กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. กระทรวงน้องใหม่ ที่ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่เป็นการรวมทั้งคนและงานจาก กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี สถาบันวิจัยที่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา พร้อมด้วยสถาบันอุดมศึกษาของรัฐและเอกชน เริ่มต้นเดินเครื่องเมื่อวันที่ 2 พ.ค.2562ภายหลังการเลือกตั้ง คณะรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ได้ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ นั่งเก้าอี้เสนาบดีคนแรกของกระทรวงนี้ “ทีมการศึกษา” ขอใช้โอกาสนี้ “เปิดใจ” ถึงแนวทางการขับเคลื่อนงานภายใต้รัฐบาลนี้ “ผมมาครั้งนี้จะเจาะลึก ทำงานทันที ไม่มาโชว์วิสัยทัศน์แล้ว ตอนนี้ขอบเขตงานของ อว.กว้างมากขึ้น ทั้งวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ เศรษฐกิจสังคม ความยากจน ทุกเรื่องมีความท้าทายมากขึ้น และประชาชนก็คาดหวังมาก สิ่งที่ผมจะทำคือ นำพลังของกระทรวงนี้ ซึ่งมีปัญญาชนระดับด็อกเตอร์ในมหาวิทยาลัย ในสถาบันวิจัย ให้แสดงศักยภาพออกมาตอบโจทย์ของประเทศโดยหน้าที่ผมคือ ตั้งโจทย์ให้ชัด และให้ทุกอย่างโยงกับประเทศและประชาชน และมหาวิทยาลัยกับสถาบันวิจัยก็ปรับบทบาทตามโจทย์ที่เรามี โดยอาศัยงบประมาณมาเกลี่ยให้ตอบโจทย์ประเทศให้ได้” ดร.สุวิทย์ เปิดประเด็นถึงงานที่จะเข้ามาทำ ขณะที่บทบาทของมหาวิทยาลัยที่ต้องปรับนั้น ดร.สุวิทย์ ขยายความว่า “ผมมีแนวคิดผลักดันให้กระทรวง อว.เป็นกระทรวงการสร้างคน สร้างองค์ความรู้ สร้างนวัตกรรม ซึ่งก็คือบทบาทของมหาวิทยาลัย หลายคนบอกว่า มหาวิทยาลัยไม่ปรับตัว ผมว่าอย่าไปโทษเขา ผมจะไม่พูดเรื่องเก่า มองว่าช่วง 10-20 ปีนี้ มหาวิทยาลัยปรับตัวช้ากว่าการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งผมกลับมองวิกฤตินี้เป็นโอกาสของมหาวิทยาลัย ที่จะไม่สอนแค่ 4 ปีอีกต่อไป แต่จะเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต ฐานผู้เรียนจะมีทั้งวัยเรียนอายุ 18-21 ปี จำนวน 2.2 ล้านคน, วัยทำงาน 38 ล้านคน ที่มหาวิทยาลัยจะต้องมีหลักสูตรสำหรับผู้ที่ต้องการก้าวไปสู่อาชีพใหม่ๆในอนาคต เช่น ยูทูบเบอร์ หรือคนที่ต้องเติมทักษะเพื่อจะได้อยู่ในอาชีพเดิมได้ต่อไป และกลุ่มผู้สูงอายุ จำนวน 11 ล้านคน ที่ยังต้องทำงานหลังเกษียณซึ่งต้องการการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ เหล่านี้คือโอกาสของสถาบันอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยต้องมองว่า โอกาสมาแล้ว ต้องเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส” “ผมจะแบ่ง มหาวิทยาลัยออกเป็น 3 กลุ่มเพื่อให้ตอบโจทย์ประเทศ ได้แก่ กลุ่มแรก มหาวิทยาลัยที่สร้างองค์ความรู้แห่งอนาคต ที่จะก้าวไปสู่ระดับโลก เช่น จุฬาฯ ม.ธรรมศาสตร์ ม.มหิดล ม.เกษตร ม.