสรรพสินค้า...และในเว็บไซต์ต่างๆ จนขายดิบขายดี เป็นกระแสกันอย่างบ้าคลั่ง...ธุรกิจนี้กำลังมีความท้าทาย...ให้กับนักเลงพระเครื่องรุ่นเก่าอย่างมากสาเหตุพระเครื่องเก่าถูกตีราคาแพงกันมากและหายาก ผลทำให้เกิดธุรกิจปลุกเสกพระเครื่องใหม่ ที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวันนี้ เพราะไม่มีสินค้าอะไร...ขายดีเท่ากับความเชื่อ...และเป็นวิธีเดียวที่ยังหาเงินได้ มีราคาแพงกันอยู่“ประเทศไทย” มีความนิยมชมชอบพระเครื่องมาตั้งแต่ยุคสมัยทวารวดี มาถึงยุคศรีวิชัย เชียงแสน สุโขทัย อู่ทอง มีรูปแบบเฉพาะตัวนิยมกัน บางพิมพ์อยู่ในเบญจภาคี เคยมีการนิมนต์ไปในราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป เพราะมีคุณสมบัติ...พระเครื่องเก่า จำนวนน้อย ทำให้เกิดของปลอมตามมาเยอะแยะมากมายตัวอย่าง พระกรุทุ่งเศรษฐี พิมพ์ซุ้มกอ รุ่นนี้มีไว้ไม่จน เพราะนิมนต์มาไว้กับตัวเพียงองค์เดียว มีการตีราคากันไว้เริ่มต้นที่ 1 แสนบาทแต่ในวงการพระเครื่องก็มีหลายคนเช่าพระด้วยความรัก ชื่นชอบในพุทธศิลป์ ความศรัทธาในพุทธคุณหรือพุทธศาสนา ความศรัทธาในตัวผู้สร้างหรือเกจิอาจารย์ โดยเฉพาะกลุ่มเศรษฐีที่เช่าพระเก็บสะสมไม่ยอมปล่อยออกสู่ตลาด และมีบันทึกไว้พระองค์ใดมีความสวยงามสมบูรณ์เก็บไว้กับใครบ้างเท่านั้นตามที่ทราบ...เศรษฐีมีชื่อเสียงหลายคน หากเอ่ยชื่อขึ้นมาทุกคนต้องรู้จักกัน ที่เป็นคนรักสะสมพระสวยงามจริงๆ คนกลุ่มนี้แม้พูดถึงเรื่องเงินนำไปเช่ายี่สิบ สามสิบล้านบาท เขาก็ไม่ยอมให้...ปล่อยออกมาแน่นอนสุดท้ายวงการนี้ไม่สามารถรวมตัวการันตีคุณภาพประกันพระเครื่อง ให้เป็นรูปธรรมตามหลักสากลได้ เพราะชุดวิชาเซียนพระไม่ลงตัวกัน ทำให้ตัดเกรดพระเครื่องไม่ได้...ต่างจากวงการเพชร หรือพลอย ที่พิสูจน์ความแข็งเพชร พลอย มีระดับมาตรฐานชัดเจน ดังนั้น เซียนพระต้องรู้รอบตัว เก่งจริง จึงได้พระแท้ไปครอบครอง“ขุมทรัพย์พุทธพาณิชย์...ยุทธจักรวิมานสร้างฝัน” ล้วนเกิดจากความเชื่อทั้งสิ้น...เชื่อมาก ก็เสียเงินมาก ไม่มีอะไรจะสามารถดึงเงินคนออกจากกระเป๋าได้ง่ายเท่ากับความเชื่ออีกแล้ว.