ที่อยู่ 217 หมู่ 4 ตำบลนาเกียน อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ เรียน คุณครูบอยที่เคารพผมขอโทษที่ไม่ได้ทำตามที่ครูบอก ผมสงสารแม่ที่ต้องทำงานหาเงินอยู่คนเดียว ถ้าผมไปเรียนก็ไม่มีใครช่วยแม่ ผมขออนุญาตลาหยุดไปช่วยแม่เก็บลำไย ผมไม่รู้ว่าจะได้กลับมาโรงเรียนอีกเมื่อไหร่ ขอบคุณครูที่ช่วยเหลือมาตลอดด้วยความเคารพอย่างสูง ด.ช.พงศกร อาสาพิทักษ์ไพรอีกฉบับ 170 หมู่ 1 ต.ผาสุก อ.วังสามหมอ จ.อุดรธานี เรียนอาจารย์ประจำชั้นที่เคารพ เนื่องจากตอนนี้ที่บ้านไม่มีใครดูแลพี่ชายที่ป่วยพิการตั้งแต่กำเนิด ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย ส่วนพ่อกับแม่ก็ต้องออกไปรับจ้างข้างนอก เลยไม่มีใครดูแลพี่ชายบางวันหนูต้องสลับกับพี่สาวเพื่อมาช่วยดูแลพี่ชาย หากับข้าวมาให้กิน หนูเลยขออนุญาตครูประจำชั้นที่เคารพ ขอลาหยุดเรียน 1 วันไปดูแลพี่ชายที่พิการอยู่ตอนนี้ด้วยความเคารพ ด.ญ.สุกันยา วังนาทัน นักเรียนชั้น ป.5“จดหมายลาครู” ตัวอย่างฉบับสุดท้าย 11 หมู่ 7 ต.สวนพริก อ.เมืองปทุมธานี จ.ปทุมธานี 12000 เรียนคุณครูประจำชั้น ป.5/2 ที่เคารพ เนื่องจากกระผมต้องช่วยแม่เก็บขวดและของเก่าขาย เพื่อนำเงินไปซื้อข้าวกินและเพื่อเอาเงินไปโรงเรียน หากผมไม่ช่วยแม่ แม่ก็จะหาของเก่าขายเพียงคนเดียว ซึ่งหาได้น้อย แล้วมีเงินไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันกระผมจึงลาหยุดเรียน เมื่อขายของได้เพียงพอผมจะกลับมาเรียนตามปกติ ด้วยความเคารพ ด.ช.ปรีชา จอดนอกทั้งหมดข้างต้นคือภาพตัวอย่างโครงการรณรงค์ “จดหมายลาครู” : ความร่วมมือ 4 หน่วยงานร่วมแก้ปัญหาเหลื่อมล้ำทางการศึกษา คืนเด็กกลุ่มเสี่ยงหลุดออกนอกระบบการศึกษาสู่โรงเรียนปัจจุบันมีเด็กไทยมากกว่า 430,000 คน ที่หลุดอยู่นอกระบบการศึกษาภาคบังคับ...ขณะที่อีก 2 ล้านคนสุ่มเสี่ยงไม่ได้เรียนต่อเพราะความยากจน ต้องผันตัวเองเป็นเสาหลักของบ้าน อย่างไม่เลือกงานและทำเต็มที่อย่างสุดกำลัง แม้จะเป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงสำหรับเด็ก เช่น งานก่อสร้าง ขายพวงมาลัย ชกมวย ทำสวนทำไร่ รับจ้างเก็บขยะ ฯลฯจากการเก็บข้อมูลของคุณครูที่ลงพื้นที่คัดกรอง ค้นหาเด็กๆ สะท้อนให้เห็นว่า...เด็กเหล่านี้ต้องหยุดเรียนบ่อยครั้งเพื่อไปทำงานเป็นเสาหลักของบ้าน บางคน...เช้าไปโรงเรียน ค่ำคืนขอทานตามถนนสายต่างๆขายพวงมาลัยตามสี่แยก ชกมวย รับจ้างตามสวน...ไร่นา ร้านคาราโอเกะ...ร้านอาหารกลางคืน ทำงานก่อสร้างข้อมูลสะท้อนหัวใจพบด้วยว่า เยาวชนเพียง 5%...จากครอบครัวยากจนที่สุด 20% แรกของประเทศเท่านั้น ที่มีโอกาสเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา เพราะต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายสูงมากเมื่อเทียบกับรายได้ครัวเรือน...ส่งผลให้ประเทศไทยเสียโอกาสทางเศรษฐกิจสูงถึง 2 แสนล้านบาทต่อปีทั้งยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์ของประเทศ เพื่อการก้าวออกจากกับดักรายได้ปานกลางสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 20 ปีตามเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติ“กสศ.” หรือ “กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา” ร่วมกับ สพฐ. ตชด. อปท. ผสานพลังร่วมมือกันช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้อย่างจริงจัง ผ่านโครงการเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนพิเศษ ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปการจัดสรรงบประมาณเพื่อช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่เดือดร้อนที่สุดได้อย่างถูกคน ตรงจุดโดยใช้ระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (ISEE) เป็นเครื่องมือช่วยติดตามค้นหาและช่วยเหลือเด็กๆ พร้อมพลังของ “คุณครูฮีโร่” ในสังกัด สพฐ. ตชด.