เชียงใหม่ เป็นต้น กลุ่มสองคือ มหาวิทยาลัยด้านเทคโนโลยี ที่ตอบโจทย์ 10 อุตสาหกรรมและนวัตกรรมของประเทศ ได้แก่ กลุ่ม 3 พระจอมเกล้าฯ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล กลุ่มสามคือ มหาวิทยาลัยที่ตอบโจทย์พื้นที่ ชุมชนฐานราก ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏ ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมีเส้นทางหรือลู่วิ่งของตนเอง มีตัวชี้วัดที่แตกต่างกัน และจะมีศักดิ์ศรีเท่ากัน ทั้งอาจารย์ ผู้เรียน และบัณฑิต หรือบางส่วนของมหาวิทยาลัยแต่ละกลุ่มก็สามารถทำงานบูรณาการกันได้ เช่น บางคณะของจุฬาฯ ก็ไปสู่ระดับโลก ขณะเดียวกันก็นำองค์ความรู้นวัตกรรมไปช่วยมหาวิทยาลัยราชภัฏยกระดับชุมชน เช่น ความรู้ด้านนวัตกรรมผู้สูงวัย เป็นต้น” รมว.อว.ฉายภาพการจัดกลุ่มมหาวิทยาลัยหันมาทางด้านสถาบันวิจัยบ้าง ดร.สุวิทย์ กล่าวว่า “ผมจะแบ่งสถาบันวิจัยออกเป็น 3 กลุ่ม ทำงานเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยทั้ง 3 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ วิจัยที่ตอบโจทย์นวัตกรรมชุมชน เช่น นวัตกรรมแก้จน ซึ่ง สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย หรือ วว.ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏ ยกระดับพื้นที่ให้ดีขึ้น กลุ่มสองคือ กลุ่มนวัตกรรมเทคโนโลยี จะให้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. จับมือกับมหาวิทยาลัยกลุ่มนี้ ส่วน กลุ่มที่สาม ก็จะให้มหาวิทยาลัยที่มุ่งเน้นการแข่งขันระดับโลก รวมกลุ่มกันสร้างเป็นเครือข่าย ทำงานวิจัย พัฒนาและนวัตกรรมแห่งอนาคต เช่น อวกาศ คอมพิวเตอร์ จีโน นาโน ขณะที่งานวิจัย จะแบ่งงานวิจัยออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ งานวิจัย พัฒนาและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ประเด็นท้าทาย, งานวิจัย พัฒนาและนวัตกรรมเชิงยุทธศาสตร์และการแข่งขัน, งานวิจัย พัฒนาและนวัตกรรมเชิงพื้นที่และเศรษฐกิจฐานราก, และงานวิจัย พัฒนาและนวัตกรรมแห่งอนาคต” ดร.สุวิทย์ กล่าวทิ้งท้ายฝากถึงบุคลากรในสังกัดใน อว.ว่า “นายกรัฐมนตรีให้โอกาสผมมาทำงานในครั้งนี้ เพราะเป็นคนทำคลอดกระทรวง ก็ต้องทำให้โต และมาทำงานแข่งกับเวลา เพราะเราไม่รู้ว่าการเมืองจะเป็นอย่างไร เราอาจจะอยู่ 3 เดือน หรือ 6 เดือน ซึ่งอย่างน้อยเวลาที่เราอยู่ ต้องทำให้เต็มที่ หลายคนกังวลว่า กระทรวงใหม่จะล้วงลูกมหาวิทยาลัย ผมเองเป็นนักการเมืองแต่ก็ต้องการจะออกแบบให้คณะกรรมการชุดต่างๆของ อว.ปลอดจากการเมือง กรรมการในบอร์ดชุดต่างๆ จะให้เป็นคนของประชาคม หรือคนที่ประชาคมให้การยอมรับผมมาเป็นรัฐมนตรีคนแรก ต้องกลัดกระดุมเม็ดแรกให้ถูก ถ้ากลัดผิด เดี๋ยวเขาจะด่าเอา และจะทำให้กระทรวงนี้เป็นกระทรวงต้นแบบของการปฏิรูป ดังนั้นข้าราชการทุกคนก็ต้องมีสปิริตของการปฏิรูปด้วย ผมจึงมีหน้าที่ 2 ประการคือ มีนโยบายที่ชัดเจนที่ตอบโจทย์ประเทศ และวางระบบการบริหารจัดการให้กลไกต่างๆ ขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ตอบโจทย์ประเทศ”“ทีมการศึกษา” มีความคาดหวังไม่ต่างจากทุกคน ที่อยากเห็นกระทรวงน้องใหม่แห่งนี้ จะใช้เวลาไม่นานในการปรับทัพจัดกำลังคน เพื่อเป็นหัวรถจักรนำพาประเทศให้ก้าวเข้าสู่ประเทศไทย 4.0 อย่างที่ตั้งใจไว้ปลดแอกประเทศหลุดจากกับดักอัตตาและการทำงานซ้ำซ้อนกันเสียที!!ทีมการศึกษา