บุญธง ก่อมงคลกูล ผู้สื่อข่าวไทยรัฐประจำประเทศเบลเยียม กลับมาเยี่ยมบ้านเกิด เลยถือโอกาสเล่าเรื่องทัวร์ล่องแม่น้ำแม่กลองเยือนบ้านเกิดรัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 2 รวมทั้งสมรภูมิรบพระเจ้าตาก มาให้ฟัง...อย่างน่าสนใจจุดนัดหมายเริ่มต้นทริปนี้คือ ครัวน้ำทิพย์ริมคลอง ซึ่งตั้งอยู่เชิงสะพานห่างจากตลาดร่มหุบ เวลานัดหมายคือ 11.00 น. ซึ่งถ้าใครมาก่อนอาจจะพอมีเวลาแวะไปดูตลาดร่มหุบหรือตลาดเสี่ยงตายใกล้ๆสถานีรถไฟแม่กลอง เป็นการเก็บเกี่ยวประสบการณ์อันน่าตื่นเต้นเร้าใจธงชัย เพื่อนในกลุ่ม เป็นคนประสานงานติดต่อเช่าเรือพร้อมเตรียมสั่งอาหารไปรับประทานบนเรือระหว่างที่เรือแล่นทวนกระแสน้ำมุ่งหน้าไปยังจังหวัดราชบุรีเรือยนต์ไม้ มีเครื่องวางกลางลำ พวงมาลัยบังคับเรืออยู่ไปทางหัวเรือ นายท้ายเรือของเราคราวนี้ คือ ลุงสมจิต กัปตันเรือที่ใช้ชีวิตอยู่กับแม่น้ำแม่กลองมากว่าค่อนชีวิต และแน่นอนเมื่อเพื่อนเก่า (ไม่) แก่มาเจอกัน บรรยากาศสรวลเสเฮฮา ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม ถูกจัดเต็ม เมนูวันนี้มีทั้ง หอยหลอดผัดฉ่า เนื้อปูนึ่ง ปลาทูซาเตี๊ยะ กุ้งอบเกลือ ปูทะเลแกงส้มยอดมะพร้าว ปลากะพงสามรส น้ำพริกไข่ปู นอกจากเรียกน้ำย่อยจนท้องไส้ปั่นป่วนแล้ว แต่ละเมนูยังเป็นอาหารขึ้นชื่อของลุ่มน้ำแม่กลองแท้ๆ และเมื่อพร้อมพวกเราก็พากันลงเรือลำงามนาม ภิญญาพัชญ์ ทุกคนตื่นตะลึงกับอาหารตามรายการที่วางไว้เต็มโต๊ะกลางลำเรือลุงสมจิต นายท้ายเรือบังคับหัวเรือมุ่งหน้าไปทางคลองอัมพวา เรือแล่นไปช้าๆผ่านตลาดน้ำอัมพวาที่วันนี้ดูเงียบเหงาเพราะเป็นวันธรรมดาและยังเช้าอยู่ ขณะที่คนเก่าแก่บนเรือคุยกันว่า อัมพวาวันนี้เปลี่ยนไปมาก รีสอร์ตสวยหรูดูดีหลายแห่งผุดขึ้นตามริมน้ำ จากที่เคยเป็นแค่เรือนแถวเก่าๆริมน้ำเมื่อ 40 ปีก่อน“วันนี้เราจะเดินทางไปยังจังหวัดที่เป็นบ้านเกิดของ 2 บรมกษัตริย์รัตนโกสินทร์ คือ รัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 2 รวมทั้งสมรภูมิรบที่สำคัญแห่งหนึ่งของพระเจ้าตากสินที่ค่ายบางกุ้ง” ไกด์กิตติมศักดิ์ เริ่มโหมโรงในฐานะคนท้องถิ่นที่เคยสวมบทไกด์ผีพาฝรั่งมาทัวร์ตลาดน้ำดำเนินเมื่อหลายสิบปีก่อน เรือค่อยๆหันหัวออกจากคลองอัมพวา เข้าสูู่่แม่น้ำแม่กลอง ธงชัย คนนำทาง ถามลุงสมจิตว่า ใช้เวลาไปถึงราชบุรีกี่ชั่วโมง“ผมไม่เคยไปเลย ถ้ารู้ว่าต้องไปถึงราชบุรี ก็คงจะให้คนอื่นไปแทน” ธงชัยตกใจกับคำตอบ แต่สักพักเขาก็ควักแบงก์ใบละ 500 ใส่กระเป๋าเสื้อให้ลุง คำตอบใหม่ก็ตามมาทันที“แหม ถ้าผมไม่มาคราวนี้ คงเสียดายแย่เลย 5555” นายท้ายเรือวัยใกล้ชราตอบพร้อมหัวเราะร่วนโชว์ฟันหน้า 2 ซี่ พร้อมกับมวนใบจากกับยาสูบขึ้นมาจุดสูบอย่างใจเย็นเรือแล่นผ่านอุทยาน ร.2 หรืออุทยานพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ผ่านวัดหลายวัดทั้งสองฝั่งของแม่น้ำ รวมทั้งบ้านเรือนไทยและบ้านแบบทันสมัยหลายหลังที่ตั้งอยู่ริมน้ำ ซึ่งน่าจะเป็นบ้านหลังที่สองของคนเมืองหลวงที่ปลูกไว้เพื่อใช้สำหรับพักผ่อนในช่วงวันหยุดมากกว่าจะมาตั้งรกรากอยู่อาศัยจริงจัง