และ อปท. มากกว่า 400,000 คนออกค้นหา...คัดกรองให้ได้กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน“ครู” คือ “หัวใจ” สำคัญในการค้นหา...คัดกรองเด็ก หนึ่งใน “บันทึกการเดินทางของครู ผู้ออกเดินทางนำโอกาสไปให้เด็กๆของเรา”...เช้าวันนี้ ที่อำเภอสุคิริน จ.นราธิวาส มีคณะครู 5 ชีวิต กำลังลงพื้นที่ไปค้นหาเด็กๆ เพื่อให้ได้เรียนต่อ...เข้าวันที่ 3 แล้ว กับภารกิจตามหานักเรียนทั้ง 32 คน จาก 12 อำเภอ เป็นภารกิจที่ยากมากค่ะ นอกจากขับรถผ่านมากกว่า 100 โค้ง พวกเรายังต้องผ่านด่านตรวจมากกว่า 100 ด่านทหารสอบถามพวกเราเป็นระยะๆว่าจะไปไหน มาทำอะไร เราใช้เวลามากกว่าที่คิดไว้ เรียกว่า... ค่ำไหนนอนที่นั่น เพราะบ้านนักเรียนแต่ละคนห่างไกลกันมากกว่า 50–70 กม. บวกกับความ ไม่คุ้นเคยกับพื้นที่ ทำให้หลงทางอยู่บ่อยครั้ง ยังดีที่ชาวบ้านแถวนี้มีน้ำใจเหลือเกินคอยบอกทางมาตลอด“ยิ่งรู้ว่า...พวกเรากำลังมาช่วยเด็กๆให้ได้เรียนหนังสือต่อ บางคนถึงขนาดขี่มอเตอร์ไซค์นำทางเข้าไป สามวันที่ผ่านมา บางครั้งเราเจอกับถนนขาดเพราะน้ำจากภูเขาไหลลงมาปิดทาง แต่เราต้องผ่านไปให้ได้”ครูผู้หญิงต้องลงไปช่วยกันยกกรวยกั้นถนนออก เพื่อให้เราเดินทางไปยังบ้านนักเรียนตามที่ตั้งใจให้ได้ โชคดีเหลือเกิน ยังมีทางให้เราไป มีเรื่องขำๆในหมู่พวกเราคือ ถนนขาดไม่พอ เราเดินขึ้นเขาไปหาเด็กๆกันจนรองเท้าของครูผู้หญิงในทีมขาดกระจุย ถามถึงความเสี่ยงไม่ต้องพูดถึง เพราะเหตุการณ์ความไม่สงบมีอยู่ทุกวันยิงกันเป็นว่าเล่น...ระเบิดไม่เลือกที่ แต่พวกเราลุยไม่มีถอยหลังแล้ว เพราะยิ่งออกเดินทางไกลสภาพความเป็นอยู่ของเด็กๆที่เราพบเจอ ทำให้เราสะเทือนใจ บ้านทรุดโทรมเหมือนซากปรักหักพังมากกว่าจะเป็นบ้าน บางคนไม่มีทั้งพ่อและแม่ น่าสงสารมากนะคะ เราเสียน้ำตาทุกวัน“ถ้าไม่มีการเดินทางของเราในวันนี้ ไม่มีทุนของ กสศ. เด็กๆ เหล่านี้ไม่มีทางได้เรียนต่อแน่นอน ดังนั้นเราคิดแต่จะต้องไปต่อไปให้สุดๆ ต้องนำโอกาสไปให้เด็กๆของเราให้ได้ จะไม่มีทางพลาดเด็กคนไหนไปแม้แต่คนเดียวค่ะ” อาจารย์แวนูรินดา มะแซคำถามสำคัญมีว่า...ทำไม? “การศึกษา” ต้อง “เสมอภาค” ไม่ใช่ “เท่าเทียม”เพราะ “เด็ก” แต่ละคนมีความจำเป็นและโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาไม่เท่ากัน ความเท่าเทียมในการจัดสรรทรัพยากรเพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาจึงไม่อาจเพียงพอ เช่น นักเรียนที่มีฐานะแตกต่างกัน ได้รับเงินอุดหนุนช่วยเหลือเท่าเทียมกันทั้งหมด...ไม่สามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้“การช่วยเหลือต้องอยู่บนหลักการของความเสมอภาคที่คำนึงถึงข้อมูลความจำเป็น และปัญหาของผู้เรียนแต่ละคนในบริบทของพื้นที่ซึ่งแตกต่างกัน จึงถือเป็นแนวทางที่ไม่ซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำ”ตอกย้ำภารกิจสำคัญ...กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) คือการช่วยเหลือดูแลกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือด้อยโอกาส หรือ 20% ท้ายสุดของประชากร...นับตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งเป็นช่วงวัยพื้นฐานสำคัญในชีวิต จนถึง...วัยทำงาน“จดหมายลาครู”...จุดหมายปลายทางที่เป็นความท้าทายอย่างยิ่งมีว่า “เราจะช่วยเด็กกว่า 2 ล้านคน ที่สุ่มเสี่ยงจะหลุดออกนอกระบบเพราะความยากจนข้นแค้นได้อย่างไร?”.