เรือแล่นลอดสะพานข้ามแม่น้ำแห่งแรกบริเวณก่อนถึงบ้านบางนกแขวก มองเห็นยอดโบสถ์คริสต์และสุสานที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำใกล้กัน อาสนวิหารแม่พระบังเกิดเป็นวัดคาทอลิกเก่าแก่อายุกว่าร้อยปี ตั้งอยู่ปากคลองดำเนินสะดวกที่เป็นคลองขุดโดยใช้กำลังคนเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ใช้เครื่องจักรเลย เชื่อมต่อแม่น้ำแม่กลองกับแม่น้ำท่าจีน เป็นเส้นทางลำเลียงสินค้าทางน้ำที่สำคัญจากราชบุรี สมุทรสงคราม ไปยังกรุงเทพมหานครเรือจอดที่หน้าวัดคริสต์ พวกเราขึ้นไปถ่ายรูปด้านหน้าโบสถ์แบบโกธิคและไปขอพรจากแม่พระที่บริเวณถ้ำคล้ายๆที่เมืองลูร์ด ฝรั่งเศส เราก็ได้พบกับผู้ดูแลที่มาเปิดประตูโบสถ์ให้เข้าไปชมด้านใน นอกจากความสวยงามของตัวโบสถ์แล้ว ยังมีกระจกสี (stained glass) นำเข้าจากประเทศฝรั่งเศสติดตั้งอยู่โดยรอบ ออกจากโบสถ์คริสต์เรือแล่นผ่านปากคลองบางนกแขวก ตรงหัวมุมปากคลองมีตึกอยู่ตึกหนึ่งชื่อว่า ตั๊กฮูสี เป็นร้านผลิตและขายยาแก้ช้ำในที่มีชื่อเสียงดั้งเดิมว่า ยาแก้ช้ำในหมอตั๊กฮูสี ผ่านสวนมะม่วงหาวมะนาวโห่ที่หลายคนรู้จักกันดีว่าเป็นสมุนไพรที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระเรือลอดผ่านสะพานข้ามแม่น้ำ จนมาถึงหอนาฬิการาชบุรี ซึ่งมีท่าเทียบเรือ พวกเราขึ้นไปเดินเที่ยวตลาดสดราชบุรีเพื่อซื้อหาสินค้าประจำจังหวัด เช่น ผ้าขาวม้าทอบ้านไร่ หัวไชโป๊ ฯลฯ ไกด์บอกว่า เราจะอยู่ที่นี่ประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนจะหันหัวเรือกลับแม่กลอง แวะเที่ยว วัดบางกุ้ง ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งค่ายทหารเรือบางกุ้งที่ทหารไทยถูกพม่าล้อมไว้ถึง 49 วันเพื่อให้อดอาหารตาย และพระเจ้าตากสินได้ยกกำลังมาทางเรือเข้าตีค่ายพม่าแตกในค่ำคืนเดียวในวัดบางกุ้งมีโบสถ์เก่าแก่ที่ถูกปกคลุมด้วยรากของต้นโพธิ์ ต้นกร่าง และต้นไกร จนมองไม่เห็นตัวโบสถ์ นับเป็น Unseen Thailandที่สำคัญของจังหวัดสมุทรสงคราม ภายในโบสถ์มี หลวงพ่อนิลมณี หรือ หลวงพ่อดำ พระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่ สร้างสมัยอยุธยาตอนปลาย และภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติที่รางเลือน รวมทั้งรูปปั้นแม่ไม้มวยไทยวางเป็นกลุ่มให้ได้ศึกษาอีกด้วย ราว 18.30 น. เรือล่องเข้าสู่คลองอัมพวา ไกด์ถามลุงสมจิตว่า พาไปชมหิ่งห้อยก่อนได้ไหม คำตอบคือ ยังไม่มืด มองไม่เห็นหรอก ธงชัยตบทิปอีก 300 บาท นายท้ายยิ้มร่าตอบว่า จัดให้ ชิลๆ เรือแล่นอ้อยอิ่งผ่านตลาดน้ำอัมพวายามใกล้ค่ำสวนกับเรือนำเที่ยวหลายลำ ผ่าน วัดจุฬามณี มองเห็นเจดีย์ส่องไฟสะท้อนเงาบนพื้นน้ำงดงาม สักพักไฟฟ้าบนเรือดับพึ่บ เสียงนายท้ายเรือบอกให้ดูหิ่งห้อยทางด้านซ้ายบ้าง ขวาบ้าง แสงระยิบระยับเรืองไรในความมืดบนต้นไม้สวยงามประทับใจเรือเข้าเทียบท่าร้านอาหารครัวน้ำทิพย์ประมาณทุ่มเศษ เป็นอันจบทริปล่องแม่น้ำแม่กลองที่นอกจากจะได้ย้อนอดีตบ้านเกิดแล้ว ยังเป็นการเริ่มต้นจุดประกายมิตรภาพเก่าให้ลุกโชนอีกครั้ง.